
ศุภจีนำทีมไทยถกสหรัฐฯ ข้อตกลงการค้า ART ลดช่องว่างขาดดุลการค้า
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์หารือ 3 ผู้แทนระดับสูงสหรัฐฯ เร่งรัดการสรุปผล ข้อตกลงการค้า ART ลดช่องว่างการขาดดุลการค้าระหว่างกัน
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลการหารือทวิภาคีร่วมกับคณะผู้แทนระดับสูงของสหรัฐอเมริกาจำนวน 3 ท่าน
ประกอบด้วย นางซูซี ไวลส์ (Susie Wiles) หัวหน้าคณะทำงานทำเนียบขาว, นายโฮเวิร์ด ลุตนิก (Howard Lutnick) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ และนายริก สวิตเซอร์ (Rick Switzer) รองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ระหว่างวันที่ 15–16 กรกฎาคม 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อเร่งผลักดัน ข้อตกลงการค้า ART ไทย สหรัฐ (Agreement on Reciprocal Trade) ให้เกิดความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากการผลักดันข้อตกลงด้านการค้าต่างตอบแทนแล้ว คณะผู้แทนไทยยังได้ติดตามผลการไต่สวนทางการค้าตาม มาตรา 301 สหรัฐ อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับภาพรวมภาคการ ส่งออกไทย สหรัฐ 2569 และกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการลงทุนของทั้งสองประเทศ
สหรัฐฯ ขานรับท่าทีไทย หวังร่วมกัน ลดขาดดุลการค้า
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า บรรยากาศการหารือเป็นไปในทิศทางบวก โดยรัฐบาลไทยได้ใช้โอกาสนี้ร่วมแสดงความยินดีในวาระครบรอบ 250 ปีแห่งการประกาศอิสรภาพของสหรัฐฯ พร้อมย้ำจุดยืนของไทยในฐานะพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่เชื่อถือได้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สำหรับความคืบหน้าของ ข้อตกลงการค้า ART ไทย สหรัฐ รัฐบาลไทยได้พิจารณาข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ อย่างรอบคอบ และแสดงความยืดหยุ่นอย่างเต็มที่ภายใต้กรอบกฎหมายและนโยบายสาธารณะของประเทศ ซึ่งฝ่ายสหรัฐฯ ได้กล่าวขอบคุณท่าทีของไทยที่แสดงเจตนารมณ์อย่างชัดเจนในการเร่งสรุปผลการเจรจา อย่างไรก็ตาม ฝ่ายสหรัฐฯ แจ้งว่ายังจำเป็นต้องใช้เวลาพิจารณาข้อเสนอของไทยเพิ่มเติม เพื่อปรับความคาดหวังของทั้งสองฝ่ายให้สอดคล้องกัน
ทั้งนี้ รัฐบาลไทยยังคงมุ่งมั่นรักษาผลประโยชน์ของประเทศ โดยเตรียมใช้ประเด็นด้านการลงทุนและแผนการเพิ่มสัดส่วนการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ มาเป็นเครื่องมือช่วย ลดขาดดุลการค้า ตามเป้าหมายที่ทั้งสองประเทศได้ตกลงกันไว้ในแถลงการณ์ร่วม (Joint Statement) เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568
จับตา "มาตรา 301 สหรัฐ" เครื่องมือใหม่กำหนด กำแพงภาษีสหรัฐฯ
ประเด็นสำคัญที่ไทยต้องเร่งติดตาม คือการที่รัฐบาลสหรัฐฯ นำกฎหมาย มาตรา 301 สหรัฐ มาใช้เป็นเครื่องมือหลักในการจัดเก็บภาษีนำเข้าจากประเทศคู่ค้า แทนที่มาตรการฉุกเฉิน IEEPA ของประธานาธิบดีที่ศาลสูงสุดสหรัฐฯ เพิ่งมีคำตัดสินว่าขัดต่อหลักกฎหมาย
ปัจจุบัน สหรัฐฯ ดำเนินการไต่สวนประเทศไทยอยู่ 2 กรณี ได้แก่
1.ปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Overcapacity)
2.กรณีที่ไทยยังไม่มีมาตรการทางกฎหมายเพื่อห้ามนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานบังคับ
กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ อยู่ระหว่างรวบรวมผลการไต่สวนรอบสุดท้าย โดยเบื้องต้นสหรัฐฯ เตรียมพิจารณากำหนด กำแพงภาษีสหรัฐ ในอัตรา 12.5% สำหรับ 46 ประเทศที่ไม่มีกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับ และจะลดอัตราภาษีเหลือ 10% สำหรับ 14 ประเทศที่มีกฎหมายดังกล่าว หรือประเทศที่สามารถบรรลุ ข้อตกลงการค้า ART ไทย สหรัฐ ได้สำเร็จ ซึ่งสหรัฐฯ ส่งสัญญาณว่าอาจปรับขึ้นภาษีในอัตราที่สูงขึ้นสำหรับประเทศที่อยู่นอกเหนือข้อตกลง
เดินหน้าสรุปผลเจรจา เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ส่งออก
นางศุภจี เน้นย้ำว่า แม้การเจรจาบางประเด็นจะมีความซับซ้อน รัฐบาลไทยจะพยายามหาข้อสรุปที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน (Best Shared Benefit) โดยยึดหลักมาตรฐานสากลและผลประโยชน์สาธารณะเป็นที่ตั้ง เพื่อให้สินค้าไทยได้รับอัตราภาษีที่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ เทียบเท่ากับประเทศคู่ค้าอื่นที่เจรจาความตกลง ART สำเร็จแล้ว
สถิติการค้าระหว่างประเทศปี 2568
ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ชี้ให้เห็นว่า สหรัฐอเมริกามีสถานะเป็นคู่ค้าอันดับ 2 ของประเทศไทย โดยมีมูลค่าการค้ารวมสูงถึง 93,651.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็น
- ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ: 72,506.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- ไทยนำเข้าจากสหรัฐฯ: 21,144.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
- ดุลการค้า: ไทยได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐฯ อยู่ที่ 51,361.41 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ตัวเลขดังกล่าวยืนยันความสำคัญของตลาดสหรัฐฯ ต่อเศรษฐกิจไทย ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้าเจรจา ข้อตกลงการค้า ART ไทย สหรัฐ ในทุกมิติ เพื่อรักษาความแข็งแกร่งของภาคการส่งออกและการลงทุนของประเทศต่อไป







