ศาลฎีกาพิพากษายืนให้สธ.ชดใช้ "ครอบครัวน้องปาล์ม" ถูกรถของรพ.ชนจนพิการ

วันที่ 16 ม.ค. 2563 เวลา 19:56 น.
ศาลฎีกาพิพากษายืนให้สธ.ชดใช้ "ครอบครัวน้องปาล์ม" ถูกรถของรพ.ชนจนพิการ
ศาลฎีกาพิพากษายืนให้สธ.จ่ายชดใช้ "ครอบครัวน้องปาล์ม" เหยื่ออุบัติเหตุ ถูกรถของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลชนจนร่างกายท่อนล่างพิการเป็นเงิน2.8ล้าน

เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 63 ที่ศาลจังหวัดชุมแพ ศาลฏีกาได้นัดฟังคำพิพากษา ที่ ครพ.5952/2562 ลงวันที่ 24 ต.ค. 2562 ความแพ่ง เรื่องละเมิดระหว่าง นายศราวุธ เจิมขุนทด, ด.ช.ปาล์ม  ,น.ส.ปวีณา หาทรัพย์ ผู้แทนโดยชอบธรรมบอง น้องปาล์ม และ น.ส.ปวีณา หาทรัพย์ ในฐานะฝ่ายโจทก์ ได้ยื่นฟ้องกระทรวงสาธารณสุข และสํานักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะจำเลย

ศาลฎีกามีคำพิพากษา ตามจำเลยได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา และคำร้องขอทุเลาการบังคับในระหว่างฎีกา พร้อมฎีกาคัดค้านคำพิพากษาอุทธรณ์ภาค 4 ลงวันที่ 21 มี.ค.2562 ตามที่โจทก์ได้ยื่นคำคัดค้านการขอทุเลาการบังคับในระหว่างฎีกา

ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีคำสั่งคำร้องและขออนุญาตฎีกาในศาลฎีกา ได้ตรวจสำนวนและประชุมปรึกษาแล้ว เห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 จึงมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยทั้ง 2 ฎีกา และรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณากลับให้รับคำร้องขอทุเลาการบังคับในระหว่างฎีกา ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ฝ่ายโจทก์แก้ฎีกา ซึ่งเมื่อโจทก์ยื่นคำแก้ฎีกา หรือครบกำหนดแล้วหากโจทก์ไม่ยื่นคำแก้ฎีกาให้ศาลชั้นต้นรวบรวมสำนวนส่งคืนศาลฎีกาเพื่อดำเนินการต่อไป

ส่วนที่จำเลยที่ได้ยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับในระหว่างฎีกานั้นพิเคราะห์แล้ว จำเลยทั้งสองฎีกาเฉพาะในส่วนของค่าเสียหายเพียง 104,300 บาท เมื่อจำเลยทั้งสองยังคงต้องรับผิด จึงมีคำสั่งให้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ เป็นจำนวนเงิน 2,730,500 บาท กรณีนี้ จึงไม่มีเหตุสมควรให้ทุเลาการบังคับในระหว่างฎีกา ยกคำร้อง

ทั้งนี้ภายหลังศาลฎีกาได้ผ่านคำพิพากษาศาลฏีกาแล้วเสร็จ นายศราวุธ บิดาของน้องปาล์ม กล่าวว่า การเรียกร้องความเป็นธรรม ในเรื่องที่เกิดขึ้นกับครอบครัวนั้น สิ่งที่อยู่ในใจคือ ทุกอย่างดูล่าช้า ทั้งที่กระทรวงสาธารณสุขมีงบประมาณที่จะเยียวยาผู้เสียหาย เพราะตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุปี 2558 จนถึงขณะนี้อายุ 5 ขวบ 5 เดือนแล้ว

ที่ผ่านมาครอบครัวยินยอมรับเงื่อนไขของกระทรวงมาโดยตลอด แต่ก็ไม่มีข้อสรุปโดยเฉพาะในเรื่องของการเยียวยาครอบครัวเรียกร้องไป ซึ่งก่อนหน้านี้ศาลอุธรณ์ได้พิพากษา ให้จำเลยทั้งสองรับผิดค่าเสียหายอันเป็นค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงินทั้งสิ้น 2,834,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 ก.ค.2558 เป็นต้นไป แต่กระทรวงยังไม่สรุปจนมาถึงศาลฏีกา เพิ่งจะได้ข้อสรุปคือลดค่าเยียวยาไป 104,300 บาท ซึ่งเข้าใจว่าการลดหย่อนจำนวนนี้ น่าจะลดในส่วนของเงินที่คนขับรถได้จ่ายค่าเยียวยามาให้ก่อนหน้านี้แล้ว จึงมีการชดใช้ค่าเสียหายให้ทางครอบครัวดังกล่าว

