
“ศุภจี” วางโจทย์ SME เปิดตลาดแล้วไปต่อ ใช้ FTA ขยายธุรกิจสู่ตลาดโลก
"ศุภจี" ชู 64 SMEs ต้นแบบจาก Boost up SMEs สู่ตลาด FTA สร้างมูลค่าเจรจา 571 ล้านบาท ย้ำไม่หยุดแค่เปิดตลาด ต้องโตต่อในตลาดโลก
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีมอบเกียรติบัตรแก่ผู้ประกอบการที่ผ่านการนำเสนอแผนธุรกิจ จำนวน 64 ราย ภายใต้โครงการ “Boost up SMEs สู่ตลาด FTA”
นางศุภจี กล่าวว่า SMEs เป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่ของประเทศเป็นธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง โดยในจำนวนบริษัทที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในประเทศไทยเกือบ 1 ล้านราย มากกว่า 90% เป็นผู้ประกอบการรายเล็ก แต่สร้างรายได้ให้ประเทศในสัดส่วนประมาณ 34–35%
ขณะที่ผู้ประกอบการส่งออกของไทยมีประมาณ 30,000 ราย และกว่า 22,000 รายเป็นผู้ประกอบการรายเล็ก หรือประมาณ 80% ของผู้ส่งออกทั้งหมด แต่สร้างรายได้จากการส่งออกในสัดส่วนประมาณ 14% สะท้อนถึงความจำเป็นในการยกระดับศักยภาพของ SMEs ให้สามารถเติบโตได้เต็มศักยภาพ
“สิ่งที่เราต้องการผลักดันคือ ทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการเกิดได้ง่าย และโตได้เร็ว ไม่ใช่เกิดแล้วต้องหายไปหรือเติบโตได้ยาก กระทรวงพาณิชย์และ สสว. จึงต้องร่วมกันเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ ให้สามารถแข่งขันได้ในโลกที่มีการแข่งขันสูงขึ้น พร้อมทำให้กฎระเบียบและการเข้าถึงโอกาสต่าง ๆ ง่ายขึ้น และเอื้อให้ผู้ประกอบการสามารถเติบโตได้มากขึ้น”
สำหรับโครงการ “Boost up SMEs สู่ตลาด FTA” เป็นความร่วมมือระหว่างกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม มีเป้าหมายในการยกระดับขีดความสามารถของ SMEs และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อขยายตลาดต่างประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม
นางศุภจี กล่าวต่อว่า ความสำเร็จของโครงการในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเริ่มต้นที่สำคัญ โดยมีผู้ประกอบการเข้าร่วมอบรมในเบื้องต้นประมาณ 450 ราย ก่อนคัดเลือกและพัฒนาอย่างเข้มข้น จนเหลือผู้ประกอบการที่สามารถเข้าสู่กระบวนการเปิดตลาดและเจรจาธุรกิจ จำนวน 64 ราย ซึ่งสามารถจับคู่ธุรกิจใน 3 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย นอร์เวย์ และสวิตเซอร์แลนด์ รวมกว่า 170 คู่ และสร้างมูลค่าการเจรจาซื้อขายรวมกว่า 571 ล้านบาท
“แม้วันนี้จะเป็นผู้ประกอบการเพียง 64 ราย แต่หากเราไม่เริ่มจากจุดนี้ เราจะก้าวต่อไปได้อย่างไร ทุกความสำเร็จต้องเริ่มจากจุดเล็ก ๆ ก่อน ขอแสดงความชื่นชมและยินดีกับผู้ประกอบการทั้ง 64 รายที่ผ่านกระบวนการอย่างเข้มข้น และสามารถสร้างธุรกิจได้จริง”
พร้อมกันนี้ นางศุภจี ได้ฝาก 3 มุมมองสำคัญให้ผู้ประกอบการนำไปต่อยอด ได้แก่
1. เปิดมุมมองให้กว้างกว่าตลาดเดิม โดยตลาดโลกยังมีโอกาสอีกมาก ผู้ประกอบการต้องมองหาตลาดใหม่ ๆ ทั้งในมิติของประเทศและการพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละตลาด
2. ใช้ประโยชน์จาก FTA ให้เต็มศักยภาพ เพราะ FTA เป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และรายเล็ก โดยหัวใจสำคัญอยู่ที่การเข้าใจตลาดและการปรับตัวให้สามารถแข่งขันได้
