หมอธีระวัฒน์ แนะขั้นตอนรับมือถ้าโควิด-19 เลวร้ายกว่านี้

วันที่ 03 พ.ค. 2564 เวลา 10:58 น.
หมอธีระวัฒน์ แนะขั้นตอนรับมือถ้าโควิด-19 เลวร้ายกว่านี้
ศ.นพ.ธีระวัฒน์ แนะวิธีรับมือหากสถานการณ์โควิด-19 รุนแรง ชี้หากเลวร้ายให้ทำรพ.สนาม โดยทีมชุดเดียวและครอบคลุม

เมื่อวันที่ 3 พ.ค. ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ฯ โพสต์เฟซบุ๊กรวบรวมคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ถึงการควบคุมการระบาดของโควิด-19 ในอนาคตถ้าหากสถานการณ์รุนแรงเพิ่มขึ้น

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ ระบุว่า การมองไปข้างหน้า ถ้าสถานการณ์รุนแรง...ไม่เกิดไม่เป็นไร. ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ (ผอ.โรงพยาบาลจุฬาภรณ์) , นพ.เขตต์ ศรีประทักษ์ (แพทย์เฉพาะโรคหัวใจและหลอดเลือด) , ศ.นพ.ธีระวัฒน์

วางแผนในพื้นที่ตั้งแต่ ระดับบ้าน รพ.และรพ.สนาม ที่ใช้รักษา “อาการหนัก ต้องสอดท่อ”ได้

1-ประเมินสถานการณ์พื้นที่ ว่ามีคนติดเชื้อทั้งหมดกี่คน ด้วยการตรวจคัดกรองมากที่สุด “ไม่ใช่สุ่ม”

2-ประมาณสูงสุดว่าคนติดเชื้อ 20% จะมีอาการทั้งหมด ถ้าอยู่บ้านโดย “รู้จักวินัยไม่แพร่ให้คนในบ้าน” ให้อยู่ในบ้านและต้อง “รู้สัญญาณเตือนภัย” ว่าขณะนี้ต้องแจ้งสายด่วนต้องเข้าโรงพยาบาล

3-ในขณะที่ คนติดเชื้อที่ไม่มีอาการหรืออาการน้อย ที่อยู่ที่บ้านไม่ได้เพราะข้อจำกัดให้อยู่ที่ ฮอสปิเทล หรือโรงพยาบาลสนามขั้นที่ หนึ่ง และพร้อมไป รพ จริง โดยด่วนเมื่อพบมีอาการหนักขึ้นอีกระดับ

4-จำนวนคนติดเชื้อทั้งหมดในข้อหนึ่ง ประเมินไว้ว่า 5% ต้องอยู่ที่โรงพยาบาลจริง แบบหนักถึงสอดท่อ

5-ดูจำนวนเตียงในโรงพยาบาลแยกออกเป็นห้องความดันลบครบสูตร AIIR กึ่งความดันลบ modified AIIR หอผู้ป่วยรวมแยก Cohort isolation ward

6-ต่อจากข้อ 5 คือประเมินเครื่องช่วยหายใจแบบที่สอดท่อปั๊มอากาศเข้าปอดไม่ใช่เพียงเครื่องออกซิเจน high flow O2 หรือที่อัดอากาศ ผ่านจมูก bipap

7-ใน รพ ประเมินบุคลากรจำนวน ผู้เชี่ยวชาญในการดูผู้ป่วยวิกฤติและทีม ทีมประกอบด้วยหมอดมยาพยาบาล หมอโรคไต หมอโรคหัวใจ ติดเชื้อ ผลัดละ กี่คนต่อ 8 ชม

8-สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดจำนวนห้องและทีมไม่พอ ดังที่วางแผนตั้งแต่ข้อ 4 - 7 แยกโรงพยาบาลสนาม ไม่ติดเครื่องปรับอากาศให้อากาศถ่ายเทสะดวก

แยกส่วน อาการน้อยกลาง ใช้ ออกซิเจน และ ที่อัดอากาศทางจมูก bipap ไม่สอดท่อหนัก แบบสอดท่อ และ ใช้เครื่องช่วยหายใจ portable แบบพกพา เคลื่อนย้ายได้

โดยวิธีทั้งหมดใน รพ.สนามจะใช้บุคลากรชุดเดียวกันและสามารถครอบคลุมและประเมินผู้ป่วยอาการระดับต่างๆและสามารถมองไปข้างหน้าได้ว่าต้องเพิ่มโรงพยาบาลสนาม เป็นเท่าใด

9-ไม่ควรคิดทำโรงพยาบาลสนามให้เหมือนโรงพยาบาลเพราะความพร้อมไม่เท่าจีน ที่เสร็จใน 7 วัน หรือโดยทำเต้นท์ความดันลบเพราะแต่ละเต็นท์จะสามารถจุได้แปดถึง 15 คนเท่านั้นและยุ่งยากในการดูแต่ละเต้นท์

(ตามที่สมาคมธุรกิจ ไทย พม่า ออกแบบและ ส่งโรงพยาบาลสนามให้ประเทศพม่าเมื่อเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน 2563 ซึ่งเป็นเรื่องดี แต่รับมือผู้ป่วยจำนวนมากๆไม่ได้)

ทั้งนี้ รพ สนาม เปรียบเสมือนทำจากสวนสาธารณะ และรักษาผู้ป่วยอาการหนักสอดท่อได้โดยไม่ติดปัญหาเรื่องอาคารที่ใช้เครื่องปรับอากาศระบบเดียวกัน ซึ่งอาจมีความเสี่ยงในการแพร่ทางอากาศจากการปฎิบัติรักษาทางการแพทย์เกิดละอองฝอยติดเชื้อขนากเล็กมากแพร่ทางอากาศ

เครื่องช่วยหายใจแบบที่ไม่ต้องใช้ระบบออกซิเจนในโรงพยาบาลมีจำหน่าย แต่ต้องเลือกที่ไม่ราคาสูง เช่น ตัวละครึ่งล้าน แบบไอซียูเต็มสูตรที่หมอทั่วไป จะปรับไม่เป็น ใน รพ สนาม ต้องใช้ที่ถูกใช้ ง่าย ต่อเข้ากับท่อที่สอดเข้าหลอดลมและปอด

ที่มา : https://www.facebook.com/thiravat.h/posts/4459933610706825