posttoday
เมย์-วาสนา ชี้กับดัก “ขายดีแต่เจ๊ง” สเกลธุรกิจต้องรู้กำไร ไม่ใช่แค่ยอดขาย

เมย์-วาสนา ชี้กับดัก “ขายดีแต่เจ๊ง” สเกลธุรกิจต้องรู้กำไร ไม่ใช่แค่ยอดขาย

27 สิงหาคม 2569

“ขายดีแล้วเจ๊งก็มี!” เมย์-วาสนา ถอดบทเรียนสเกลอัพธุรกิจ อย่าดูแค่ยอดขาย ต้องรู้กำไร เกมอีคอมเมิร์ซโหดกว่าที่คิด ขาย 100 ล้าน อาจเหลือกำไรแค่ 5 ล้าน

ในสมรภูมิอีคอมเมิร์ซ ที่ความเร็วคืออาวุธและยอดขายคือหน้าตา หลายคนมักติดกับดักการวัดความสำเร็จเพียงแค่ "ตัวเลขหน้าจอ"

 

อย่างไรก็ตาม กรณีศึกษาของ BioActive+ ภายใต้การนำของ “ดร.วาสนา อินทะแสง” หรือที่คนรู้จัก “เมย์-วาสนา” ได้พิสูจน์ให้เห็นว่ายอดขายระดับพันล้านอาจเป็นเพียง "ภาพลวงตาที่อันตราย" หากปราศจากโครงสร้างที่แข็งแรง 

 

บทความนี้จะถอดบทเรียนจากการสูญเสียเงินกว่า 70 ล้านจากปัจจัยที่คุมยาก รวมถึงความไม่รู้ ของ Bioactive+ และกลยุทธ์การพลิกบทบาทผู้นำ สู่ "Architect" เพื่อสร้างธุรกิจที่เติบโตอย่างแท้จริง ผ่านการแชร์ข้อมูลของ “เมย์-ดร.วาสนา” บนเวที Digital SME Conference Thailand 2026 

 

ระวัง “ขายดีแล้วเจ๊ง” 

 

ดร.วาสนา กล่าวว่า ประเทศไทยมี SME ประมาณ 3.2 ล้านราย มีบทบาทสำคัญทั้งด้านการจ้างงาน การสร้างรายได้ และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สะท้อนให้เห็นถึงขนาดและความสำคัญของธุรกิจ SME ต่อระบบเศรษฐกิจไทย

 

ดังนั้น การทำให้ธุรกิจสามารถเติบโตและขยายขนาดได้ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการเพิ่มยอดขาย แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจและเศรษฐกิจโดยรวม เพราะเมื่อธุรกิจเติบโต ย่อมหมายถึงการสร้างรายได้ การจ้างงาน และมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องระวังคือ “การทำให้มากขึ้น” ไม่ได้หมายความว่าจะเท่ากับ “การสเกลธุรกิจ” เสมอไป หลายธุรกิจอาจเข้าใจว่าการสเกลคือการผลิตสินค้าเพิ่ม เพิ่มจำนวน SKU เพิ่มคน เพิ่มช่องทางขาย เพิ่มการรับรู้ หรือเพิ่มงบโฆษณาและการเข้าถึงลูกค้า แต่การเพิ่มทุกอย่างอาจไม่ได้ทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ

 

เมย์-วาสนา ชี้กับดัก “ขายดีแต่เจ๊ง” สเกลธุรกิจต้องรู้กำไร ไม่ใช่แค่ยอดขาย

กับดักที่สำคัญคือภาวะ “ขายดีแล้วเจ๊ง” เพราะยอดขายที่เพิ่มขึ้นไม่ได้แปลว่ากำไรจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ตัวอย่างเช่น ธุรกิจที่เธอทำกับ เชน-ธนา มียอดขายสูงถึง 3,000 ล้านบาท แต่กลับขาดทุน 500 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนว่า “ยอดขาย” ไม่ใช่ตัวชี้วัดเดียวของการสเกลธุรกิจ

 

การสเกลจึงต้องเริ่มจากการวางกลยุทธ์ให้ชัดเจน และมองตัวเลขทางการเงินเป็นองค์ประกอบสำคัญ ทั้งการทำ Forecast การพิจารณา Bottom Line และการนำ P&L มาวิเคราะห์ เพื่อประเมินว่าธุรกิจมีศักยภาพที่จะขยายได้มากแค่ไหน โดยเฉพาะในช่วงที่ยอดขายกำลังเติบโตและมีโอกาสเพิ่ม SKU หรือขยายช่องทางใหม่

 

เบื้องหลังยอดขาย 1.5 พันล้าน

 

ดร.วาสนา ยกกรณีของ BioActive+ เป็นตัวอย่างของการตัดสินใจสเกลธุรกิจ โดยช่วงเริ่มต้นบริษัทลงทุนประมาณ 25 ล้านบาท ทั้งที่ยังไม่มีรายได้ และมีพนักงานเพียง 4 คน แต่ภายในเวลา 1 ปี สามารถขยายทีมเป็น 140 คน และสร้างยอดขายประมาณ 1,500 ล้านบาทภายใน 7-8 เดือน พร้อมจำหน่ายสินค้าได้ราว 3 ล้านกล่อง

 

เบื้องหลังการเติบโตดังกล่าว จุดเปลี่ยนสำคัญไม่ได้อยู่ที่การเพิ่ม “สินค้า” หรือ “คน” เท่านั้น แต่คือการตัดสินใจของเจ้าของธุรกิจในการวางระบบและเตรียมเงินทุนให้พร้อมสำหรับการขยายตัว

 

ดร.วาสนา เล่าว่า ในช่วงเปิดตัวผลิตภัณฑ์ บริษัทตัดสินใจเพิ่มเงินลงทุนจากทุนจดทะเบียน 25 ล้านบาท เป็นประมาณ 300 ล้านบาท หรือเพิ่มเงินลงทุนอีกราว ๆ กว่า 200 ล้านหลังเปิดตัวผลิตภัณฑ์เพียง 1 เดือน เพราะมองเห็นว่าความต้องการของตลาดกำลังพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว และหากรอให้กระแสชัดเจนกว่านี้ อาจไม่ทันต่อจังหวะของตลาด

 

เมย์-วาสนา ชี้กับดัก “ขายดีแต่เจ๊ง” สเกลธุรกิจต้องรู้กำไร ไม่ใช่แค่ยอดขาย

 

แม้ว่า การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความเห็นที่แตกต่างจากผู้ถือหุ้นเดิม โดยท้ายที่สุดเหลือผู้ถือหุ้นที่เห็นด้วยกับการลงทุนเพียงประมาณ 1 คนครึ่ง สะท้อนว่าการสเกลธุรกิจในบางจังหวะจำเป็นต้องอาศัยทั้งการวิเคราะห์ข้อมูล อำนาจในการตัดสินใจ และ “Gut Feeling” ของผู้ประกอบการ

 

“บางจังหวะมันต้อง All in ถ้าเรารู้สึกว่าใช่ และเป็นจังหวะที่ใช่ เราต้องกล้าตัดสินใจ เพราะเราไม่รู้ว่าจังหวะแบบนี้จะกลับมาอีกเมื่อไหร่” ดร.วาสนา กล่าว

 

อีกปัจจัยที่ทำให้การตัดสินใจเกิดขึ้นได้รวดเร็ว คือโครงสร้างการบริหารที่แตกต่างจากองค์กรขนาดใหญ่ โดยการเพิ่มเงินลงทุนครั้งสำคัญอาจสามารถตัดสินใจได้ภายในเพียง 1 ครั้ง ใช้เวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง 

 

ขณะที่หากเป็นองค์กรขนาดใหญ่ การตัดสินใจลงทุนระดับดังกล่าวอาจต้องผ่านกระบวนการอนุมัติหลายขั้นตอนและใช้เวลานานกว่านั้น

