posttoday
ปม ช้อปปี้ ถูกปรับ 3.47 ล้าน วัดพลัง กขค.ถึงเวลา SME ลุกขึ้นสู้

ปม ช้อปปี้ ถูกปรับ 3.47 ล้าน วัดพลัง กขค.ถึงเวลา SME ลุกขึ้นสู้

19 กันยายน 2569

กขค.เอาจริง ปรับ ช้อปปี้ 3.47 ล้านบาท เหตุเอาเปรียบ SME บังคับร่วมจัดรายการส่งเสริมการขาย “สุปรีย์ ทองเพชร” สะท้อนอำนาจ SME ไม่จำเป็นต้องยอมเสมอไป

นายสุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย หรือ สภาเอสเอ็มอีไทย เปิดเผยถึงกรณี คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า มีคำสั่งปรับทางปกครอง บริษัท ช้อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นจำนวนเงิน 3,476,489.50 บาท หรือ 3.47 ล้านบาท กรณีจัดรายการส่งเสริมการขายและบังคับให้เข้าร่วมโดยไม่แจ้งให้ร้านค้าทราบล่วงหน้า และ ไม่ได้รับการยิมยอมจากร้านค้า (ดูรายละเอียดคำสั่ง https://acrobat.adobe.com/id/urn:aaid:sc:ap:b10b4147-9cf8-44d6-9f1e-20ef6cef8897 ) ว่า 

 

คำวินิจฉัยนี้บอก SME เรื่องสำคัญมากอย่างหนึ่งว่า “การถูกเอาเปรียบ” ในโลกแพลตฟอร์ม ไม่ได้หมายถึงแค่ถูกเก็บค่าธรรมเนียมแพงเกินไป แต่รวมถึงการถูกกำหนดกติกาฝ่ายเดียว ถูกพาเข้าโปรโมชั่นโดยไม่ได้ยินยอม ถูกเพิ่มภาระต้นทุน หรือถูกทำให้ออกจากระบบ/โปรโมชั่นได้ยากจนเสียเสรีภาพในการตัดสินใจทางธุรกิจด้วย

 

ในคดีนี้ กขค. มองพฤติกรรมที่เกี่ยวกับการเข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมการขาย การถอนตัว และเงื่อนไขที่แพลตฟอร์มกำหนดต่อร้านค้า โดยพิจารณาว่าอาจเป็น “การปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม” ที่สร้างความเสียหายแก่ผู้ประกอบธุรกิจรายอื่นภายใต้มาตรา 57 ของ พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 https://www.facebook.com/share/p/1BsyE14d2K/

 

หลักนี้สอดคล้องกับแนวทางของ กขค. ที่มองว่าพฤติกรรมทางการค้าซึ่งสร้างความเสียหายแก่คู่ค้าโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร อาจเข้าข่ายกฎหมายการแข่งขันได้ 

 

“5 คำถามตรวจสอบว่ากำลังถูกเอาเปรียบหรือไม่”

 

1. เราได้เลือกเองจริงหรือไม่?

 

ถ้าถูกนำเข้าร่วมโปรโมชั่น บริการเสริม แคมเปญ คูปอง หรือระบบส่วนลดโดยอัตโนมัติ หรือไม่ได้ให้ความยินยอมอย่างชัดเจน นี่เป็นสัญญาณแรกที่ควรตรวจสอบ

 

2. เรารู้เงื่อนไขก่อนตัดสินใจหรือไม่?

 

ค่าใช้จ่าย ส่วนลดที่ร้านต้องรับภาระ GP ค่าธรรมเนียม เงื่อนไขการถอนตัว และผลกระทบต่อร้านควรถูกแจ้งอย่างชัดเจนก่อนเข้าร่วม หากเงื่อนไขสำคัญมาปรากฏภายหลัง SME ควรตั้งคำถามทันที

 

3. เราสามารถออกจากข้อตกลงได้จริงหรือไม่?

