
ทายาทเซ็นเตอร์วันรับโจทย์ใหญ่ เมื่ออนุสาวรีย์ชัยฯ เปลี่ยน ผู้เช่ายังต้องฝากชีวิตไว้กับห้าง
ถอดรหัสทายาทรุ่น 2 ‘เซ็นเตอร์วัน’ จากวันที่มองห้างเป็นแค่ที่ทำงานของพ่อ สู่วันที่ต้องกลับมารับผิดชอบชีวิตผู้เช่า พร้อมพาธุรกิจเก่าแก่ก้าวทันเมืองที่เปลี่ยนไป
KEY
POINTS
- เปิดใจ "นราชัย ไกรจิรโชติ" ทายาทเซ็นเตอร์วัน ห้างเก่าแก่คู่อนุสาวรีย์ชัยฯ มา 32 ปี จากยุครุ่งเรือง สู่วันที่โครงสร้างเมืองเปลี่ยน
- แบกโจทย์ใหญ่ ต้องดูแลผู้เช่าทุกชีวิต ปลุกชีพอนุสาวรีย์ชัยฯ ดึงคนกลับมาเดินเหมือนวันวาน
- มองเซ็นเตอร์วันเป็นที่ทำงานของพ่อมาตั้งแต่เด็ก ฝ่าวิกฤตมาหลายครั้ง แต่สู้ไม่ถอย เดินหน้าสู่อนาคต ตามจังหวะของเมือง
ท่ามกลางความคึกคักวุ่นวายของย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เสียงเครื่องยนต์ของรถเมล์ที่แล่นผ่านป้าย และกระแสผู้คนหลายชีวิตที่สัญจรผ่านไปมาในแต่ละวัน คือฉากหลังของ ‘ศูนย์การค้าเซ็นเตอร์วัน’ (Center One) พื้นที่การค้าที่เติบโตและผูกพันกับจังหวะชีวิตคนเมืองมานานหลายทศวรรษ
ทว่าในสายตาของ “นราชัย ไกรจิรโชติ” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาดและผู้จัดการโครงการ บริษัท พีเพิล พลาซ่า จำกัด ในฐานะทายาทรุ่นที่ 2 ผู้กำลังก้าวเข้ามาเรียนรู้การบริหารในวัย 29 ปี ภาพจำในวัยเยาว์ของศูนย์การค้าแห่งนี้ เป็นเพียงภาพจำอันอบอุ่นของ "ที่ทำงานของพ่อ"
นราชัย เล่าให้โพสต์ทูเดย์ฟังว่า ในวัยเด็ก หลังเลิกเรียน เขามักจะเดินทางมานั่งรอคุณพ่อที่ศูนย์การค้าเสมอ การได้นั่งมองผู้คนหลากวิถีชีวิตเดินผ่านไปมา ได้สัมผัสบรรยากาศการทำมาหากินของผู้คนในย่านนี้ กลายเป็นประสบการณ์ที่ค่อยๆ ซึมซับเข้าไปในความรู้สึกโดยไม่รู้ตัว
ความผูกพันนั้นไม่ได้เกิดขึ้นอย่างบังเอิญ แต่เกิดจากการที่คุณพ่อ "พยายามลากให้มาดูตั้งแต่เด็กๆ" เปรียบเสมือนการ "โดนพรอมต์" (Prompt) และตั้งรหัสความคิด (Code) ไว้ในใจตั้งแต่เยาว์วัยว่า วันหนึ่งข้างหน้า อย่างไรเสียเขาก็ต้องกลับมารับช่วงต่อและดูแลธุรกิจของครอบครัว
แม้ในวัยเยาว์ นราชัยจะมีความใฝ่ฝันอยากเรียนต่อในสายศิลป์ตามความชอบส่วนตัว แต่เมื่อได้นั่งเปิดใจพูดคุยกับคุณพ่อและคุณแม่ เขาก็พร้อมที่จะประนีประนอมและยอมแลก เพื่อเป้าหมายระยะยาว โดยตัดสินใจเบนเข็มเข้าศึกษาในสาย วิทย์-คณิต ตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เพื่อเปิดประตูและสร้างโอกาสทางเลือกไปสู่คณะฝั่งบริหารธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ในระดับอุดมศึกษา
"ตอนเด็กๆ เรามองว่าเซ็นเตอร์วันคือที่ทำงานของพ่อ หลังเลิกเรียนเราก็มานั่งรอพ่อที่นี่ เห็นผู้คนมากมายเดินผ่านไปมา แต่พอเราโตขึ้นและได้เข้ามานั่งอยู่ตรงนี้จริงๆ ความรู้สึกมันเปลี่ยนไป มันไม่ใช่แค่ห้าง แต่เป็นพื้นที่ในชีวิตของผู้คน และเป็นภารกิจที่เราถูกเขียนโค้ดไว้ในใจตั้งแต่เด็กแล้วว่าวันหนึ่งต้องกลับมาดูแล"
