
“สมชัย” ตั้ง 4 ข้อสังเกตความโปร่งใส คดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง
“สมชัย ศรีสุทธิยากร” กังขาเดินเผชิญสืบอาจถูกจัดฉาก กรอบพิสูจน์แคบ ไต่สวนไม่รอบด้าน และเปิดประธาน กกต.ร่วมฟัง ก่อนศาลชี้ขาด 28 ก.ย. 2569
KEY
POINTS
- นายสมชัยตั้งข้อสังเกตว่าการเดินเผชิญสืบของศาลรัฐธรรมนูญอาจเป็นการจัดฉาก เนื่องจากมีการแจ้งล่วงหน้า ทำให้หน่วยงานที่ถูกตรวจสอบมีเวลาเตรียมการ
- มองว่ากรอบการพิสูจน์ของศาลแคบเกินไป โดยมุ่งตรวจสอบแค่การแยกเก็บหลักฐาน แต่ไม่ได้พิจารณาวิธีอื่นที่อาจใช้เชื่อมโยงผู้ลงคะแนนกับบัตรเลือกตั้งได้
- กังวลต่อกระบวนการไต่สวนพยานที่ไม่รอบด้านและอาจไม่เป็นธรรม จากการให้น้ำหนักพยานฝั่ง กกต. เป็นหลัก และการอนุญาตให้ประธาน กกต. เข้าร่วมรับฟังซึ่งอาจกดดันพยาน
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ตั้ง 4 ข้อสังเกตต่อความโปร่งใสในกระบวนการพิจารณาคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง หลังศาลรัฐธรรมนูญลงพื้นที่เดินเผชิญสืบ เพื่อตรวจสอบสถานที่จัดเก็บพยานหลักฐาน ก่อนนัดลงมติและอ่านคำวินิจฉัยวันที่ 28 กันยายน 2569
คดีดังกล่าวมีประเด็นสำคัญว่า การใช้บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งอาจทำให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลย้อนกลับไปถึงผู้ลงคะแนน และกระทบต่อหลักการลงคะแนนโดยลับตามรัฐธรรมนูญหรือไม่
การเดินเผชิญสืบมีเป้าหมายตรวจสอบว่า บัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้ว ต้นขั้วบัตร และบัญชีรายชื่อผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ถูกแยกจัดเก็บอย่างปลอดภัยตามคำชี้แจงของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือไม่
อย่างไรก็ตาม นายสมชัยเห็นว่า กระบวนการดังกล่าวยังมีข้อสงสัยที่ควรได้รับคำอธิบาย เพื่อให้คำวินิจฉัยเป็นที่ยอมรับและไม่เหลือข้อเคลือบแคลงในสังคม โดยแบ่งเป็น 4 ประเด็น ดังนี้
1. ห่วงเดินเผชิญสืบถูกจัดฉาก
นายสมชัยตั้งข้อสังเกตว่า การแจ้งกำหนดการและสถานที่ตรวจสอบล่วงหน้า อาจเปิดโอกาสให้หน่วยงานที่ถูกตรวจมีเวลาเตรียมสถานที่ รวมถึงจัดเก็บบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตร และเอกสารต่าง ๆ ให้เรียบร้อยก่อนคณะตุลาการเดินทางไปถึง
อดีต กกต. เห็นว่า หากต้องการตรวจสอบสภาพการจัดเก็บตามความเป็นจริง ควรเข้าตรวจโดยไม่แจ้งล่วงหน้า เพื่อลดข้อกังขาว่าภาพที่ปรากฏระหว่างการเดินเผชิญสืบเป็นสภาพปกติหรือผ่านการเตรียมการไว้แล้ว
2. มองกรอบพิสูจน์แคบเกินไป
ข้อสังเกตประการต่อมาคือ การตรวจสอบอาจจำกัดอยู่เพียงว่า บัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตร และบัญชีรายชื่อผู้มาใช้สิทธิถูกแยกจัดเก็บหรือไม่ ทั้งที่อาจมีวิธีอื่นในการเชื่อมโยงข้อมูลและตรวจสอบย้อนหลังว่าใครลงคะแนนให้ผู้สมัครคนใด
นายสมชัยอ้างถึงการสาธิต “การเลือกก๋วยเตี๋ยว” ซึ่งใช้ลำดับการเข้าใช้สิทธิ ประกอบกับภาพบัตรและบาร์โค้ดในช่วงนับคะแนน เพื่อแสดงให้เห็นว่าอาจระบุผลการลงคะแนนย้อนหลังได้ โดยไม่จำเป็นต้องนำหลักฐานทั้ง 3 ส่วนมาประกบกันโดยตรง
จึงเห็นว่า ศาลควรพิจารณาช่องทางอื่นที่อาจนำไปสู่การเชื่อมโยงตัวผู้ใช้สิทธิกับบัตรเลือกตั้งเพิ่มเติม ไม่ควรจำกัดกรอบอยู่เฉพาะคำชี้แจงเรื่องการแยกจัดเก็บหลักฐานของ กกต.
3. กังขาไต่สวนพยานไม่รอบด้าน
นายสมชัยตั้งข้อสังเกตว่า การไต่สวนที่ผ่านมาให้น้ำหนักกับพยานจาก กกต. และโรงพิมพ์เป็นหลัก ขณะที่ฝ่ายผู้ร้องได้รับโอกาสเข้าร่วมอย่างจำกัด โดยมีเพียงรองเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินเข้าร่วมรับฟัง
อดีต กกต. เห็นว่า หากต้องการให้กระบวนการพิจารณาครบถ้วนและเป็นธรรม ควรเปิดโอกาสให้ทั้งฝ่ายผู้ร้องและฝ่ายที่เกี่ยวข้องนำเสนอข้อมูลอย่างเท่าเทียม เพื่อให้ศาลได้รับฟังข้อเท็จจริงและข้อโต้แย้งจากทุกด้าน
4. ตั้งคำถามเปิดประธาน กกต.ร่วมฟัง
อีกประเด็นหนึ่งคือ การอนุญาตให้ประธาน กกต. ซึ่งไม่ได้มีสถานะเป็นพยานในคดี เข้าร่วมรับฟังการไต่สวน ขณะที่ฝ่ายผู้ร้องทำหนังสือขอเข้าร่วมรับฟัง แต่ไม่ได้รับอนุญาต
นายสมชัยมองว่า การเข้าร่วมของประธาน กกต. อาจสร้างแรงกดดันต่อพยานที่เป็นเจ้าหน้าที่ใต้บังคับบัญชา และทำให้ไม่สามารถตอบข้อเท็จจริงได้อย่างเป็นอิสระ โดยเฉพาะคำถามสำคัญว่าใครเป็นผู้สั่งให้พิมพ์บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง
จับตาคำวินิจฉัย 28 กันยายน
คดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้าย โดยศาลรัฐธรรมนูญกำหนดให้คู่ความยื่นคำแถลงปิดคดีภายในช่วงกลางเดือนกันยายน ก่อนนัดลงมติวันที่ 28 กันยายน 2569 เวลา 09.30 น. และอ่านคำวินิจฉัยในวันเดียวกัน เวลา 14.00 น.
ผลคำวินิจฉัยจะเป็นข้อยุติว่า ระบบบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งกระทบต่อหลักการลงคะแนนโดยลับหรือไม่ ขณะที่ข้อสังเกตของนายสมชัยมุ่งเรียกร้องให้กระบวนการพิจารณามีความรอบด้าน โปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนต่อระบบเลือกตั้งและกระบวนการยุติธรรม
แหล่งที่มาประกอบ : เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand







