posttoday

หนทางหยุด "การกลับมาระบาดใหญ่ของโควิด-19" ต่อมาตรการเปิดเมือง

29 เมษายน 2563

ผู้เชี่ยวชาญด้านสังคม แพทย์ นักเศรษฐศาสตร์ ระดมสมองเสนอแนวปฏิบัติสำคัญต่อมาตรการเปิดเมือง เพื่อไม่ให้โรคโควิด-19 กลับมาระบาดใหญ่อีกครั้ง

จากการที่รัฐบาลจะเริ่มประกาศมาตรการผ่อนคลายการควบคุมโรคระบาดโควิด-19 เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาดำรงชีวิตได้ดีขึ้น หลังออกประกาศ พรก.ฉุกเฉิน จึงทำให้ตอนนี้หลายภาคส่วนดีใจต่อการผ่อนคลายดังกล่าว แต่อีกฝ่ายก็มีความกังวลว่า "มันจะเป็นสาเหตุทำให้การระบาดใหญ่กลับมาอีกหรือไม่"

มูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล จึงได้ออกรายงาน "ระบบสำคัญที่ต้องมีก่อนเริ่มมาตรการเปิดเมือง" ผู้เชี่ยวชาญด้านสังคม บุคลากรทางการแพทย์ นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ เพื่อนำเสนอแนะต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาผ่อนคลายมาตรการต่างๆ

ทั้งนี้ เพื่อให้มาตรการเปิดเมือง สามารถควบคุมการแพร่ระบาดและนำไปสู่การขยายตัว ทางเศรษฐกิจ จำเป็นที่ภารรัฐต้องให้ความสำคัญกับ 4 ระบบสำคัญ ดังนี้

1.ระบบการติดตามทดสอบและแยกผู้ติดเชื้อ

หลังจากเปิดเมืองเพื่อให้มีการทำธุรกิจได้ ระบบติดตาม ทดสอบและแยกผู้ติดเชื้อ (TTI ) จะต้องถูกนำมาใช้อย่างเข้มข้นต่อเนื่อง เพื่อมีข้อมูลที่จะสามารถค้นหาผู้ที่มีโอกาสแพร่เชื้อ และหยุดหรือชะลอการแพร่เชื้อด้วยการกักตัวอย่างมีประสิทธิผล เพราะหากระบบทดสอบและแยกผู้ติดเชื้อไม่ดีพอ การเปิดเมืองให้ทำกิจกรรมได้ใหม่ก็จะไม่อาจประสบผลสำเร็จ

ทีมผู้เชี่ยวชาญ เสนอว่า ดังนั้นประเทศไทยต้องลงทุนกับระบบติดตาม ทดสอบและแยกผู้ติดเชื้อ รวมถึงทำให้ชุดทดสอบมีจำนวนมากพอโดยอาจทำได้โดยการผลิตขึ้นในประเทศ พร้อมทั้งมีสถานที่สำหรับแยกผู้ติดเชื้ออย่างเพียงพอ และต้องระดมกำลังจากภาคประชาชนและชุมชนให้ทำงานร่วมกับภาครัฐในการติดตาม เฝ้าระวังสถานการณ์ ตรวจหาการติดเชื้อและทำงานอย่างรวดเร็ว

2.ระบบการเตรียมความพร้อมระดับจังหวัด ควรเตรียมความพร้อมใน 3 ด้านดังนี้

2.1 กำหนด "จังหวัดมีระดับการแพร่ระบาดต่ำ" พิจารณาจากเป็นจังหวัดที่ไม่มีประวัติผู้ติดเชื้อ COVID-19 หรือไม่มีการติดเชื้อรายใหม่ หรือเป็นแหล่งกำเนิดเชื้อของอย่างน้อย 14 วันติดต่อกัน และควรทำการทดสอบการติดเชื้อแบบสุ่มจนกว่าจะมีผลเป็นที่น่าพอใจ

2.2 มีขีดความสามารถในการให้บริการด้านสุขภาพ (Health Capacity)

จังหวัดที่เปิดเมืองควรมีระบบและวิธีการทำงานที่สามารถติดตามและจัดการกับกลุ่มเสี่ยงสูงได้ทันอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง และสามารถระบุเป้าหมาย ทดสอบ ติดตาม วิเคราะห์ และแยกแยะ รายละเอียดได้โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงแบบ real time

และควบคุมความเคลื่อนไหวของประชาชนที่เข้ามาในพื้นที่เพื่อป้องกันการระบาดของโรคได้อย่างดี

3.ระบบตรวจสอบ (audit) และกำกับดูแลการปฏิบัติตามแนวปฏิบัติในการรักษาระยะห่างทางสังคม (HSD) ซึ่งควรมี 3 ระดับ

3.1 ผู้ประกอบการ : ต้องสร้างความมั่นถึงแนวปฏิบัติในการรักษาระยะห่างทางสังคมอย่างเต็มรูปแบบ ผ่านการตรวจสอบรายการแบบรายวัน มีการเก็บบันทึก รวมถึงข้อมูล จากกล้องวงจรปิดและรายงานการไม่ปฏิบัติตามต่อหน่วยงานด้านสาธารณสุขโดยทันที

3.2 ระดับบริษัท : ต้องรับผิดชอบต่อการปฏิบัติตามแนวปฏิบัติในการรักษาระยะห่าง ทางสังคม โดยผ่านกลไกตรวจสอบภายในของบริษัท

3.3 ระดับประชาชน : สำหรับธุรกิจที่มีการติดต่อกับลูกค้า ควรเปิดให้ลูกค้าสามารถรายงานการไม่ปฏิบัติการรักษาระยะห่างทางสังคม ต่อผู้มีอำนาจรับผิดชอบได้โดยตรง เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการรับรองความปลอดภัยสาธารณะ

4.ระบบการมีส่วนร่วมของประชาชน (Active Citizen)

ที่ผ่านมาประชาชนมีบทบาทสำคัญทำให้มาตรการล็อกดาวน์ทำให้ตัวเลขการแพร่ระบาดในประเทศลดลงได้ต่อเนื่อง ฉะนั้นจึงมีส่วนช่วยได้มากต่อมาตรการเปิดเมือง โดยทำได้ดังนี้

4.1ฐานะผู้บริโภค : ประชาชนสามารถช่วยสอดส่องดูแลการไม่ปฏิบัติตามแนวปฏิบัติในการรักษาระยะห่างทางสังคม และแจ้งการไม่ปฏิบัติดังกล่าวให้แก่หน่วยงาน ราชการที่รับผิดชอบทราบ

4.2 การมีส่วนร่วมในกระบวนการป้องกันด้านสาธารณสุขในการติดตามสถานการณ์ เช่น หาอาสาสมัครในการตรวจหาการติดเชื้อ เพื่อให้การตรวจหาเชื้อเป็นไปอย่างรวดเร็วและเหมาะสม

4.3 ขอความร่วมมือประชาชนลดความเสี่ยงการระบาด เช่น อยู่บ้าน ออกนอกบ้านเท่าที่จำเป็น สวมหน้ากากเมื่อออกนอกบ้าน ล้างมือบ่อยๆ และปฏิบัติตามแนวทางการรักษาระยะห่างทางสังคมอย่างเคร่งครัดเมื่ออยู่ในที่สาธารณะ เป็นต้น

รายงานฉบับเต็ม : file:///C:/Users/thaiuser/Downloads/ระบบสําคัญที่ต้องมีก่อนเริ่มมาตรการเปิด.pdf