
"ดร.มิ่งขวัญ" ชี้ไทยต้องเร่งสร้าง Growth Story สู้เวียดนาม ดึงเงินต่างชาติอยู่ยาว
"ดร.มิ่งขวัญ ทองพฤกษา" BBLAM ชี้สัญญาณตลาดหุ้นไทยเริ่มฟื้น ทั้ง Fund Flow–เงินบาท–ธีมลงทุนโลก แต่โจทย์ใหญ่ไม่ใช่แค่ดึงเงินเข้า แต่ต้องสร้าง Growth Story และแผนแม่บทระยะยาวให้ต่างชาติเชื่อว่าไทยมีอนาคต พร้อมแนะรัฐเปลี่ยน Mindset เชิงรุก มองคู่แข่งอาเซียน ดึงความสนใจต่างชาติแบบ Look at me, I’m beautiful.
KEY
POINTS
- "ดร.มิ่งขวัญ ทองพฤกษา" BBLAM ชี้สัญญาณตลาดหุ้นไทยเริ่มฟื้น ทั้ง Fund Flow - เงินบาท - ธีมลงทุนโลก
- แต่โจทย์ใหญ่ไม่ใช่แค่ดึงเงินเข้า แต่ต้องสร้าง Growth Story และแผนแม่บทระยะยาวให้ต่างชาติเชื่อว่าไทยมีอนาคต
- พร้อมแนะรัฐเปลี่ยน Mindset เชิงรุก มองคู่แข่งอาเซียน ดึงความสนใจต่างชาติแบบ Look at me, I’m beautiful.
ท่ามกลางความพยายามของประเทศไทยในการเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติ งาน Thailand Focus 2026 ไม่ได้สะท้อนเพียงภาพตลาดหุ้นที่กำลังฟื้นตัว
แต่ยังเปิดให้เห็นโจทย์สำคัญกว่า นั่นคือ...ประเทศไทยจะทำอย่างไรให้เงินทุนที่ไหลเข้ามาในระยะสั้น กลายเป็นเงินลงทุนระยะยาวได้จริง
"โพสต์ทูเดย์" ชวนฟังมุมมองของ "ดร.มิ่งขวัญ ทองพฤกษา" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หน่วยงานกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) บัวหลวง จำกัด (BBLAM) ที่มองว่า ประเทศไทยกำลังมีโอกาสจากกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย
แต่โอกาสครั้งนี้จะเกิดประโยชน์สูงสุดก็ต่อเมื่อภาครัฐสามารถสร้างภาพใหญ่ทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน และทำให้นโยบายทุกระดับเดินไปในทิศทางเดียวกัน
เงินลงทุนมองหาประเทศที่ใช่
"ดร.มิ่งขวัญ" มองว่า การจัดงาน Thailand Focus 2026 ควรสอดรับกับภาพรวมของนโยบายรัฐบาล โดยเฉพาะการผลักดันการลงทุนให้เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย
เพราะเมื่อมองโครงสร้าง GDP ในปัจจุบัน การลงทุนถือเป็นหนึ่งในปัจจัยที่จะช่วยสร้างแรงส่งใหม่ให้เศรษฐกิจไทยได้ ดังนั้น สิ่งที่ตลาดทุนต้องการเห็นจึงไม่ใช่เพียงนโยบายระดับบน แต่ต้องเห็นการเชื่อมโยงลงมาถึงระดับกลางและระดับอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรม
พูดง่ายๆ คือ นโยบายระดับประเทศต้องต่อกับนโยบายระดับเซกเตอร์ และเซกเตอร์ต้องต่อกับโอกาสทางธุรกิจ หากองค์ประกอบทั้งหมดเดินไปในทิศทางเดียวกัน นักลงทุนก็จะประเมินประเทศไทยได้ง่ายขึ้น และตัดสินใจลงทุนได้ง่ายขึ้นเช่นกัน
ไทยเริ่มกลับมาอยู่ในเรดาร์
อีกด้านหนึ่งที่น่าสนใจคือ แม้นักลงทุนจำนวนไม่น้อยยังมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดต่างประเทศ แต่ผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทยในปีนี้กลับไม่ได้ด้อยกว่าตลาดสำคัญในภูมิภาคมากนัก
ประเทศไทยกำลังอยู่ในจังหวะที่น่าสนใจ เพราะขณะที่ตลาดบางแห่งปรับตัวขึ้นไปก่อนแล้วเริ่มพักฐาน ตลาดไทยซึ่งเคยถูกมองข้ามกลับกำลังทยอยฟื้นตัว
เมื่อเงินทุนเริ่มหมุนจากตลาดที่ Outperform ไปหาตลาดที่ยัง Underperform จึงเกิดโอกาสที่เรียกได้ว่า "โชคสองเด้ง" สำหรับตลาดไทย ทั้งจากราคาสินทรัพย์ที่ยังไม่แพงมากเมื่อเทียบกับบางตลาด และจากกระแสเงินทุนที่กำลังมองหาจุดหมายใหม่
กลุ่มที่ได้รับความสนใจยังสอดคล้องกับธีมการลงทุนระดับโลก เช่น Data Center รวมถึงหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่มธนาคาร
ขณะเดียวกัน การที่ดอลลาร์อยู่ในช่วงพักฐานต่ำกว่าระดับ 100 เป็นอีกปัจจัยที่ต้องจับตา เพราะเมื่อนักลงทุนต่างชาติทำกำไรจากตลาดต่างประเทศแล้ว เงินบางส่วนมีโอกาสหมุนเข้าสู่ตลาดที่ยังมีศักยภาพในการฟื้นตัว
และหนึ่งในตลาดนั้นคือประเทศไทย แต่คำถามสำคัญกว่าคือ เข้ามาแล้วจะอยู่ไหม? นี่คือจุดที่ "ดร.มิ่งขวัญ" มองว่า ประเทศไทยต้องตอบโจทย์ให้ได้
เพราะการดึงเงินต่างชาติเข้ามาเพียงระยะสั้นไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด สิ่งที่ประเทศไทยต้องสร้างให้ได้คือ Growth Story หรือเรื่องราวการเติบโตระยะยาว ที่แข็งแรงพอจะทำให้นักลงทุนเชื่อว่า เงินที่เข้ามาวันนี้สามารถอยู่ต่อได้อีกหลายปี
ในมุมมองของ "ดร.มิ่งขวัญ" ประเทศไทยกำลังแข่งขันอยู่บนเวทีเดียวกับประเทศในอาเซียน ทั้ง มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม
นักลงทุนต่างชาติไม่ได้มองไทยแบบโดดเดี่ยว แต่จะนำประเทศเหล่านี้มาเปรียบเทียบกันว่าประเทศไหนมีองค์ประกอบทางเศรษฐกิจดีที่สุดและประเทศไหนให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าที่สุด
"เราไม่ได้โดดเด่นแบบสหรัฐฯ ที่นักลงทุนอาจมองเป็นตลาดเอกเทศ แต่ไทยมีคู่แข่งอยู่ตลอดเวลา"
และคู่แข่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในเวลานี้คือ "เวียดนาม"
เวียดนามตั้งเป้าหมายการเติบโตของ GDP ไว้ในระดับสูงถึง 10% แม้จะยังต้องพิสูจน์ว่าจะทำได้จริงหรือไม่ แต่สิ่งสำคัญคือประเทศได้ประกาศเป้าหมายที่ชัดเจน พร้อมเดินหน้าการลงทุนและประสานนโยบายการคลังกับนโยบายการเงินอย่างใกล้ชิด
คำถามจึงย้อนกลับมาที่ประเทศไทยว่า เรามีเป้าหมายใหญ่ที่ชัดเจนพอหรือยัง?
ไทยต้องเปลี่ยนจาก "มองตัวเอง" เป็น "มองคู่แข่ง"
"ดร.มิ่งขวัญ" เสนอว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเปลี่ยน Mindset จากการมองปัจจัยภายในประเทศเป็นหลัก ไปสู่การมองออกไปข้างนอกมากขึ้น "Getting more aggressive, more intense, more competitive"
หรือพูดให้ตรงที่สุดคือ ประเทศไทยต้องเชิงรุก ดุดันและแข่งขันมากขึ้น ไม่ใช่เพียงถามว่า เราจะทำอะไรได้บ้าง? แต่ต้องถามด้วยว่า เพื่อนบ้านกำลังทำอะไร และเรายังสู้เขาได้หรือไม่?
นี่เป็นโจทย์ที่สำคัญ เพราะเงินทุนทั่วโลกสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างรวดเร็ว นักลงทุนไม่ได้จำเป็นต้องเลือกประเทศไทย หากมีประเทศอื่นที่ให้ผลตอบแทน ความเสี่ยง และโอกาสการเติบโตที่ดีกว่า
FX คืออีกชิ้นส่วนที่จะตัดสินว่าเงินต่างชาติจะอยู่ยาวหรือไม่?
