ศาลเปิดสถิติ 13 เม.ย.สงกรานต์วันเดียว ทำผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ 1,553 คน

วันที่ 14 เม.ย. 2563 เวลา 19:08 น.
ศาลเปิดสถิติ 13 เม.ย.สงกรานต์วันเดียว ทำผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ 1,553 คน
"เลขาฯ ศาลยุติธรรม" เผยสถิติคดี 10 วัน หลังเคอร์ฟิวสกัดโควิด คดีฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ สูงสุด รองลงมา พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ ขณะที่ 13 เม.ย.สงกรานต์วันแรก ยอดผู้กระทำผิด 1,553 คน ชลบุรี-กทม.ทำผิดสูง

เมื่อวันที่ 14 เม.ย. 63 นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เปิดเผยข้อมูลสถิติ คดีความผิดตามพระราชกําหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 , พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ที่เข้าสู่การพิจารณาของศาลชั้นต้นทั่วประเทศ

โดยศูนย์ข้อมูลคดี สำนักแผนงานและงบประมาณ สำนักงานศาลยุติธรรม ได้รวบรวมสถิติคดีดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ภายหลังรัฐบาลประกาศห้ามบุคคลออกนอกเคหสถาน ระหว่างเวลา 22.00 น. ถึงเวลา 04.00 น. โดยไม่มีความจำเป็น และได้มีการผ่อนปรนข้อยกเว้นการห้ามออกนอกเคหสถานในช่วงเวลาดังกล่าวสำหรับบางอาชีพเพิ่มเติม ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (ฉบับที่ 3) ซึ่งมีผลคับใช้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 10 เม.ย.63 ที่ผ่านมา

ซึ่งข้อมูลที่รวบรวม พบว่าในวันที่ 13 เม.ย.ซึ่งเป็นวันแรกของเทศกาลสงกรานต์ มีจำนวนคดีที่เข้าสู่การพิจารณาของกลุ่มศาลอาญา , ศาลจังหวัด และศาลแขวง ทั้งหมด 1,320 คดี โดยพิพากษาเสร็จ 1,211 คดี คิดเป็นร้อยละ 91.74

สำหรับข้อหาที่มีการกระทำความผิด ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มีผู้กระทำผิดจำนวน 1,553 คน เป็นสัญชาติไทย 1,469 คน และสัญชาติอื่น 84 คน , ความผิดตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 จำนวนผู้กระทำผิด 39 คน เป็นสัญชาติไทย 38 คน และสัญชาติอื่น 1 คน

ขณะที่ จังหวัดซึ่งมีผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ อันดับที่ 1 คือ จ.ชลบุรี และ กทม.จังหวัดละ 110 คน , อันดับที่ 2 จ.ระยอง จำนวน 75 คน , อันดับที่ 3 จ.ลพบุรี จำนวน 64 คน

ส่วนความผิดตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ จังหวัดที่มีผู้กระทำผิดมากเป็นอันดับที่ 1 คือ จ.ชลบุรี จำนวน 18 คน , อันดับที่ 2 จ.ยะลา จำนวน 12 คน , อันดับที่ 3 จ.สมุทรสาคร จำนวน 3 คน

นอกจากนี้สำหรับ กลุ่มศาลเยาวชนและครอบครัว ที่มีการกระทำผิดนั้น พบว่ามีจำนวนคำร้องที่ขอตรวจสอบการจับ รวมทั้งสิ้น 68 คำร้อง โดยข้อหาที่เข้าสู่การตรวจสอบจับกุม ได้แก่ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จำนวน 68 คน เป็นสัญชาติไทย 65 คน และสัญชาติอื่น 3 คน ขณะที่ผลการตรวจสอบการจับนั้นพบว่าชอบด้วยกฎหมายทั้ง 68 คน

ทั้งนี้ สำหรับภาพรวม สถิติคดีสะสมตั้งแต่วันที่ 3 – 13 เม.ย.63 ในกลุ่มศาลอาญา ศาลจังหวัด และศาลแขวง ปรากฏว่า จำนวนคดีที่ขึ้นสู่การพิจารณา มีทั้งหมด 9,007 คดี โดยพิพากษาเสร็จไป 8,515 คดี คิดเป็นร้อยละ 94.54

ซึ่งความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มีผู้กระทำผิดจำนวน 10,089 คน เป็นสัญชาติไทย 9,460 คน และสัญชาติอื่น 629 คน , พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ มีจำนวน 115 คน เป็นสัญชาติไทย 107 คน และสัญชาติอื่น 8 คน , พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 มีจำนวน 2 คน เป็นสัญชาติไทยทั้ง 2 คน

โดยความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จังหวัดที่มีผู้กระทำความผิดสูงสุด 3 อันดับ ได้แก่อันดับที่ 1 กทม. จำนวน 730 คน , อันดับที่ 2 จ.ชลบุรี จำนวน 462 คน , อันดับ ที่ 3 จ.ปทุมธานี จำนวน 455 คน

ความผิด พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ อันดับที่ 1 จ.ชลบุรี จำนวน 42 คน , อันดับที่ 2 จ.สมุทรสาคร จำนวน 27 คน อันดับที่ 3 จ.ยะลา จำนวน 14 คน

ความผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการฯ นั้นมี จ.นนทบุรี และนราธิวาส จังหวัดละ 1 คน

ส่วนกลุ่มศาลเยาวชนและครอบครัว มีจำนวนคำร้องที่ขอตรวจสอบการจับ รวมทั้งสิ้น 540 คำร้อง เป็นข้อหาตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่ให้ตรวจสอบจำนวน 548 คนเป็นสัญชาติไทย 530 คน และสัญชาติอื่น 18 คน , พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ จำนวน 4 คน เป็นสัญชาติไทยทั้ง 4 คน โดยผลการตรวจสอบ การจับนั้นพบชอบด้วยกฎหมาย จำนวน 552 คน และมีไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำนวน 2 คน (ตามหลักกฎหมายจึงต้องปล่อยตัวสำหรับ 2 คนดังกล่าวเพื่อเป็นคุ้มครองการละเมิดสิทธิเด็กและเยาวชนตามกฎหมาย)

เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า ถึงแม้ช่วงนี้จะเป็นเทศกาลสงกรานต์ แต่ในปีนี้รัฐบาลประกาศให้งดกิจกรรมเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 แต่ยังพบว่ามีผู้กระทำผิดรวมกลุ่มดื่มสุราและเล่นน้ำสงกรานต์อยู่ นอกจากนี้ยังมีผู้อาศัยช่วงเวลาห้ามออกนอกเคหสถานก่อเหตุลักทรัพย์ในหลายพื้นที่ ซึ่งเป็นการซ้ำเติมความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน จึงอยากฝากความห่วงใยและขอความร่วมมือประชาชนให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

"ช่วงเวลานี้สังคมไทย ต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน แต่หากต้องการแสดงออกในวันสงกรานต์ ก็ขอให้ใช้กิจกรรมที่ปลอดภัยแก่ทุกคน เช่น ใช้โซเชียลมีเดีย หรือกิจกรรมในครอบครัวตามคำแนะนำของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ยังคงต้องใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือให้สะอาด และสร้างระยะห่างทางสังคมตามแนวทางเพื่อตัวเองและส่วนรวม คือ 'อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ' "