ศาลติงราชทัณฑ์ย้าย3แกนนำคณะราษฎรกลางดึกกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐาน

วันที่ 29 มี.ค. 2564 เวลา 16:42 น.
ศาลติงราชทัณฑ์ย้าย3แกนนำคณะราษฎรกลางดึกกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐาน
ศาลอาญาชี้เจ้าพนักงานเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯย้าย 3 แกนนำคณะราษฎรกลางดึกไม่คำนึงถึงสิทธิของผู้ต้องขังอย่างเหมาะสมบนสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษยชนและอารยประเทศให้การรับรอง

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 29 มี.ค.ที่ห้องพิจารณา 812 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำสั่งของ นายอานนท์ นำภา แกนนำราษฎร ที่ยื่นคำร้องต่อศาลขอคุ้มครองความปลอดภัยชีวิต ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ศาลเบิกตัวนายอานนท์ จากเรือนจำมาฟังคำสั่ง  

ศาลพิเคราะห์ประการแรกว่า ศาลมีอำนาจรับไว้ไต่สวนหรือไม่ เห็นว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา 28 บัญญัติรับรองสิทธิเสรีภาพในชีวิตร่างกายของบุคคลไว้และมีบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 90 อันเป็นบทบัญญัติให้ศาลตรวจสอบว่าการคุมขังชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพื่อคุ้มครองสิทธิของบุคคล การดำเนินการของรัฐจึงต้องคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของผู้ถูกควบคุมหรือขังเป็นสำคัญ เมื่อมีการอ้างว่าบุคคลใดถูกคุมขังในคดีอาญาหรือในกรณีอื่นใดโดยมิชอบด้วยกฎหมายแล้ว ก็ถือว่ามีมูลที่ศาลจะดำเนินการรับคำร้อง และดำเนินการไต่สวนฝ่ายเดียวได้ และศาลสามารถพิจารณาเหตุในการคุมขังตลอดจนพฤติการณ์และขั้นตอนการคุมขัง ให้ถูกต้องตามที่กฎหมายบัญญัติไว้อย่างสมบูรณ์ สมเจตนารมณ์ของกฎหมายที่จะคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลดังกล่าว นอกจากนี้รัฐธรรมนูญ มาตรา 25 ยังบัญญัติรับรองสิทธิของบุคคลที่จะยกบทบัญญัติคุ้มครองสิทธิของรัฐธรรมนูญขึ้นอ้างในศาลได้จึงเห็นว่า เจตนารมณ์ของกฎหมายดังกล่าวเป็นบทบัญญัติที่ให้ศาลตรวจสอบคุ้มครองให้การคุมขังเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้

เมื่อผู้ร้องอยู่ในฐานะจำเลยที่ 2 ในคดีอาญา ซึ่งถูกคุมขัง โดยไม่ได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว เห็นว่าแม้ผู้ร้องกับพวกจะอยู่ภายใต้การคุมขังของเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ฯ กำหนดให้เรือนจำเป็นสถานที่ใช้ในการควบคุมขัง หรือจำคุก ผู้ต้องขังเมื่อผู้ร้องเป็นจำเลยขังตามหมายของศาล เจ้าพนักงานเรือนจำสามารถใช้อำนาจควบคุมผู้ต้องขังได้เพียงเท่าที่จำเป็น และเหมาะสมกับพฤติการณ์ เพื่อจัดการบังคับให้เป็นไปตามหมายขัง ศาลจึงมีหน้าที่ดูแลผู้ต้องขังให้ได้รับการรับรองคุ้มครองสิทธิตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย หากศาลละทิ้งหน้าที่นี้ ย่อมจะทำให้ขาดองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามหลักนิติธรรม ดังนั้นเมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องอ้างว่า ผู้ร้องอาจจะได้รับอันตรายแก่ชีวิตและร่างกาย ศาลอาญาซึ่งเป็นผู้ออกหมายขังจำเลยไว้ระหว่างพิจารณาจึงสามารถรับคำร้อง และดำเนินการไต่สวน รวมทั้งมีอำนาจเบิกตัวผู้ร้องและหมายเรียกผู้เกี่ยวข้องอื่นมาดำเนินการไต่สวนให้ทราบถึงพฤติการณ์และข้อเท็จจริงต่างๆ ตามคำร้องได้

ปัญหาที่ต้องพิจารณาประการต่อไปมีว่าผู้ร้องถูกข่มขู่คุกคามอันอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตและร่างกายตามร้องหรือไม่ ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนประกอบการเปิดภาพเคลื่อนไหวจากกล้องวงจรปิดบริเวณห้องขังได้ความว่า เมื่อเวลา 21.30 น. มีแจ้งให้ผู้ร้องกับพวกทราบว่าจะนำจำเลยทั้ง 3 ไปแยกคุมขังไว้ที่เรือนพยาบาล แต่ผู้ร้องกับพวกไม่ยินยอม

รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ มีความเห็นให้นำวิธีทางการแพทย์มาใช้เป็นมาตรการในการดำเนินการ จัดทีมบุคลากรทางการแพทย์ตรวจหาสารคัดหลั่ง เพื่อหาเชื้อไวรัสโคโรนา มายังเรือนจำพิเศษกรุงเทพ และสั่งการให้เจ้าพนักงานเรือนจำในกลุ่มเรือนจำลาดยาว จัดทีมมาสนธิกำลังร่วมปฏิบัติการ ต่อมาเวลาประมาณ 23.35 น. เจ้าพนักงานเรือนจำบุคลากรทางการแพทย์เดินทางถึง แต่ผู้ร้องกับพวกไม่ยินยอม จึงกลับออกไป

จนกระทั่งเวลา 00.05 น. ของวันที่ 16 มี.ค.64 เจ้าพนักงานเรือนจำและบุคลากรทางการแพทย์ชุดเดิมกลับมายังห้องขังอีกครั้ง พร้อมชุดตรวจหาเชื้อ พร้อมแจ้งว่าให้ผู้ต้องขังภายในห้องขังทุกคนเข้ารับการตรวจหาเชื้อ ผู้ร้องกับพวกทั้ง 7 ยังคงปฏิเสธโดยแจ้งว่าจะขอเข้ารับการตรวจในช่วงเช้า ส่วนผู้ต้องขังอื่นอีก 9 ราย ยิมยอมและดำเนินการแยกตัวผู้ต้องขังทั้ง 9 ราย ที่ตรวจหาเชื้อออก

ต่อมาเวลา 02.10 น. เจ้าพนักงานเรือนจำ แต่งกายด้วยชุดเครื่องแบบสีกากี 5 คนและเจ้าพนักงานเรือนจำกลุ่มลาดยาวแต่งกายด้วยชุดปฏิบัติการพิเศษสีกรมท่า 5 คนกลับมายังห้องขัง พร้อมแจ้งจะนำตัวผู้ร้องกับพวกไปแยกคุมขังไว้ที่เรือนพยาบาล แต่ผู้ต้องขังทั้ง 7 คน ไม่ยินยอม มีการเจรจาจนถึงเวลา 02.19 น.

เห็นว่าตั้งแต่เวลา 21.30-02.30 น. เจ้าพนักงานเรือนจำเข้าพูดคุยกับผู้ร้องและพวกอยู่หลายครั้ง ทุกครั้งต่างกระทำโดยมิได้มีท่าทีข่มขู่คุกคามหรือใช้ความรุนแรง ทั้งบุคลากรทางการแพทย์ 5 คน ที่เดินทางไปพร้อมกับนายแพทย์วีระกิตต์ ล้วนแต่งกายด้วยเครื่องแบบบุคลากรทางการแพทย์และเป็นเพศหญิงถึง 4 คน มีการจัดเตรียมชุดเก็บสารคัดหลั่งหลังโพรงจมูกและชุดอุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัยส่วนบุคคล เชื่อว่า การอำนวยการปฏิบัติงานเป็นการดำเนินการโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด และต้องการแยกตัวจำเลยทั้ง 3 ไปคุมขังในสถานที่อื่น โดยมิได้มีความมุ่งหมายที่จะข่มขู่คุกคาม หรือทำอันตรายต่อชีวิตหรือร่างกาย อย่างไรก็ตาม ผู้ร้องกับพวกเป็นบุคคลที่ถูกคุมขังในระหว่างการพิจารณาคดี ซึ่งถูก จำกัดเสรีภาพในร่างกายบางประการ โดยวัตถุประสงค์เพียงเพื่อป้องกันมิให้ผู้ต้องขังหลบหนี ไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่ออันตรายประการอื่น

