อธิบดีอัยการคดีพิเศษ แจง ในสำนวนไม่พบพยานหลักฐาน ว่า"บิลลี่" ตายแล้ว -ถูกฆ่าที่ไหน อย่างไร

วันที่ 25 ม.ค. 2563 เวลา 09:09 น.
อธิบดีอัยการคดีพิเศษ แจง ในสำนวนไม่พบพยานหลักฐาน ว่า"บิลลี่" ตายแล้ว -ถูกฆ่าที่ไหน อย่างไร
รองโฆษกอัยการ ชี้ เหตุสั่งไม่ฟ้องชัยวัฒน์-ลูกน้อง เผย อธิบดีอัยการคดีพิเศษ แจง ในสำนวนไม่พบพยานหลักฐาน ว่า"บิลลี่" ตายแล้ว -ถูกฆ่าที่ไหน อย่างไร ระบุ 27 ม.ค.นี้ ตั้งโต๊ะแถลงทุกข้อสงสัย ส่วนฟ้อง ข้อหาเดียว ม.157 ระบุยังต้องรอ DSI เห็นแย้ง

นายประยุทธ เพชรคุณ อัยการพิเศษสำนักงานคดีอาญา 3 ในฐานะรองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ได้กล่าวถึงความคืบหน้าการสั่งคดี นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อายุ 56 ปี ผอ.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด (ผอ.ทสจ.) ปัตตานี อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ระหว่างปี 2551-2557 กับลูกน้อง 3 คน ตกเป็นผู้ต้องหาคดีเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยวทำร้าย และร่วมกันฆ่าอำพรางศพ นายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ อายุ 31 ปี นักเคลื่อนไหวชาวกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย จ.เพชรบุรี ที่หายตัวไปตั้งแต่ปี 2557 ว่า จากที่ได้ ประสานไปยัง นายฐาปนา ใจกลม อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ ตรวจสอบข้อมูลการสั่งคดีทราบว่า อัยการที่รับผิดชอบสำนวนคดีนี้ ในรูปแบบคณะทำงานของอัยการ ได้พิจารณาพยานหลักฐานจากสำนวนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แล้วในสำนวนยังไม่ปรากฏพยานหลักฐาน ใดๆว่านายชัยวัฒน์ กับลูกน้องได้ฆ่านายบิลลี่ ที่ไหน โดยวิธีการอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังไม่ปรากฏหลักฐานใดๆ ด้วยเช่นกันว่านายบิลลี่ได้เสียชีวิตแล้ว ซึ่งระหว่างที่อ้างว่านายบิลลี่ ถูกกลุ่มของนายชัยวัฒน์ควบคุมตัวนั้นฝ่ายภรรยาของนายบิลลี่ก็ได้ไปยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดเพชรบุรี ขอให้ศาลมีคำสั่งให้นายชัยวัฒน์ปล่อยตัวนายบิลลี่ที่อ้างว่าถูกจับกุมเรื่องเก็บน้ำผึ้งป่า โดยการยื่นคำร้องครั้งนั้นผลเป็นที่สุดตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแล้วที่ให้ยกคำร้องเนื่องจากมีพยานเห็นว่านายบิลลี่ได้ออกมาแล้ว สำหรับพยานหลักฐานที่อ้างเป็นกระดูกของนายบิลลี่ ซึ่งมีการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้ว DNA ตรงกันกับนายบิลลี่นั้น ก็เป็นการตรวจสารพันธุกรรมพิสูจน์บุคคล แต่เมื่อในสำนวนยังไม่ปรากฏหลักฐานใดๆ ที่เพียงพอว่านายบิลลี่ เสียชีวิตแล้วหรือไม่ อย่างไร คณะทำงานอัยการจึงมีคำสั่งไม่ฟ้องนายชัยวัฒน์และลูกน้องในข้อหาร่วมกันฆ่าฯ โดยมีความเห็นสั่งฟ้องเพียงข้อหาเดียวฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 จากกรณีที่นายชัยวัฒน์เมื่อจับกุมนายบิลลี่ที่อ้างว่าเก็บน้ำผึ้งป่าแล้วไม่ดำเนินคดี โดยในส่วนของกลุ่มลูกน้องนายชัยวัฒน์ก็ให้สั่งฟ้องในข้อหา เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ ซึ่งข้อหานี้กฎหมายกำหนดอัตราโทษไว้จำคุกตั้งแต่ 1- 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 - 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นายประยุทธ กล่าวอีกว่า สำหรับ ขั้นตอนจากนี้ อัยการก็ได้ส่งสำนวนกลับไปให้ดีเอสไอ พร้อมแจ้งความเห็นสั่งฟ้องและสั่งไม่ฟ้อง เพื่อให้อธิบดีดีเอสไอ พิจารณาว่าจะเห็นแย้งความเห็นของคณะทำงานอัยการนี้หรือไม่ อย่างไร ซึ่งหากดีเอสไอยืนยันให้ฟ้องทุกข้อหาตามที่แจ้งในสำนวน ก็ต้องให้อัยการสูงสุดเป็นผู้พิจารณาชี้ขาดตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

อย่างไรก็ดี สำหรับคดีนี้ในรายละเอียด ตนได้เตรียมแถลงข่าวในวันจันทร์ที่ 27 ม.ค.นี้ ณ อาคารสำนักงานอัยการสูงสุด ถ.รัชดาภิเษก ในเวลา 10.00 น.

