"หมอธีระ"เตือนโควิด-19ติดเชื้อรุนแรงไวกว่าครึ่งปีก่อนถึง7เท่า

วันที่ 25 ต.ค. 2563 เวลา 09:27 น.
"หมอธีระ"เตือนโควิด-19ติดเชื้อรุนแรงไวกว่าครึ่งปีก่อนถึง7เท่า
"นพ.ธีระ"ชี้สถานการณ์ระบาดโควิด-19 ทั่วโลกยังน่าเป็นห่วง ติดเชื้อเพิ่มไวกว่าครึ่งปีก่อนถึง 7 เท่า แนะหลักปฎิบัติตัวให้รอดพ้นเชื้อร้าย ใส่หน้ากากเสมอ ล้างมือบ่อยๆ เว้นระยะห่าง พบปะคนน้อยลงสั้นลง เลี่ยงที่แออัดที่ชุมนุมที่อโคจร

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว “Thira Woratanarat” ถึงสถานการณ์โควิด-19 ว่า

สถานการณ์ทั่วโลกล่าสุด 25 ตุลาคม 2563...

โคลอมเบียติดเชื้อเกินล้านคนไปแล้วเป็นประเทศที่ 8 โดยก่อนหน้านี้คืออเมริกา อินเดีย บราซิล รัสเซีย สเปน อาร์เจนตินา ฝรั่งเศส

หากติดเชื้อด้วยอัตราปัจจุบัน สหราชอาณาจักรจะแซงเปรูกับเม็กซิโกภายในอีก 2-3 วัน และจะเกินล้านเป็นประเทศที่ 9 ในอีกไม่ถึง 10 วัน

เมื่อวานทั่วโลกติดเพิ่มถึง 471,322 คน รวมแล้วตอนนี้ 42,910,958 คน ตายเพิ่มอีก 5,753 คน ยอดตายรวม 1,154,245 คน

อเมริกา ติดเพิ่มอีก 86,527 คน รวม 8,822,274 คน

อินเดีย ติดเพิ่ม 50,224 คน รวม 7,863,892 คน

บราซิล ติดเพิ่ม 25,574 คน รวม 5,381,224 คน

รัสเซีย ติดเพิ่ม 16,521 คน รวม 1,497,167 คน  

อันดับ 5-10 ตอนนี้เปลี่ยนอันดับเป็น สเปน ฝรั่งเศส อาร์เจนตินา โคลอมเบีย เปรู  และเม็กซิโก ติดกันหลักพันถึงหลายหมื่นต่อวัน โดยฝรั่งเศสมีจำนวนติดเชื้อต่อวันสูงมาก ล่าสุดติดไปถึง 45,442 คนในวันเดียว

สหราชอาณาจักร อิตาลี เยอรมัน เนเธอร์แลนด์ แอฟริกาใต้ แคนาดา รวมถึงอิหร่าน บังคลาเทศ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เมียนมาร์ และมาเลเซีย ติดกันเพิ่มหลักพันถึงหลายหมื่น

ที่น่าจับตามองอย่างยิ่งคือ สวิสเซอร์แลนด์ เพราะมีแนวโน้มติดเชื้อเพิ่มขึ้นติดกันมาเกือบเดือน เป็นการเพิ่มแบบ exponential ยอดสูงสุดต่อวันของสัปดาห์ล่าสุดนั้นมากกว่าเดือนก่อนหน้านั้นเกิน 10 เท่า

ญี่ปุ่นติดเพิ่มกันหลายร้อย ส่วนจีน สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย เวียดนาม และนิวซีแลนด์ ติดเพิ่มกันหลักสิบ ในขณะที่ฮ่องกงยังมีติดเพิ่มต่ำกว่าสิบ

...สถานการณ์ในเมียนมาร์ติดเพิ่มอีก 1,423 คน ตายเพิ่มอีก 28 คน ตอนนี้ยอดรวม 43,788 คน ตายไป 1,066 คน อัตราตายตอนนี้ 2.4%

...เพื่อนบ้านเราอย่างมาเลเซีย ตอนนี้น่าวิตกอย่างมาก ติดเพิ่มทะลุพัน ล่าสุดติดไป 1,228 คน รวมแล้ว 25,742 คน

สิ่งที่ประชาชนไทยควรทราบคือ

หนึ่ง ตอนนี้ไวรัสระบาดรุนแรงทั่วโลก ติดเชื้อกันเพิ่มไวกว่าครึ่งปีก่อนถึงเกือบ 7 เท่า

สอง คาดว่าในบ้านเรานั้น น่าจะมีคนติดเชื้ออยู่ในประเทศไม่มากก็น้อย ไม่ทราบจำนวนจริง เพราะบ้านเรายังมีการตรวจโควิดต่อวันน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ

สาม ขณะนี้ความเสี่ยงต่อการระบาดซ้ำของประเทศไทยมีสูงมาก ทั้งจากศึกในและศึกนอก

สี่ ความเป็นไปได้จากการระบาดซ้ำ จากมุมมองของผม คาดว่าจะมาจากการนำเข้าเชื้อจากต่างประเทศเป็นปัจจัยหลัก เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือกลุ่มเป้าหมายต่างๆ ที่เข้ามานั้น จะทำให้มีความแออัดในประเทศมากขึ้น และยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมท่องเที่ยว บริการ ธุรกิจต่างๆ ที่ทำให้เพิ่มโอกาสในการพบปะติดต่อกันมากขึ้นอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีเรื่องการไม่ปฏิบัติตัวตามกฎระเบียบในการป้องกันการแพร่เชื้อ ที่อาจยิ่งทำให้เพิ่มความเสี่ยงมากขึ้น

ห้า ไวรัสโรค COVID-19 นี้ แพร่ได้ทั้งจากละอองฝอยน้ำลาย น้ำมูก เสมหะ จากการพูดคุยพบปะ ไอ จาม (droplet transmission) รวมถึงการจับสิ่งของต่างๆ ที่ปนเปื้อนร่วมกันกับคนอื่น (fomite transmission) และยังสามารถแพร่กระจายทางอากาศได้ (airborne transmission)

หก เวลาเสพข่าว ต้องเสพอย่างมีสติ และใช้ปัญญาไตร่ตรองเสมอ หลายครั้งการแถลง หรือข่าวสารใดๆ มักมีการนำเสนอในลักษณะที่กำกวม จะโดยจงใจหรือไม่จงใจก็ตาม หากได้รับข้อมูลแล้วสงสัย ควรถามผู้รู้

ไวรัสนั้นปกติติดไปแล้ว จะใช้ระยะเวลาฟักตัว 2-14 วัน ก่อนที่จะมีอาการเกิดขึ้นให้เห็น แต่อาจมีคนที่ติดเชื้อไปแล้ว ใช้เวลาฟักตัวนานกว่า 14 วันได้ ดังนั้นการกักตัว 14 วัน ก็อาจหลุดได้

คนติดเชื้อ จะมี 20% ที่ไม่มีอาการ, 65% จะมีอาการน้อยคล้ายหวัดหรือหวัดใหญ่, และ 15% ที่มีอาการรุนแรง

ไม่ว่าจะมีอาการหรือไม่มีอาการ ก็สามารถแพร่เชื้อให้คนอื่นได้

คนที่มีอาการนั้น สามารถแพร่เชื้อได้ก่อนที่จะมีอาการราว 2.3 วัน ดังนั้นโรคนี้จึงน่ากลัว เพราะจะแพร่โดยไม่รู้ตัว หรือติดโดยไม่รู้ตัวได้

การใช้ชีวิตในปัจจุบันนั้น มีความเสี่ยงสูง หากจะป้องกันตัวให้รอดพ้นจากการติดเชื้อโรคระบาดนี้ ยังคงใช้หลักการสำคัญคือ

"ใส่หน้ากากเสมอ ล้างมือบ่อยๆ คอยอยู่ห่างจากคนอื่นอย่างน้อยหนึ่งเมตร พบปะคนน้อยลงสั้นลง เลี่ยงที่แออัดที่ชุมนุมที่อโคจร และคอยสังเกตอาการตนเองและครอบครัว หากไม่สบาย ควรหยุดเรียนหยุดงานและรีบไปตรวจ"

ตอนนี้การใช้ชีวิตประจำวัน ควรระวังให้มากขึ้น ทั้งการกินอาหารในร้านต่างๆ ควรแน่ใจเรื่องความสะอาดทั้งอาหาร บริกร และภาชนะที่ใช้ รวมถึงการไปออกกำลังกาย ควรไปในที่โล่งแจ้ง มีการถ่ายเทอากาศ จะดีกว่าแบบในอาคาร ตลอดจนการประชุมต่างๆ ควรทำแบบทางไกลจะดีกว่ามาพบปะกันในห้อง