แพทย์โภชนาการชี้ประโยชน์ของวิตามินซีในการป้องกันโควิด-19

วันที่ 30 มี.ค. 2563 เวลา 16:33 น.
แพทย์โภชนาการชี้ประโยชน์ของวิตามินซีในการป้องกันโควิด-19
แพทย์โรงพยาบาลรามาธิบดี แนะรับประทานวิตามินซีสร้างภูมิต้านทานโรคไข้หวัดรวมถึงโควิด-19 ได้ ย้ำต้องออกกำลังกายควบคู่ไปด้วยเพื่อรักษาสภาพร่างกายให้แข็งแรง

นพ.ฆนัท ครุฑกูล แพทย์โรงพยาบาลรามาธิบดี ในฐานะนายกสมาคมโภชนาการเพื่อกีฬาและสุขภาพ เปิดเผยว่า วิตามินซีสร้างภูมิคุ้มกันสามารถต้านโรคไข้หวัดชนิดต่างๆ ได้ ประโยคนี้สร้างความสนใจให้กับสังคมในยุคปัจจุบันที่กำลังเกิดสงครามระหว่างมนุษย์และไวรัสโควิด – 19เป็นอย่างมาก จากสถิติในปัจจุบันที่มียอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นในทุกๆวัน วิตามินซีที่มีประโยชน์ในเรื่องของลดความเหนื่อยล้าและอ่อนเพลีย และเสริมสร้างความต้านทานภูมิคุ้มกันของร่างกาย

ทั้งนี้ หากรับประทานวิตามินซีเยอะๆจะได้ไม่เป็นหวัด เนื่องจากวิตามิน ซี หรือเรียกอีกชื่อว่า กรดแอสคอร์บิค (Ascorbic acid) เป็นวิตามินที่ละลายได้ในน้ำและร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ จึงจำเป็นต้องได้จากการรับประทานเข้าไป ซึ่งสามารถพบได้ในผักและ ผลไม้บางชนิด ผักและผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง ได้แก่ ส้ม แตงโม มะละกอ องุ่น แคนตาลูป สตรอเบอรรี่ มะม่วง กีวี่ มะเขือเทศ ถั่วงอก กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก เป็นต้น

สำหรับ การดูดซึมของวิตามิซีขึ้นอยู่กับปริมาณที่รับประทานเข้าไปในแต่ละครั้ง โดยปกติการทานวิตามินซีควรทานวันละ 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน ที่จะช่วยในเรื่องภูมิต้านทานร่างกายและการบำรุงผิวพรรณ แต่สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคหวัดหรือภูมิแพ้บ่อย ควรทานวิตามินซี 2,000 มิลลิกรัมหรือมากกว่านั้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคลด้วย หากทานน้อยเกินกว่าที่ร่างกายต้องการจะทำให้เกิดอาการอ่อนเพลียเบื่ออาหาร ปวดตามข้อต่อของร่างกาย เลือดออกตามไรฟัน เจ็บกระดูก เป็นแผลหายช้า เป็นโรคลักปิดลักเปิด แต่หากได้รับมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ อาจทำให้เป็นเกาต์เนื่องจากวิตามินซีมีหน้าที่ในการช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กในร่างกาย

นพ.ฆนัท กล่าวว่า การรับวิตามินซีในปริมาณมาก จะทำให้เกิดปัญหาการสะสมธาตุเหล็กตามกระดูกข้อต่อต่างๆ มากขึ้น นิ่วในไตนอกจากนั้นการกินวิตามินซีมากเกินไป อาจไปรบกวนการดูดซึมของทองแดงและซิลิเนียม ซึ่งส่งผลให้มีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในไตได้ และหากได้รับเกินกว่าวันละ 10,000 มิลลิกรัม อาจทำให้ท้องเสีย ท้องอืด ท้องเฟ้อจากข้อมูลในโลกสังคมออนไลน์ได้แพร่กระจายข่าวอย่างรวดเร็วในเรื่องของการทานวิตามินซีในปริมาณที่สูงสามารถรักษา coronavirus ได้

"ข้อมูลนี้ถูกแชร์และโพสต์ลง Facebook ออกไปสู่โลกภายนอกอย่างรวดเร็ว จากข้อมูลดังกล่าวยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ใดที่ตอบคำถามในเรื่องของวิตามินซีช่วยรักษา COVID-19 ได้แต่ในความเป็นจริงวิตามินซีมีประโยชน์เพียงเล็กน้อย สำหรับการลดผลกระทบของไวรัสหวัดและไข้หวัดใหญ่ จากผลงานวิจัยจากการศึกษาที่ผ่านมาพบว่า การรับประทานวิตามินซีเป็นประจำทุกวัน ไม่สามารถป้องกันหวัดได้ และไม่มีผลลดความเสี่ยงในการเป็นหวัด ยกเว้นผู้ที่ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาเป็นประจำ จะสามารถลดความเสี่ยงในการเป็นหวัดได้ถึง 50%อย่างไรก็ตาม พบว่าการรับประทานวิตามินซีเป็นประจำทุกวัน จะสามารถช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาในการเป็นหวัดได้ ขนาดวิตามินซีที่แนะนำให้รับประทานเพื่อลดความรุนแรงและระยะเวลาในการเป็นหวัดคือ 1,000-3,000 มิลลิกรัมต่อวัน และในผู้ที่ไม่เคยรับประทานวิตามินซีมาก่อน หากเป็นหวัดแล้วจึงเริ่มรับประทานวิตามินซี จะไม่สามารถช่วยลดความรุนแรงหรือระยะเวลาในการเป็นหวัดได้เลย""นพ.ฆนัทกล่าว กล่าว

"นพ.ฆนัทกล่าว กล่าวว่า จากงานวิจัยดังกล่าวเห็นได้ชัดในเรื่องของการใช้วิตามินเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันของโรคเพื่อป้องกันไข้หวัดนั้นไม่สามารถดำเนินได้จากการทานวิตามินซีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องออกกำลังกายเพื่อรักษาสภาพร่างกายให้แข็งแรง ไม่ได้มีงานวิจัยรองรับการป้องกันโรคจากวิตามินซีดังกล่าว แต่การกินวิตามินซีก็เป็นสิ่งที่สำคัญต่อร่างกายศูนย์ควบคุมและป้องกันโรครวมถึงองค์การอนามัยโลกได้กล่าวในทิศทางเดียวกันว่าการลดปัญหา COVID-19 ได้ มีเพียงวิธีเดียวที่จะลดโอกาสในการติดเชื้อไวรัส คือการป้องกันการติดเชื้อ การดำเนินชีวิตโดยเว้นระยะห่างในการทำกิจวัตรประจำวัน การล้างมือบ่อย ๆ และการทำความสะอาดบริเวณที่อยู่อาศัยอยู่ โดยเป็นแนวทางจาผู้เชี่ยวชาญรอบโลกที่ว่าข้อควรปฏิบัติเหล่านี้จะช่วยในเรื่องของการลดโอกาสในการติดเชื้อโควิด-19 ได้

นอกจากนั้น สอดรับกับมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขประเทศไทย ในการแนะนำให้ประชาชนดำเนินตามมาตราการคือ กินร้อน ช้อนเรา จานเรา ล้างมือ แยกกันกิน และแยกกันอยู่ไม่ต่ำกว่า 1-2 เมตร เพื่อลดการแพร่เชื้อโรค อีกทั้งส่งเสริมให้ดูแลร่างกายให้แข็งแรงโดยการกินอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายในระดับความหนักปานกลางอย่างสม่ำเสมอ และการผักผ่อนให้เพียงพอ เพียงเท่านี้ก็จะสามารถทำให้ตัวเราลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อจากโรคโควิด -19 ได้