ด้าน นายพรชัย พฤกษ์พิชัยเลิศ ทนายความของนายชัยวัฒน์ ให้สัมภาษณ์ถึงการสั่งคดีของอัยการว่า ในส่วนของกลุ่มนายชัยวัฒน์ ยังไม่ได้รับแจ้งผลคำสั่งคดีจากพนักงานอัยการ โดยที่ผ่านมา ทราบเพียงว่าจะนัดสั่งคดีในวันที่ 3 ก.พ.นี้ ซึ่งครบกำหนดฝากขังครั้งสุดท้าย โดยในวันที่ 3 ก.พ.นายชัยวัฒน์ ก็จะไปรายงานตัวที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางตามขั้นตอนการฝากขัง ซึ่งหากอัยการสั่งฟ้องก็เข้าใจว่าจะยื่นฟ้องกลุ่มนายชัยวัฒน์ในวันดังกล่าว ทั้งนี้ในวันที่ 3 ก.พ.ตนก็จะเดินทางไปศาลกับนายชัยวัฒน์ด้วยในเวลา 09.00 น. เพราะหากอัยการยื่นฟ้องในวันดังกล่าวก็ต้องเตรียมพร้อมเรื่องหลักทรัพย์การประกันตัวในชั้นฟ้องเพราะยังไม่ทราบว่าถ้าฟ้องจะข้อหาใด จะต้องเพิ่มหลักทรัพย์หรือไม่อย่างไร ซึ่งในชั้นฝากขังที่ผ่านมาเราได้ยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสด 800,000 บาท ในการขอประกันตัว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีนี้ พนักงานสอบสวนดีเอสไอ ได้แจ้งข้อกล่าวหาและสรุปสำนวนเห็นควรสั่งฟ้อง นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผอ.ทสจ.ปัตตานี อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ผู้ต้องหาที่1 , นายบุญแทน บุษราคำ พนักงานพิทักษ์ป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (สบอ.) สาขาเพชรบุรี ผู้ต้องหาที่ 2 (เมื่อเดือน ก.ย.62 มีคำสั่งย้ายให้ไปปฏิบัติราชการ สบอ.4 สาขาสุราษฎร์ธานี) , นายธนเสฏฐ์ หรือไพฑูรย์ แช่มเทศพนักงานพิทักษ์ป่า สบอ.3 (เมื่อเดือน ก.ย.62 มีคำสั่งย้ายให้ไปปฏิบัติราชการ สบอ.1 สาขาสระบุรี) ผู้ต้องหาที่ 3 และนายกฤษณพงษ์ จิตต์เทศ ลูกจ้างชั่วคราว ผู้ต้องหาที่ 4 ในความผิดฐาน 1.ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และเพื่อจะเอาหรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่ตนได้กระทำความผิดอื่น หรือร่วมกันฆ่าผู้อื่นเพื่อปกปิดการกระทำอื่นของตน หรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ 2.ร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยวผู้อื่น หรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายฯ เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย 3.ร่วมกันมีอาวุธข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอม หรือยอมจะให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายฯ 4.ร่วมกันปล้นทรัพย์ โดยมีอาวุธปืนโดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำความผิดฯ เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย 5.ร่วมกันโดยทุจริตหรือเพื่ออำพรางศพ หรือสภาวะแวดล้อมในบริเวณที่พบศพก่อนการชันสูตรพลิกศพเสร็จสิ้น ในประการที่น่าจะทำให้การชันสูตรพลิกศพหรือผลทางคดีเปลี่ยนแปลงไฟ 6.ร่วมกันเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดเบียดบังทรัพย์นั้นไปเป็นของตนเองหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต 7.ร่วมกัน เป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบข่มขืนใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้ หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น 8. ร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และร่วมกันเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

ซึ่งชั้นสอบสวนผู้ต้องหาทั้งสี่ให้การปฏิเสธ ขณะที่ในชั้นของอัยการนายชัยวัฒน์ก็ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม เมื่อวันที่ 13 ม.ค.63 ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากพนักงานสอบสวนดีเอสไอในการรวบรวมพยานหลักฐาน ซึ่งหนึ่งในนั้นมีการตั้งประเด็นตั้งข้อสงสัยในวัตถุพยาน เช่น กระดูกที่ตรวจพบจากแม่น้ำด้วย

บทความแนะนำ