นอกจากตลาดหุ้นแล้ว อีกปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กันคือ "ค่าเงินบาท" สำหรับนักลงทุนต่างชาติ ผลตอบแทนไม่ได้มาจากราคาหุ้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่อง FX Gain เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
หากค่าเงินมีเสถียรภาพ นักลงทุนสามารถนำเงินดอลลาร์เข้ามาแลกเป็นเงินบาท ลงทุนในสินทรัพย์ไทย และเมื่อถอนเงินกลับ หากยังได้รับประโยชน์จากอัตราแลกเปลี่ยน ก็จะยิ่งเพิ่มแรงจูงใจให้เงินทุนอยู่ในประเทศไทยนานขึ้น
ที่สำคัญ เงินต่างชาติไม่ได้จำเป็นต้องเข้าสู่ตลาดหุ้นทันที! นักลงทุนอาจนำเงินเข้ามาพักในตลาดตราสารหนี้เพื่อรับผลตอบแทนก่อน เมื่อเห็นว่าตลาดหุ้นมีแนวโน้มที่ดีจึงค่อยสลับเงินเข้าสู่ตราสารทุน
ดังนั้น การขับเคลื่อนตลาดทุนไทยจึงไม่ใช่เรื่องของหุ้นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเห็น องค์คาพยพทั้งตลาดเงิน ตลาดตราสารหนี้ ตลาดหุ้น และนโยบายค่าเงินที่ทำงานประสานกัน
สิ่งที่ไทยขาด อาจไม่ใช่ "นโยบาย" แต่คือ "แผนใหญ่"
เมื่อถามถึงสิ่งที่อยากเห็นจากรัฐบาล "ดร.มิ่งขวัญ" ให้น้ำหนักกับนโยบายที่มีลักษณะ Country Centric คือยึดผลประโยชน์ของประเทศเป็นศูนย์กลาง แต่ในขณะเดียวกันต้องสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นในภูมิภาคได้
นโยบายควรมีทั้งความสร้างสรรค์ ความชัดเจน และกระจายประโยชน์ไปยังทุกระดับของระบบเศรษฐกิจ สิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นคือการที่แต่ละหน่วยงานต่างคนต่างทำ หรือ หัวมงกุฎท้ายมังกร ซึ่งสุดท้ายแล้วนโยบายแต่ละส่วนไม่เชื่อมต่อกัน
ประเทศไทยเคยมีภาพใหญ่เช่นนี้มาแล้ว ตั้งแต่ Eastern Seaboard, S-Curve, Super S-Curve และ EEC แต่โจทย์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือ นักลงทุนต้องการเห็นว่า เครื่องยนต์ตัวต่อไปของประเทศไทยคืออะไร
Data Center เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เพราะประเทศไทยสามารถเกาะกระแสการลงทุนระดับโลกได้ทัน แต่ในมุมของ "ดร.มิ่งขวัญ" ประเทศไม่ควรรอให้โอกาสเกิดขึ้นแล้วจึงเข้าไปคว้า ประเทศไทยควรสร้างโอกาสขึ้นมาเอง
แก้กฎอย่างเดียวอาจไม่พอ
แม้ภาครัฐกำลังเดินหน้าปรับปรุงกฎระเบียบ ลดข้อจำกัด และเพิ่มความคล่องตัวในการทำธุรกิจ แต่สิ่งที่ "ดร.มิ่งขวัญ" อยากเห็นมากกว่านั้นคือ แผนแม่บทระยะยาวที่ได้รับการรับรองในระดับรัฐบาล
เพราะการแก้ปัญหาหน้างานช่วยให้ธุรกิจเดินเร็วขึ้น แต่ไม่ได้สร้างภาพใหญ่ให้นักลงทุนเห็นว่า ประเทศไทยจะเดินไปทางไหนในอีก 5-10 ปีข้างหน้า
"ดร.มิ่งขวัญ" ยกตัวอย่าง "เกาหลีใต้" ที่ออกกฎหมายด้าน AI และเชื่อมโยงการทำงานของหลายกระทรวงเข้าด้วยกัน มีเป้าหมายและตัวชี้วัดร่วมกัน ซึ่งช่วยสร้างความต่อเนื่องของนโยบาย แม้รัฐบาลจะเปลี่ยนแปลง
นี่คือสิ่งที่นักลงทุนต่างชาติต้องการเห็น ไม่ใช่เพียงการแก้กฎระเบียบทีละข้อ แต่คือ การประกาศภาพใหญ่ที่ทำให้นักลงทุนเชื่อว่าทิศทางดังกล่าวจะเดินต่อได้ในระยะยาว
"มองฉันสิ ฉันสวยนะ"
ประโยคหนึ่งที่สะท้อนมุมมองของ "ดร.มิ่งขวัญ" ได้อย่างชัดเจน คือ Look at me, I'm beautiful.