 

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจไม่ได้เกิดจากความกล้าเพียงอย่างเดียว แต่มี “Blueprint” หรือภาพของธุรกิจที่วางไว้ในใจอยู่แล้ว รวมถึงความเชื่อว่าหากธุรกิจอื่นสามารถทำสิ่งที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ได้ บริษัทก็มีโอกาสทำได้เช่นกัน

 

ใครก็เข้าอีคอมเมิร์ซได้ แต่จะอยู่ได้นานไหม?

 

ดร.วาสนา กล่าวอีกว่า ปัจจุบันการเข้าสู่ตลาดอีคอมเมิร์ซไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพราะใครก็สามารถเข้ามาขายสินค้าได้ แต่คำถามคือ เมื่อเข้ามาแล้ว ธุรกิจจะสร้าง “คุณค่า” อะไรให้กับตลาดและลูกค้าได้ การสร้างคุณค่าจึงต้องเริ่มจากการเข้าใจลูกค้าอย่างชัดเจน ไม่ใช่เริ่มจากคำถามว่า “เราจะขายอะไร” เพราะหากยังไม่รู้ว่าใครคือกลุ่มลูกค้า หรือไม่สามารถสร้างภาพ Persona ของลูกค้าออกมาได้ ธุรกิจก็อาจผิดตั้งแต่จุดเริ่มต้น

 

ที่ผ่านมาเราจึงเห็นแบรนด์จำนวนไม่น้อยที่เข้ามาขายในตลาดได้เพียง 2-3 เดือน หรือบางรายอยู่ได้ประมาณ 1 ปี ก่อนจะหายไปจากตลาด เพราะไม่สามารถสร้างการซื้อซ้ำ หรือ Repeat ได้

 

สิ่งที่สำคัญกว่าการหาลูกค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง คือการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้ากับแบรนด์ ซึ่งจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ดังกล่าวคือ “Trust” หรือความไว้วางใจ เมื่อแบรนด์สามารถสร้างความเชื่อมั่นจนเกิด Brand Love ได้ ลูกค้าจะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยสร้าง Organic Growth และการซื้อซ้ำให้กับธุรกิจ

 

เมย์-วาสนา ชี้กับดัก “ขายดีแต่เจ๊ง” สเกลธุรกิจต้องรู้กำไร ไม่ใช่แค่ยอดขาย

 

ประเด็นนี้ยิ่งสำคัญในตลาดอีคอมเมิร์ซปัจจุบัน เพราะการแข่งขันที่สูงขึ้นทำให้ Margin ของผู้ประกอบการลดลงอย่างมาก จากในอดีตที่ยอดขาย 100 ล้านบาทอาจสร้างกำไรได้ในระดับสูง 100 ล้าน ปัจจุบันยอดขาย 100 ล้านบาท แต่เหลือกำไรเพียง 5-10 ล้านบาทก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ดีแล้ว เนื่องจากต้นทุนทั้งด้านแพลตฟอร์ม การตลาด และการแข่งขันด้านราคาสูงขึ้น

 

ดังนั้น หากธุรกิจยังต้องพึ่งพาการซื้อโฆษณาและโปรโมชั่นเพื่อสร้างยอดขายอย่างต่อเนื่อง ก็มีความเสี่ยงที่จะติดอยู่ในวงจรการแข่งขันกับแพลตฟอร์ม จนท้ายที่สุดยอดขายเพิ่มแต่กำไรไม่เพิ่ม หรือกลายเป็นภาวะ “ขายดีแต่ขาดทุน”

 

ในทางกลับกัน หากสามารถสร้าง Trust และ Brand Love จนเกิดฐานลูกค้าที่กลับมาซื้อซ้ำ รวมถึงเกิด Organic Growth ได้ ธุรกิจก็จะสามารถลดการพึ่งพาการตลาดแบบเสียค่าใช้จ่าย และมีโอกาสยกระดับ Bottom Line หรือสร้าง Loyalty ผ่านโปรแกรมต่าง ๆ ได้มากขึ้น