เมื่อโตขึ้น ความหมายของเซ็นเตอร์วันในสายตาของ นราชัยจึงถอดรหัสเปลี่ยนผ่าน จากเพียงพื้นที่ทำงานของพ่อ สู่ความเข้าใจในฐานะ ทายาทผู้ต้องเข้ามารับภาระหน้าที่และความรับผิดชอบใหม่
การตัดสินใจกลับมารับช่วยธุรกิจครอบครัวจึงไม่ใช่การก้าวเข้ามาโดยไร้การวางแผน แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งใจออกไปสะสมประสบการณ์และสร้าง "อาวุธทางความคิด" ในโลกภายนอกอย่างเป็นระบบ เพื่อเตรียมองค์ความรู้ให้พร้อมที่สุดสำหรับวันที่จะต้องกลับมาเคียงข้างองค์กร
เรียนรู้นอกบ้าน สั่งสมประสบการณ์
นราชัยเล่าต่อว่า ที่ผ่านมา เขาได้ไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากบริษัทภายนอก ซึ่งการก้าวออกไปเผชิญโลกการทำงานภายนอกธุรกิจครอบครัวของเขา ไม่ใช่การออกไปเพื่อสร้างโปรไฟล์ประดับประดา หรือเพื่อกลับมารับตำแหน่งบริหารและรับเงินเดือนในฐานะลูกเจ้าของ แต่คือการออกไป "ปิดจุดอ่อน (Gaps)" ขององค์กรและหล่อหลอมระบบคิดของตนเอง เพื่อให้มีความพร้อมสูงสุดเมื่อถึงวันที่ต้องกลับมาแก้ปัญหาจริงในเซ็นเตอร์วัน
“หลังเรียนจบ ผมเริ่มต้นเส้นทางอาชีพที่ SMC (Sasin Management Consulting) งานที่ฝึกให้เราคิดอย่างเป็นระบบและแก้ปัญหาธุรกิจอย่างมีหลักการ ผ่านการวิเคราะห์โจทย์จริงให้ลูกค้าหลากหลายราย”
จากประสบการณ์ในฐานะ Consultant และ Analyst กลายเป็นพื้นฐานสำคัญที่เขานำกลับมาใช้วิเคราะห์และพัฒนาโครงสร้างการทำงานของเซ็นเตอร์วัน
แต่เมื่อมองธุรกิจศูนย์การค้าให้ลึกขึ้น เขาพบว่ายังมีอีกหนึ่งทักษะที่ต้องเติมเต็ม นั่นคือ การตลาดและความเข้าใจในมุมของผู้เช่า เขาได้ทำงานในตำแหน่ง Assistant CMO ที่ Firefly Holding โดยได้ร่วมงานกับกลุ่มรุ่นพี่คณะเศรษฐศาสตร์ระดับยอดฝีมือที่เขาเปรียบเปรยว่าเป็น "4 สัตว์ประหลาด" ในวงการธุรกิจ F&B เพราะเป็นคนอยู่เบื้องหลังแบรนด์ HAAB, Layers, Haroy และ YogurBara ซึ่งเปิดโอกาสให้เรียนรู้จากคนทำงานมากประสบการณ์ และมองธุรกิจผ่านสายตาของแบรนด์ที่ต้องติดต่อและทำงานร่วมกับศูนย์การค้า
การเปลี่ยนจากฝั่งผู้บริหารห้างมาอยู่ฝั่งแบรนด์ ทำให้เขาเข้าใจว่า ผู้เช่าคาดหวังอะไรจากศูนย์การค้า และห้างจะสนับสนุนให้ธุรกิจของพวกเขาเติบโตได้อย่างไร
ประสบการณ์จากทั้งงานคอนซัลท์และการตลาดจึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญ เมื่อนราชัยตัดสินใจกลับมารับไม้ต่อเซ็นเตอร์วันอย่างเต็มตัว โดยเข้ามาบริหารจริงเกือบ 3 ปี และหากนับรวมช่วงที่เริ่มเข้ามาช่วยดูแลธุรกิจด้วย ก็เกือบ 4 ปี
ทลายกำแพงระหว่างเจเนเรชั่น
การเข้ามารับช่วงต่อธุรกิจครอบครัว นราชัยบอกว่ามักต้องเผชิญกับความท้าทายด่านใหญ่นั่นคือ "ศิลปะการสื่อสารต่างเจเนอเรชัน" ระหว่างผู้บริหารรุ่นใหม่ที่มีความมุ่งมั่น กับกลุ่มผู้ใหญ่และบุคลากรรุ่นพ่อที่อยู่คู่กับองค์กรมาอย่างยาวนาน
นราชัยวิเคราะห์ว่า ผู้ใหญ่ในองค์กรเป็นบุคคลที่ผ่านร้อนผ่านหนาวและมีประสบการณ์ในอดีตสูงมาก การที่ทายาทรุ่นใหม่จะเข้าไปนำเสนอไอเดียหรือเปลี่ยนแปลงสิ่งใด ต้องอาศัยความพยายามอย่างสูง ในการทำความเข้าใจ หรือเบื้องหลังเหตุผลของผู้ใหญ่
การรับฟังด้วย Active Listening โดยปราศจากอคติ ถือเป็นหัวใจสำคัญ หากผู้ใหญ่เอ่ยปากทัดทานว่า "สิ่งนี้อย่าเพิ่งทำเลย" หน้าที่ของผู้บริหารรุ่นใหม่ไม่ใช่การโต้แย้งทันที แต่เป็นการตั้งคำถามและสืบค้นเชิงลึกว่า ในอดีตเคยเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมาก่อนหรือไม่ เมื่อเข้าใจสาเหตุที่แท้จริงแล้ว จึงค่อยนำข้อมูลนั้นมาประเมินเพื่อหาจุดสมดุลตรงกลางที่ยอมรับได้ร่วมกันทั้งสองฝ่าย
เข้าไปฟังเพื่อเข้าใจ ไม่ใช่เข้าไปเปลี่ยนเพื่อปวดหัว
ในวันแรกที่ นราชัยก้าวเข้ามาทำงานในเซ็นเตอร์วัน เขาบอกว่า ได้นำเสนอโปรเจกต์แรกต่อคุณพ่อ คือ "โปรเจกต์พัฒนา Workflow การทำงาน"
การเสนอทำโปรเจกต์ Workflow ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อการปรับเปลี่ยนโครงสร้างในทันที แต่ถูกใช้เป็น "ประตูเปิดทาง" ให้เขาสามารถเข้าไปนั่งพูดคุยและรับฟังผู้ใหญ่ทุกท่านในองค์กรอย่างเป็นทางการ โดยมีขั้นตอนและหลักการทำงานสำคัญ เช่น
ขอฟังก่อนพูด เข้าไปนั่งพูดคุยและรับฟังแนวทางการทำงาน ปัญหา และมุมมองของผู้ใหญ่แต่ละท่านอย่างตั้งใจ โดยไม่เร่งรีบนำเสนอไอเดียของตนเอง เพื่อทำความเข้าใจบริบทองค์กรให้รอบด้าน
ค้นหาขอบเขตและความชอบของผู้ใหญ่ สังเกตและเรียนรู้ว่าผู้ใหญ่ท่านใดมีสไตล์การทำงานแบบไหน ชื่นชอบแนวทางใด และมีขอบเขตการทำงานอย่างไร เพื่อหาทางทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น
พัฒนาเชิงพัฒนาช่องว่าง เมื่อเข้าใจโครงสร้างเดิมและขอบเขตของผู้ใหญ่แล้ว จึงค่อยนำไอเดียการพัฒนาใหม่ๆ เข้าไปเสียบแทรกในช่องว่าง อย่างกลมกลืน โดยไม่สร้างความยุ่งยากหรือความปวดหัวให้กับผู้ใหญ่ในองค์กร
การทลายกำแพงวัยของเซ็นเตอร์วัน จึงไม่ได้เกิดขึ้นด้วยการสั่งการจากอำนาจ แต่เกิดจากการใช้ความอ่อนน้อม การฟังอย่างลึกซึ้ง และการหาจุดร่วมตรงกลางที่ให้เกียรติประสบการณ์ของผู้ใหญ่ ซึ่งนำไปสู่การยอมรับและความร่วมมือด้วยความเต็มใจ
นอกจากศิลปะในการปรับตัวเข้ากับบุคลากรภายในองค์กรแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดที่นราชัยบอกว่าได้เรียนรู้และรับถ่ายทอดมาจากคุณพ่อ คือปรัชญาและค่านิยมในการปฏิบัติต่อคนภายนอก นั่นคือ "ผู้เช่าและพาร์ทเนอร์"
