โพลชี้คนกังวล-เครียดมากขึ้นเมื่อตามข่าวโควิด เน้นใส่หน้ากาก-ไม่ไปสถานที่เสี่ยงป้องกันโรค

วันที่ 09 พ.ค. 2564 เวลา 09:02 น.
โพลชี้คนกังวล-เครียดมากขึ้นเมื่อตามข่าวโควิด เน้นใส่หน้ากาก-ไม่ไปสถานที่เสี่ยงป้องกันโรค
ดุสิตโพลเผย คน46.04% วิตกกังวล เครียดมากขึ้นเมื่อติดตามข่าวโควิดระบาด ส่วนใหญ่เน้นป้องกันการติดเชื้อด้วยการสวมหน้ากากอนามัย งดเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยง

เมื่อวันที่ 9 พ.ค. 64สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผย ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อกรณี “คนไทยกับการเอาชนะ โควิด-19” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,894 คน สำรวจวันที่ 3 – 7 พฤษภาคม 2564 พบว่า ประชาชนคิดว่าตนเองอยู่ในกลุ่มปกติทั่วไป ร้อยละ 41.55 รองลงมาคืออยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง ร้อยละ 22.18

เมื่อติดตามข่าวรู้สึกวิตกกังวลและเครียดมากขึ้น ร้อยละ 46.04 ตั้งแต่มีการระบาดของโควิด-19 หมดค่าใช้จ่ายไปกับหน้ากากอนามัยมากที่สุด ร้อยละ 83.94 โดยจะรับมือด้วยการไม่ไปในที่เสี่ยงติดเชื้อโควิด-19 ร้อยละ 83.32 และจะใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้ง ร้อยละ 92.12

นางสาวพรพรรณ บัวทอง นักวิจัย สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า จากความวิตกกังวลของคนไทยที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะข่าวสถานการณ์โควิด-19 ที่รุนแรง มากขึ้น รวมถึงการรับมือของรัฐบาลที่ค่อนข้างล่าช้า ประชาชนจึงต้องพึ่งตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการใส่หน้ากากอนามัย ไม่ไปในที่เสี่ยงและล้างมือบ่อย ๆ

นอกจากนี้ผลโพลยังพบว่า มีผู้ที่ตอบว่าสิ่งที่จะทำให้อยู่รอดจากโควิด-19 คือ การฉีดวัคซีน มีเพียงร้อยละ 45.24 เท่านั้น นี่เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลต้องเร่งสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นให้กับประชาชนโดยเร็ว ไม่เช่นนั้นการเอาชนะโควิด-19 คงเป็นเรื่องยากอย่างแน่นอน

ด้าน อาจารย์นิรัตน์ชฎา ไชยงาม อาจารย์ประจำสาขาการพยาบาล มารดา ทารกและการผดุงครรภ์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า โควิด-19 เป็นโรคที่ทำลายวิถีชีวิตการเป็นสัตว์สังคมของมนุษย์ไปโดยสิ้นเชิง จากผลโพลจะเห็นว่าการระบาด ในระลอกที่ 3 นี้ ประชาชนมีความเข้าใจและปฏิบัติตามมาตรการป้องกันอย่างเคร่งครัดเมื่อไปในที่สาธารณะ แต่ขณะอยู่บ้านยังละเลยกันอยู่มากเนื่องจากคิดว่าเป็นสถานที่ปลอดภัย จึงพบการติดเชื้อภายในครอบครัวมากขึ้น ทำให้ประชาชน ที่ติดตามข่าวสถานการณ์การแพร่ระบาดส่วนใหญ่เกิดความเครียดและความวิตกกังวล เนื่องจากแนวโน้มผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเพิ่มขึ้น ในทางกลับกันมาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นการตรวจวินิจฉัย และการรับผู้ป่วยเข้ารักษายังมีความล่าช้า อีกทั้งบุคลากรทางการแพทย์และทรัพยากรมีจำกัด

"ทางรอดของสถานการณ์โควิด-19 ในครั้งนี้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ประชาชนต้องดูแลตนเอง โดยเฉพาะกลุ่มอ่อนไหว เช่น ผู้สูงอายุ เด็ก หญิงตั้งครรภ์และผู้ที่มีโรคประจำตัว ภาครัฐต้องมีมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาอย่างชัดเจน รวดเร็วและรัดกุม อีกทั้งต้องจัดหาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ หลากหลาย ให้แก่ประชาชนโดยเร็วที่สุด"อาจารย์นิรัตน์ชฎา กล่าว