 

กรณีของ BioActive+ สะท้อนแนวทางดังกล่าวได้อย่างชัดเจน โดยในปีที่ผ่านมา บริษัทสามารถทำกำไรได้ในระดับที่ดี ส่วนหนึ่งมาจากการเติบโตแบบ Organic ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้งบการตลาดในสัดส่วนที่สูง ขณะที่บริษัทให้ความสำคัญกับการ Empower ทีมงาน และใช้พลังของผู้บริโภคที่มีความรักและความเชื่อมั่นต่อแบรนด์เป็นแรงขับเคลื่อนหลัก

 

"ความไม่รู้" คือราคาที่แพงที่สุด

 

ทั้งนี้ ไม่ใช่แค่ความสำเร็จ ดร.วาสนา ยังได้แชร์บทเรียนความผิดพลาดว่า ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคมที่ผ่านมา Bioactive Plus เผชิญกับวิกฤตที่ไม่ได้เกิดจากคู่แข่ง แต่เกิดจาก "ช่องโหว่ของแพลตฟอร์ม" และความผิดพลาดจากระบบขนส่ง

 

BioActive+ คือแบรนด์แรกๆ ในกลุ่มอาหารเสริมที่โดนมิจฉาชีพโจมตีผ่าน TikTok โดยการกดสั่งซื้อสินค้าจำนวนมหาศาลซ้ำๆ แล้วกดยกเลิกในจังหวะที่สินค้าออกจากคลังไปแล้ว ทำให้แบรนด์ต้องรับภาระค่าขนส่งฟรี และการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 70 ล้านบาท ภายในเวลาเพียง 2 เดือน

 

“จึงเป็นบทเรียนว่า เราห้ามดูแค่ยอดโอนเข้า ต้องปิดงบกำไรขาดทุนทุกเดือนเพื่อหาจุดรั่วไหล อย่าหลงเชื่อตัวเลข Dashboard จนกว่าเงินจะหักค่าธรรมเนียมและค่าตีกลับทั้งหมด ซึ่งความเสียหาย 70 ล้านบาทสอนให้รู้ว่าความไม่รู้คือราคาที่แพงที่สุด เจ้าของต้องลงไปดูตัวเลขด้วยตัวเองในทุกจุดเสี่ยง”

 

อีกหนึ่งบทเรียนคือ การเลือกพาร์ทเนอร์ เช่น การขยายตลาดไปมาเลเซียและเวียดนามของแบรนด์ กลายเป็นบทเรียนเรื่องกฎหมาย (Regulation) และทรัพย์สินทางปัญญา (IP)

 

กรณีของการเข้าไปทำตลาดในมาเลเซีย แม้ธุรกิจจะยังไม่ได้เริ่มดำเนินการอย่างจริงจัง แต่กลับต้องเผชิญกับปัญหาทางกฎหมายจากการเลือกพาร์ตเนอร์ที่ไม่ได้ตรวจสอบอย่างรอบคอบ ทั้งเรื่อง IP หรือทรัพย์สินทางปัญญา และประเด็นด้าน Legal ซึ่งถือเป็น Priority สำคัญในการขยายธุรกิจไปต่างประเทศ

 

บทเรียนสำคัญคือ “ความไม่รู้คือราคาที่แพงที่สุด” เพราะถ้าเรารู้ เรายังเตรียมตัวและป้องกันได้ แต่ถ้าไม่รู้เลย ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจนำไปสู่ความเสียหายที่ใหญ่กว่าที่คาดคิด

 

แม้แต่ผู้ประกอบการที่มีประสบการณ์และมั่นใจในธุรกิจของตัวเอง ก็ยังสามารถพลาดได้ เพราะเมื่อเข้าไปทำตลาดในประเทศใหม่ กติกาและเงื่อนไขทางธุรกิจอาจแตกต่างจากตลาดที่คุ้นเคยอย่างมาก