มรดกทางความคิดจากรุ่นพ่อ 'พาร์ทเนอร์และผู้เช่า' คือผู้ฝากชีวิต
นราชัยกล่าวกับโพสต์ทูเดย์ว่า ค่านิยมหลัก ที่ค้ำจุนเซ็นเตอร์วันมาอย่างยาวนาน ไม่ใช่สิ่งที่ถูกบันทึกไว้ในตำราบริหาร แต่เป็นค่านิยมที่คุณพ่อแสดงให้เห็นผ่านการกระทำตลอดหลายสิบปี จนซึมซับเข้าไปในหัวใจของเขา
บทเรียนจากวิกฤตและความเอื้ออาทรของพ่อ
นราชัยเล่าว่า คุณพ่อ (รัชพล ไกรจิรโชติ) ไม่เคยนั่งสอนปรัชญาการบริหารเป็นคำพูด แต่บทเรียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดกลับเห็นได้ชัดในยามที่องค์กรเผชิญวิกฤต เช่น เหตุการณ์ไฟไหม้ ในอดีต ในช่วงเวลานั้น คุณพ่อทุ่มเทความช่วยเหลือและดูแลร้านค้าผู้เช่าอย่างสุดกำลัง เพราะอยากให้ทุกร้านค้าสามารถตั้งหลักและกลับมาลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง
“ผมก้าวเข้ามาทำงาน ร้านค้าและผู้เช่าจำนวนมากมักเดินเข้ามาพูดคุยและฝากความขอบคุณไปถึงคุณพ่อ ด้วยความซาบซึ้งในน้ำใจและการดูแลเอาใจใส่ ทำให้เราตระหนักว่า ร้านค้าหลายๆ ร้านนำ เงินเก็บทั้งชีวิต หรือนำชีวิตส่วนหนึ่งมาฝากไว้ในพื้นที่แห่งนี้ ศูนย์การค้าจึงไม่ใช่แค่พื้นที่เช่า แต่คือชีวิตและความหวังของพ่อค้าแม่ค้าทุกคน”
คำว่า "พาร์ทเนอร์" ในบริบทของเซ็นเตอร์วัน จึงก้าวข้ามความสัมพันธ์เชิงพาณิชย์ หรือสัญญาทางการค้า แต่เป็นการ "ดูแลจิตใจ" และดูแลชีวิตของผู้คนที่นำความฝันมาฝากไว้
"การทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ร้านค้าไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจ แต่คือการดูแลความรู้สึก เพราะสำหรับหลายคนก็เหมือนเงินเก็บทั้งชีวิตอยู่ในห้าง การเลือกมาเช่าพื้นที่กับเราจึงไม่ต่างจากการฝากอนาคตไว้ส่วนหนึ่ง หรืออาจเป็นทั้งชีวิตไว้กับเรา ในฐานะผู้ให้เช่า เราจึงมีหน้าที่ดูแลพวกเขาให้ดีที่สุด ตราบเท่าที่บุญวาสนาจะพาให้เราได้ร่วมทางกัน"
ยกระดับคุณภาพชีวิตคนเมือง
อย่างไรก็ตาม ย่าน อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ คือหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของกรุงเทพมหานคร ในฐานะศูนย์กลางการสัญจรและการเดินทาง แต่ในสายตาและการบริหารของ นราชัย พื้นที่แห่งนี้มีความหมายที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น
เพราะจากการทำแบบสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้บริการของเซ็นเตอร์วัน ได้ค้นพบข้อมูลที่สนใจว่า ผู้ตอบแบบสอบถามสูงถึง ประมาณ 70% ยกให้อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเป็น "Destination" ในการมาทำกิจกรรม ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ทางผ่าน