 

คำวินิจฉัยนี้น่าสนใจตรงที่ไม่ได้มองเพียง “เข้าร่วมอย่างไร” แต่ยังมองถึง “ออกอย่างไร” ด้วย หากสมัครง่ายเพียงหนึ่งคลิก แต่ยกเลิกยาก ต้องผ่านหลายขั้นตอน มีเวลารอ หรือถูกบังคับให้อยู่ต่อจนสิ้นสุดรอบ นั่นอาจสะท้อนความไม่สมดุลของอำนาจต่อรอง

 

4. ต้นทุนหรือความเสี่ยงถูกผลักมาให้เราเพียงฝ่ายเดียวหรือไม่?

 

เช่น แพลตฟอร์มเป็นผู้ตัดสินใจจัดโปรโมชั่น แต่ร้านค้าต้องรับส่วนลดทั้งหมด ถูกเพิ่มค่าใช้จ่ายโดยไม่สามารถปฏิเสธ หรือมีการเปลี่ยนเงื่อนไขที่กระทบ margin โดยไม่มีทางเลือกที่สมเหตุสมผล จุดนี้ควรบันทึกไว้ เพราะประเด็นสำคัญของกฎหมายคือผลเสียที่เกิดขึ้นแก่ผู้ประกอบธุรกิจรายอื่น ไม่ใช่เพียงว่ามีสัญญาอยู่หรือไม่

 

5. ถ้าเราไม่ยอม เราจะถูกลงโทษทางธุรกิจหรือไม่?

 

เช่น อันดับค้นหาตก การมองเห็นลดลง เข้าแคมเปญไม่ได้ เสียสิทธิพิเศษ ถูกจำกัดการเข้าถึงลูกค้า หรือมีผลกระทบอื่นที่ทำให้ในทางปฏิบัติ “ปฏิเสธไม่ได้” เรื่องนี้สำคัญมากในเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม เพราะอำนาจต่อรองไม่ได้อยู่แค่ในสัญญา แต่สามารถอยู่ใน algorithm, ranking, visibility และระบบ incentive ได้ด้วย

 

ดังนั้น หลักง่ายที่สุดที่ SME ควรจำจากคำวินิจฉัยนี้คือ

 

อย่าเพิ่งคิดว่า “ก็แพลตฟอร์มเขากำหนดมาแบบนี้” เพราะสิ่งที่อยู่ใน Terms & Conditions ไม่ได้แปลว่าเป็นธรรมเสมอไป และการกดยอมรับก็ไม่ได้ทำให้พฤติกรรมที่ไม่เป็นธรรมกลายเป็นธรรมโดยอัตโนมัติ

 

คำวินิจฉัยครั้งนี้จึงมีความหมายต่อ SME มากกว่าเรื่องของบริษัทหนึ่งราย
เพราะมันกำลังสร้างหลักคิดใหม่ว่า ผู้ประกอบการบนแพลตฟอร์มก็มีสิทธิที่จะได้รับกติกาที่เป็นธรรม มีสิทธิที่จะรู้ มีสิทธิที่จะเลือก และมีสิทธิที่จะปฏิเสธ
 

 

และผมคิดว่านี่คือสิ่งที่ SME ควรเริ่มถามทุกครั้งก่อนกด “เข้าร่วมโปรโมชั่น”

 

ถ้าเราไม่ได้เป็นคนเลือก เราออกไม่ได้ และเราต้องเป็นคนจ่ายทั้งหมด — เรายังเรียกว่าการค้าระหว่างคู่ค้าที่เป็นธรรมได้  จริงหรือไม่?

 

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1151023881027192&id=100083587725699&mibextid=wwXIfr&rdid=BV1R8VErcd1Wn6Zq#

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” ถกทูตอินเดีย ดันฐานร่วมผลิต-ลงทุน เชื่อม 2 ประเทศสู่ซัพพลายโลก

“ศุภจี” ถกทูตอินเดีย ดันฐานร่วมผลิต-ลงทุน เชื่อม 2 ประเทศสู่ซัพพลายโลก