ผู้ร้องกับพวกและผู้ต้องขังอื่นยังคงเป็นพลเมืองไทย ย่อมได้ความรับรองคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญคงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อันเป็นสิทธิที่ถือติดตัวมาตั้งแต่กำเนิดครบถ้วนสมบูรณ์ทุกประการอย่างเท่าเทียมกัน เฉกเช่นเดียวกับปวงชนชาวไทยทั้งปวง การนอนหลับพักผ่อนซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญประการหนึ่งในการดำรงชีพและดำเนินชีวิตอันเป็นปกติของบุคคลทั่วไป

เมื่อเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร มีมาตรการปิดโทรทัศน์ในช่วงเวลา 21.30 น. อันเป็นสัญลักษณ์แสดงนัยว่าถึงช่วงเวลาในการพักผ่อน เรือนจำจึงต้องยึดถือปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนที่ดำเนินมา โดยจัดให้ผู้ต้องขังได้มีช่วงเวลาพักผ่อนที่เหมาะสมเพียงพอ ไม่ถูกล่วงละเมิดเกินสมควร ผู้ร้องกับพวกในฐานะเป็นผู้ต้องขังคนหนึ่ง ย่อมต้องได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกันกับผู้ต้องขังอื่น

การเข้าตรวจหาเชื้อไวรัสโควิดก็ดี การเปลี่ยนสถานที่คุมขังของผู้ต้องขังก็ดี พึงกระทำในช่วงระยะเวลาที่เหมาะสม การดำเนินการใดๆ หลังช่วงระยะเวลาดังกล่าวจึงกระทำได้ แต่เฉพาะปรากฏเหตุจำเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อข้อเท็จจริงว่าผู้ร้องกับพวกได้รับการคัดกรองโรคเบื้องต้นโดยตรวจวัดอุณหภูมิถึงสามครั้งจนผ่านเกณฑ์แล้ว แม้จะถูกย้ายตัวมาจากเรือนจำพิเศษธนบุรี ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรค แต่ก็เป็นการเคลื่อนย้ายนักโทษระหว่างเรือนจำกับเรือนจำซึ่งต่างล้วนแต่มีมาตรการคัดกรองในระดับสูง

กรณีจึงยังไม่ปรากฏเหตุจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งรีบ หรือเร่งด่วนถึงขนาดต้องดำเนินการแยกตัวผู้ร้องกับพวกออกจากผู้ต้องขังอื่น หรือเร่งตรวจหาเชื้อไวรัสให้แล้วเสร็จภายในคืนนั้น หากปล่อยให้ระยะเวลาผ่านพ้นไปอีก 3 ชั่วโมงก็จะถึงรุ่งเช้า อันเป็นช่วงระยะเวลาปกติที่สามารถดำเนินการได้ โดยไม่กระทบต่อการพักผ่อนของผู้ต้องขัง การกระทำของเจ้าพนักงานเรือนจำ แม้จะไม่ถึงขนาดเป็นการล่วงละเมิดต่อกฎหมาย แต่ก็ถือเป็นการกระทำโดยไม่คำนึงถึงสิทธิของผู้ต้องขังอย่างเหมาะสม บนสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษยชน และอารยประเทศให้การรับรอง และคุ้มครองการดำเนินการตรวจร่างกายผู้ต้องขัง หรือย้ายสถานที่คุมขัง หรือกระทำการใด กรมราชทัณฑ์จึงต้องดำเนินการช่วงเวลาที่เหมาะ สมควร และเป็นไปตามระเบียบ และแนวทางปฏิบัติที่ไม่กระทบกระเทือนต่อติดสิทธิขั้นพื้นฐานในการใช้ชีวิตในฐานะผู้ต้องขัง

ศาลเห็นว่า การดำเนินการของเจ้าพนักงานเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังอันกระทบต่อสิทธิของผู้ร้องกับพวกเท่าที่ควร และเห็นควรให้เจ้าพนักงานเรือนจำที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องทำหน้าที่โดยใช้ความระมัดระวัง เพื่อให้ผู้ร้องกับพวกได้รับความคุ้มครองสิทธิที่กฎหมายรับรอง