ในความเป็นจริงของคนเมือง ผู้คนจำนวนมากไม่ได้เลือกมาอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเพราะต้องการมาเดินเล่นพักผ่อนเป็นตัวเลือกแรก แต่จำเป็นต้องมาเพราะภารกิจชีวิต ทั้งการเดินทางและการทำงาน พื้นที่แห่งนี้จึงผูกติดกับวิถีชีวิตของคนกรุงเทพฯ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อพื้นที่ศูนย์การค้าตั้งอยู่บนจุดสัญจรบังคับของคนเมือง พันธกิจของเซ็นเตอร์วันจึงแปรเปลี่ยนไปจากการเป็นเพียงพื้นที่ซื้อขาย สู่การยกระดับคุณภาพชีวิต ของผู้คน
“ผมตระหนักว่าผู้คนที่เดินทางผ่านย่านนี้อาจมีความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางหรือการทำงาน ห้างจึงต้องเป็นพื้นที่แวะพักที่มอบความสบายใจ ซึ่งผมก็มุ่งหวังว่าการดำรงอยู่ของเซ็นเตอร์วัน จะต้องทำให้คนที่จำเป็นต้องเดินทางผ่าน รู้สึกแฮปปี้ รู้สึกสบายใจ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในทุกๆ วันที่แวะเข้ามาใช้บริการ”
เดินหน้าสู่อนาคตตามจังหวะของเมือง
ในวัย 29 ปี (กำลังจะก้าวเข้าสู่วัย 30 ปี) นราชัย มองการบริหารธุรกิจครอบครัวด้วยมุมมองของความเป็นจริงอย่างตรงไปตรงมา ไม่โรแมนติค แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยสปิริตและความรับผิดชอบต่อหน้าที่
การเกิดมาในครอบครัวที่มีฐานรากธุรกิจเตรียมไว้ให้อาจดูเป็นความโชคดีในสายตาของคนภายนอก แต่ในมุมมองของผู้ที่ต้องแบกรับ นราชัย วิเคราะห์ว่ามันคือ "ความโชคดีที่ต้องแลก" ต้องพับเก็บความฝันหรือเส้นทางชีวิตอื่นที่เคยอยากออกไปสำรวจและลุยด้วยตัวเองในโลกภายนอก
การทำธุรกิจครอบครัวไม่ใช่แค่การดูแลตัวเอง แต่คือการดูแลพนักงาน ครอบครัวของทีมงาน ผู้ถือหุ้นที่ร่วมสร้างกันมาตั้งแต่เด็ก ตลอดจนพ่อค้าแม่ค้าผู้เช่าพื้นที่ หากไม่มีทายาทขึ้นมารับช่วงต่อ คำถามสำคัญคือ ใครจะเข้ามาดูแลคนเหล่านี้ด้วยหัวใจและความเอื้ออาทรแบบเดิม
สุดท้าย การขับเคลื่อนเซ็นเตอร์วันสู่อนาคต รวมถึงโครงการที่พึ่งเปิดใหม่อย่าง ONN ANU นราชัย เน้นย้ำว่าการเติบโตของศูนย์การค้าต้องสอดคล้องและไปในทิศทางเดียวกับองค์ประกอบรอบด้าน ทั้งภาคเอกชน กลุ่มลูกค้า สุขภาพองค์กร ภาคครัฐ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผังเมืองและการพัฒนาของ กทม. (กรุงเทพมหานคร) รวมถึงระบบขนส่งมวลชน
เขามีความเชื่อมั่นว่า ตราบใดที่ย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมียังคงเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของกรุงเทพฯ ศูนย์การค้าเซ็นเตอร์วันก็จะยังคงเติบโต ปรับตัว และทำหน้าที่ตอบโจทย์ เสิร์ฟความต้องการ และช่วยดูแลคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ ต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ตามจังหวะการเติบโตของเมืองหลวงแห่งนี้