"ครอบครัวพอใจกับคำพิพากษาของศาลฎีกา แต่ในคำพิพากษาของศาลฏีกาจำนวนตัวเลขผิดจาก 2,834,800 บาท เป็น 2,730,500 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่จำเลยขอยื่นฎีกา โดยในส่วนนี้ทางครอบครัวจะไปปรึกษากับทนายความก่อนว่าจะแก้คำฏีกาหรือไม่ ถ้าแก้ก็ให้ทนายทำเรื่องยื่นต่อศาลภายใน 15 วัน แต่ถึงไม่แก้ก็ไม่เป็นอะไร"

"ที่ผ่านมาครอบครัวต่อสู้มาจนหมดเนื้อหมดตัว ออกจากงานทั้งสองคนผัวเมีย เพื่อมาดูแลลูกชายที่พิการ ขายที่ดิน กู้ยืมเงินมารักษาลูกซึ่งเติบโตขึ้นทุกขึ้น ให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ส่วนเงินที่ได้จากการเยียวยานั้น สิ่งแรกที่ต้องทำคือ เก็บเข้าบัญชีไว้รักษาเลี้ยงดูน้องปาล์ม เพราะขณะนี้สองคนผัวเมียกลับมาอยู่บ้านค้าขายเล็กๆน้อยๆ และจะแบ่งบางส่วนมาใช้หนี้"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่พ่อแม่ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวนั้น น้องปาล์มซึ่งนั่งอยู่ในอ้อมกอดของแม่ยังกล่าวกับผู้สื่อข่าวด้วยว่า "โตขึ้นอยากเป็นตำรวจ จะช่วยพ่อแม่ เก็บเงินใช้หนี้"

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า คดีดังกล่าวนั้น สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2562 น.ส.ปวีณา อุ้ม น้องปาล์ม เข้าร้องขอความช่วยเหลือที่ศูนย์ช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย สำนักงานอัยการสูงสุด เนื่องจากถูกรถของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านใหม่ อ.สีชมพู จ.ขอนแก่น ขับชนเมื่อปี 2558 เป็นเหตุให้น้องปาล์ม มีอาการชาตั้งเเต่ราวนมมาถึงช่วงล่าง ไม่มีความรู้สึก และเดินไม่ได้ รวมทั้งไม่สามารถควบคุมการขับถ่ายได้

ซึ่งก่อนหน้านี้ศาลแขวงขอนแก่น ได้มีคำพิพากษาให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านของโรงพยาบาลดังกล่าวและเป็นคนขับรถ ต้องโทษจำคุกเป็นเวลา 6 เดือน ปรับเป็นเงิน 3,000 บาท รอลงอาญา 2 ปี

แต่คดีแพ่ง ทบิดาของน้องปาล์ม ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ร่วมกับน้องปาล์มเป็นโจทก์ที่ 1 น้องปาล์มเป็นโจทก์ที่ 2 และแม่ของน้องปาล์ม เป็นโจทก์ที่3 ร่วมกันฟ้องกระทรวงสาธารณสุข เป็นจำเลยที่ 1 สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นจำเลยที่ 2 โดยฝ่ายโจทก์ได้ยื่นฟ้องค่าเสียหาย 3 ส่วน ประกอบด้วยโจทก์ที่ 1 คือพ่อน้องปาล์มเป็นเงินจำนวน 21,500 บาท โจทก์ที่ 2 คือน้องปาล์ม เป็นเงินจำนวน 8,371,324 บาท และโจทก์ที่ 3 คือแม่น้องปาล์ม เป็นเงินจำนวน 1,944,000 บาท รวมค่าเสียหายทั้งหมด10,336,824

คดีนี้มีการไกล่เกลี่ยกันมาหลายครั้ง และลดหย่อนมาต่อเนื่อง แต่ฝ่ายโจทก์ปฏิเสธ จึงยังไม่สามารถหาข้อสรุปที่ชัดเจนได้ กระทั่งศาลชั้นต้นได้พิจารณาและมีคำพิพากษาความแพ่งให้จำเลยทั้ง 2 ร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ ที่ 2 เป็นเงินทั้งหมด 2,935,700 บาท ต่อมาจำเลยทั้ง 2 ได้ขอยื่นอุทธรณ์ต่อศาล และเมื่อถึงศาลฏีกา ศาลให้จำเลยทั้งสองยังคงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ดังกล่าว