ในความหมายเชิงเศรษฐกิจ ไม่ใช่การบอกว่าไทยต้องดูดีที่สุดในทุกด้าน แต่ต้องมีจุดขายที่ชัดเจนจนสามารถส่งสัญญาณให้นักลงทุนทั่วโลกหันกลับมามองประเทศไทย
เพราะการแก้กฎระเบียบข้อย่อยอาจช่วยลดอุปสรรคในการลงทุน แต่ไม่สามารถสร้าง Story ระดับประเทศได้
สิ่งที่สามารถสร้างแรงกระเพื่อมได้มากกว่าคือการประกาศว่า...นี่คือแผนการลงทุนฉบับใหม่ของประเทศไทย ที่รวบรวมอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร พลังงาน Supply Chain และมาตรการสนับสนุนเข้าด้วยกัน
นั่นต่างหากคือจุดขายที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับเงินทุนระยะยาว
เงินลงทุนมาแล้ว แต่ Ecosystem ต้องพร้อม
ในเวทีเสวนา ไทยก้าวสู่บทใหม่: ดิจิทัลและข้อมูล กลไกสำคัญแห่งการเติบโต "ดร.มิ่งขวัญ" สะท้อนว่า สัญญาณการลงทุนจากต่างชาติยังมีอยู่จริง และภาคเอกชนยังเห็นประเทศไทยเป็นจุดหมายการลงทุน
แต่สิ่งที่จะทำให้ความสนใจดังกล่าวเพิ่มขึ้นคือ Policy Facilitation หรือการทำให้ระบบต่างๆ เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจมากขึ้น
ตัวอย่างสำคัญคือเรื่อง บุคลากร กรณีของ Lumentum ที่ต้องทำงานร่วมกับสถาบันการศึกษาเพื่อพัฒนาหลักสูตรด้าน Photonic Engineering ให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม
สะท้อนว่า การดึงดูด FDI ไม่สามารถจบแค่การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีหรือการอนุมัติโครงการ แต่ต้องมีทั้ง คน + Supply Chain + Infrastructure + Ecosystem
เมื่อทุกอย่างเชื่อมต่อกัน การลงทุนจึงจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและฝังรากอยู่ในประเทศไทยได้จริง
พลังงาน..เดิมพันใหญ่อุตสาหกรรมใหม่
อีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องจับตาคือการลงทุนราว 2 แสนล้านบาทเพื่อปรับโครงสร้างด้านพลังงาน
เพราะสำหรับอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ใหม่ ไม่ว่าจะเป็น Data Center หรืออุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง พลังงานไม่ได้เป็นเพียงต้นทุน แต่เป็น Key Input ของการแข่งขัน
นักลงทุนต้องการทั้งความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ต้นทุนที่แข่งขันได้ และความชัดเจนเรื่องพลังงานสะอาด
หากประเทศไทยสามารถเชื่อมโยงเรื่องพลังงานเข้ากับนโยบายอุตสาหกรรมและการลงทุนได้ ก็จะกลายเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของ Growth Story
Tactical View ดีขึ้น แต่ Strategic View ยังต้องพิสูจน์!!
ภาพในระยะสั้นจึงถือว่าดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้ง Fund Flow ค่าเงินบาท และความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ
"ดร.มิ่งขวัญ" มองว่า Tactical View ของไทยดีขึ้น แต่สิ่งที่ตลาดยังรอคือการเปลี่ยนจาก Tactical Positive ไปสู่ Positive Strategic View นั่นหมายถึง นักลงทุนไม่ได้มองเพียงว่า ปีนี้หุ้นไทยน่าสนใจ แต่ต้องเริ่มเชื่อว่า ประเทศไทยกำลังกลับมาเป็นประเทศที่น่าลงทุนในระยะยาว
และจุดเปลี่ยนสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ SET Index เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ประเทศไทยจะสามารถสร้างเรื่องราวการเติบโตใหม่ให้แข็งแรงเพียงใด เพราะสุดท้ายแล้ว เงินทุนอาจเข้ามาเพราะเห็นโอกาสจากตลาดหุ้น แต่สิ่งที่จะทำให้เงินก้อนนั้น อยู่ต่อ สร้างโรงงาน สร้าง Supply Chain จ้างคน และลงทุนเพิ่ม คือความเชื่อมั่นว่า ประเทศไทยมีอนาคตที่ชัดเจน
โจทย์ของ Thailand Focus 2026 อาจไม่ใช่เพียงการบอกโลกว่า Thailand is back แต่ต้องทำให้นักลงทุนทั่วโลกหันกลับมาแล้วพูดว่า Thailand? Look at me, I'm beautiful.