 

โดยเฉพาะตลาดอย่างมาเลเซียและเวียดนาม ซึ่งธุรกิจอาหารเสริมมีข้อกำหนดด้านกฎระเบียบแตกต่างจากตลาดเครื่องสำอางอย่างชัดเจน ทั้งเรื่องการขึ้นทะเบียนและข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแล หากพาร์ตเนอร์ในประเทศนั้นไม่มีความเข้าใจธุรกิจและกฎระเบียบอย่างแท้จริง ก็อาจทำให้ธุรกิจต้องเผชิญปัญหาตามมา

 

เมย์-วาสนา สร้างตัวเองเป็นสภาปนิก

 

ดร.วาสนา ย้ำว่า “ความไม่รู้” มีราคาแพงกว่าประสบการณ์อื่น ๆ อย่างมหาศาล และเป็นสิ่งที่อันตรายมากสำหรับการขยายธุรกิจ ดังนั้น หากจะ Expand สำหรับตัวเมย์เองจะไม่สร้างตัวเองให้เป็น “ฮีโร่” ขององค์กร แต่จะสร้างตัวเองให้เป็น “Architect” หรือสถาปนิกที่วางรากฐานของบริษัทให้แข็งแรง

 

สิ่งสำคัญคือการสร้าง DNA ขององค์กรให้ชัดเจน จนวันหนึ่งแม้ไม่มีฟาวน์เดอร์อยู่ บริษัทก็ยังสามารถเดินหน้าต่อได้ เพราะถ้าวันนี้ไม่มีเมย์แล้วบริษัทขับเคลื่อนไม่ได้ นั่นหมายความว่าเรายังสเกลธุรกิจไม่ได้

 

หน้าที่ของฟาวน์เดอร์จึงไม่ใช่การทำทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่ต้องสร้างระบบ สร้างวิสัยทัศน์ สร้างวัฒนธรรม และสร้าง DNA ที่สามารถถ่ายทอดไปยังคนในองค์กรได้

 

"DNA สำคัญที่เมย์ยึดถือมาตลอดคือตราบใดที่นกหวีดยังไม่เป่าหมดเวลา ทุกอย่างเป็นไปได้เสมอ ซึ่งเป็นสิ่งที่เมย์พยายามปลูกฝังให้กับทีมอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเจอปัญหาหรือข้อจำกัดแค่ไหน ตราบใดที่ยังไม่จบเกม เราก็ยังมีโอกาสที่จะทำให้สำเร็จได้"

 

จากนั้นต้องสร้างทีม Top Management ที่แข็งแรง มีคนที่มีความสามารถและได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสมกับความรับผิดชอบ พร้อมพัฒนาทีมผู้นำและวางโครงสร้าง Organization ให้พร้อม ก่อนที่จะเดินหน้าสเกลธุรกิจ

 

เพราะสุดท้ายแล้ว การสเกลไม่ได้เกิดจากการที่ฟาวน์เดอร์ทำงานหนักขึ้น แต่เกิดจากการสร้าง Teamwork และ Framework ที่แข็งแรง เมื่อระบบและทีมสามารถทำงานต่อได้ด้วยตัวเอง และ DNA ของฟาวน์เดอร์ถูกถ่ายทอดไปทั่วทั้งองค์กร เมื่อนั้นธุรกิจจึงจะสามารถเติบโตและขยายได้อย่างยั่งยืน

 

ข่าวล่าสุด

"ดร.มิ่งขวัญ" ชี้ไทยต้องเร่งสร้าง Growth Story สู้เวียดนาม ดึงเงินต่างชาติอยู่ยาว

"ดร.มิ่งขวัญ" ชี้ไทยต้องเร่งสร้าง Growth Story สู้เวียดนาม ดึงเงินต่างชาติอยู่ยาว