3. ไม่หยุดเพียงการเปิดตลาด แต่ต้องต่อยอดและเติบโตในตลาดนั้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยการพัฒนาสินค้า บริหารจัดการ และสร้างความสามารถในการแข่งขันให้สอดคล้องกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
“โลกยังเปลี่ยนต่อไป ไม่มีอะไรหยุดนิ่ง ทั้งความซับซ้อนและวิกฤตต่าง ๆ ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เราจึงต้องพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง ไม่ควรหยุดอยู่แค่อินเดีย นอร์เวย์ หรือสวิตเซอร์แลนด์ เพราะโลกยังกว้างอีกมาก และกระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้าทำ FTA และเปิดตลาดให้มากขึ้น ผู้ประกอบการเองก็ต้องไม่หยุดนิ่ง เพราะสูตรที่เคยสำเร็จในอดีต อาจไม่ตอบโจทย์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต”
นอกจากนี้ นางศุภจี ได้ขอให้ผู้ประกอบการทั้ง 64 ราย ทำหน้าที่เป็น Role Model และแรงบันดาลใจให้กับ SMEs ไทย ที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก โดยถ่ายทอดประสบการณ์และสร้างความเชื่อมั่นว่า หากมีการพัฒนาศักยภาพและได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสม SMEs ไทยก็สามารถก้าวออกสู่ตลาดโลกและประสบความสำเร็จได้
กระทรวงพาณิชย์จะทำหน้าที่เป็น “ลมใต้ปีก” สนับสนุนผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ทั้ง สสว. ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME D Bank) ในด้านแหล่งเงินทุน และการพัฒนาศักยภาพ
ด้านนางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า กรมการค้าต่างประเทศได้นำคณะผู้ประกอบการ SMEs ไทยเดินทางไปเปิดตลาด เจรจาจับคู่ธุรกิจ และสำรวจตลาดใน 3 ประเทศเป้าหมาย ได้แก่ สาธารณรัฐอินเดีย ราชอาณาจักรนอร์เวย์ และสมาพันธรัฐสวิส โดยเกิดการจับคู่เจรจาธุรกิจรวม 177 คู่ และสร้างมูลค่าการเจรจาซื้อขายรวม 571,688,652 บาท แบ่งเป็น อินเดีย 91,839,900 บาท นอร์เวย์ 386,986,752 บาท และสวิตเซอร์แลนด์ 92,862,000 บาท
กลุ่มสินค้าที่ได้รับการตอบรับในตลาดเป้าหมาย ได้แก่ อาหารและเกษตรแปรรูป/เกษตรนวัตกรรม อาทิ ข้าวไทยคุณภาพ ผลไม้อบแห้งพรีเมียม ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ เครื่องดื่ม อาหารแช่แข็ง และอาหารสัตว์เลี้ยง กลุ่มสุขภาพและความงาม เช่น สกินแคร์ เซรั่ม และผลิตภัณฑ์เวชสำอาง รวมถึงกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์และอุตสาหกรรม เช่น เครื่องประดับและอัญมณี เฟอร์นิเจอร์ งานคราฟต์ สินค้าเด็ก ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์/ไฟ LED
นอกจากนี้ผู้ประกอบการยังได้ลงพื้นที่สำรวจตลาดและศึกษาดูงานกับผู้ประกอบการชั้นนำในแต่ละประเทศ อาทิ ศูนย์ค้าส่ง LOTS Wholesale Solutions และเครือข่ายค้าปลีก US Dollar Store ในอินเดีย ผู้นำเข้าสินค้าเอเชียรายใหญ่ Asian Food ในนอร์เวย์ รวมถึงการนำเสนอสินค้าต่อ Category Manager ของ Migros บริษัทค้าปลีกรายใหญ่ของสวิตเซอร์แลนด์ และศึกษาระบบโลจิสติกส์ของ DSV เพื่อสร้างเครือข่ายและต่อยอดความร่วมมือทางการค้าในระยะยาว
นางอารดา กล่าวต่อว่า กรมการค้าต่างประเทศจะเดินหน้าส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพ SMEs ไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จาก FTA ได้อย่างเต็มที่ ขยายตลาดใหม่ เพิ่มโอกาสทางการค้า และสร้างความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในตลาดโลก







