ศบค.เผยคนไทยใส่หน้ากากอนามัยลดลง วอนยังต้องเข้มงวดเพื่อป้องกันระบาด

วันที่ 28 ก.ย. 2563 เวลา 20:20 น.
ศบค.เผยคนไทยใส่หน้ากากอนามัยลดลง วอนยังต้องเข้มงวดเพื่อป้องกันระบาด
ศบค.เผยประชาชนใส่หน้ากากอนามัยลดลง จาก 94.8% เหลือ เพียง 82.2 % วอนยังต้องใส่อย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันโควิดระบาด

นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) กล่าวว่า ในการประชุม ศบค.ชุดใหญ่ ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการ ศบค. เป็นประธานในวันนี้พล.อ.ประยุทธ์ได้เน้นย้ำต้องรณรงค์ต่อเนื่องการใส่หน้ากากผ้า หน้ากากอนามัยตลอดเวลา

หลังพบประชาชนใส่หน้ากากลดลงจากช่วงเดือนพฤษภาคม จากเดิม 94.8 เปอร์เซ็นต์ เหลือเพียง 82.2 เปอร์เซ็นต์ จึงขอให้กลับไปเข้มงวดเหมือนเดิมให้ได้ 90 เปอร์เซ็นต์ถึงจะปลอดภัย และผอ.ศบค.ได้ย้ำความพร้อมในการรับมือต้องทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นกับระบบสาธารณสุขไทย แต่ภาคประชาชนก็ต้องร่วมมือด้วย

นอกจากนี้ในที่ประชุมได้รายงานว่าเพื่อสร้างความมั่นใจต้องมีการตั้งกลุ่มเป้าหมายในการตรวจทางห้องปฏิบัติการให้มากขึ้น โดยมี 3 กลุ่มใหญ่ คือ

1.กลุ่มการตรวจสำหรับการเฝ้าระวัง ได้แก่ การเฝ้าระวังในระบบปกติ การเฝ้าระวังในกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ และการเฝ้าระวังพิเศษในกลุ่มอื่นๆ

2.การตรวจสำหรับการสอบสวนระบาดวิทยา กรณีพบผู้ป่วยยืนยัน อย่างน้อย 1 รายขึ้นไป ได้แก่ การติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิด การค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก และการค้นหาผู้ติดเชื้อในชุมชน

3.การตรวจเพื่อวัตถุประสงค์อื่น ได้แก่ผู้ป่วยต้องการตรวจเอง การตรวจในสถานประกอบการที่ต้องการเปิดกิจการ เป็นต้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า ศบค.ได้พูดคุยถึงความเป็นไปได้ตามที่ข้อเสนอของ นพ.ยง ภู่วรวรรณ ที่เสนอให้ส่งทีมแพทย์ไปตรวจเชื้อในพื้นที่เมียนมา เพราะมีการระบาดต่อเนื่อง นพ.ทวีศิลป์ ตอบว่า โดยหลักการของการจัดการควบคุมป้องกันโรคติดต่อโดยภาคประเทศเพื่อนบ้านมีความร่วมมือกันดีอยู่แล้ว ครั้งนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข ได้มอบนโยบายให้กระทรวงสาธารณสุข ประสานกับกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงองค์การอนามัยโลก (WHO) ในพื้นที่ พูดคุยกันเพื่อเชื่อมโยงไปยังประเทศที่มีการระบาดนี้ เราพร้อมให้ความร่วมมือในการตรวจ อย่างน้อยที่สุดก็ 10 จังหวัดตามแนวชายแดน หากคนต่างชาติเข้ามาเราก็ร่วมมือกัน ก็รอเพียงการตอบรับหรือร่วมมือกันเชิงลึกมากกว่านี้