
ARDA ชูวิจัยจัดการน้ำ-ปุ๋ยแม่นยำ หั่นต้นทุน “สับปะรดบ้านคา” ทะลุ 93 ล้าน ยกระดับสินค้า GI ไทยสู่เวทีโลก
พลิกโฉม “สับปะรดบ้านคา” ด้วยนวัตกรรมต้านแล้ง ARDA ชูวิจัยจัดการน้ำ-ปุ๋ยแม่นยำ หั่นต้นทุนทะลุ 93 ล้าน ยกระดับสินค้า GI ไทยสู่เวทีโลก
เมื่อพูดถึงผลไม้เศรษฐกิจที่ทำรายได้เข้าประเทศมหาศาล "สับปะรด" คือชื่อที่ติดอันดับต้นๆ เสมอ ปัจจุบันไทยถือเป็นหนึ่งในมหาอำนาจด้านการส่งออกสับปะรดและผลิตภัณฑ์แปรรูปรายใหญ่ของโลก
โดยข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ระบุว่า ในปี 2567 ไทยส่งออกสับปะรดกระป๋องมูลค่าสูงถึง 325.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตขึ้น 7.14% จากปีก่อนหน้า และกวาดส่วนแบ่งในตลาดโลกได้มากถึง 30.8%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนศักยภาพที่แข็งแกร่งของอุตสาหกรรมสับปะรดไทยได้อย่างชัดเจน ทว่าเบื้องหลังความสำเร็จและตัวเลขการส่งออกที่ดูแข็งแกร่ง เกษตรกรผู้ปลูกกลับต้องแบกรับปัญหาหนักหน่วง
ทั้งต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูง ภัยแล้งที่ยากจะคาดเดา รวมถึงปัญหาคุณภาพผลผลิตที่ไม่คงที่ วิกฤตเหล่านี้บีบให้เกษตรกรหลายรายถึงขั้นถอดใจ ต้องลดพื้นที่เพาะปลูก หรือหันไปปลูกพืชชนิดอื่นแทน
ปัญหาที่ชาวไร่ต้องแบกรับ
ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี 2567 ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยเหลือพื้นที่เก็บเกี่ยวสับปะรดอยู่ราว 310,631 ไร่ โดยหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญคือ "อำเภอบ้านคา" จังหวัดราชบุรี แหล่งผลิต "สับปะรดบ้านคา" สินค้าขึ้นชื่อที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI)
ด้วยสภาพภูมิประเทศที่เป็นที่ราบสูง ดินทราย และมีปริมาณฝนค่อนข้างน้อย พื้นที่แห่งนี้จึงเอื้อต่อการปลูกสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวียเป็นอย่างมาก จนกลายเป็นสายพันธุ์หลักที่ครองพื้นที่เพาะปลูกกว่าร้อยละ 80 ของทั้งจังหวัด ซึ่งปัจจุบันเฉพาะในอำเภอบ้านคา มีพื้นที่ปลูกสับปะรดรวมกันถึงประมาณ 110,000 ไร่
ทว่าความท้าทายที่เกษตรกรต้องเผชิญคือ ปัญหาภัยแล้งที่มักกินเวลายาวนาน โดยเฉพาะภาวะฝนทิ้งช่วง 3-4 เดือน ซึ่งอาจสร้างความเสียหายให้กับผลผลิตได้เกินกว่าครึ่ง นอกจากนี้ การขาดแคลนน้ำในช่วงสำคัญของการเจริญเติบโต ยังส่งผลให้สับปะรดโตไม่ได้มาตรฐาน ผลผลิตตกเกรด และมีสัดส่วนผลไม้ที่ไม่ได้คุณภาพสูงถึงร้อยละ 25-30
นอกเหนือจากวิกฤตภัยแล้งแล้ว ปัญหา "สารตกค้าง" นับเป็นอีกหนึ่งความท้าทายใหญ่ การเร่งอัดปุ๋ยไนโตรเจนปริมาณมากเพื่อหวังบำรุงต้นสับปะรด กลับกลายเป็นผลเสียที่ทำให้สาร "ไนเตรต" เข้าไปสะสมอยู่ในผลผลิต
ขณะที่โรงงานแปรรูปและตลาดส่งออกมีข้อกำหนดที่เข้มงวด โดยจะรับซื้อเฉพาะผลผลิตที่มีไนเตรตตกค้างไม่เกิน 25 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ทว่าผลผลิตราวร้อยละ 20-25 กลับมีสารตกค้างเกินมาตรฐาน สถานการณ์ดังกล่าวบีบให้เกษตรกรต้องยอมถูกกดราคา หรือจำใจชะลอการเก็บเกี่ยวออกไป ซึ่งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล
นวัตกรรมนำทางสู่การจัดการแบบ "แม่นยำ"
เพื่อหาทางออกและต่อลมหายใจให้ชาวไร่สับปะรด สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA ได้สนับสนุนทุนวิจัยแก่ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง นำโดย ผศ.ดร.สุทธิรักษ์ อ้วนศิริ เพื่อขับเคลื่อนโครงการ "การพัฒนาเทคโนโลยีการจัดการน้ำและไนเตรตที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มคุณภาพการผลิตสับปะรดของจังหวัดราชบุรี"
เป้าหมายหลักของงานวิจัยนี้ คือการพลิกโฉมวิถีเกษตรดั้งเดิมที่ต้องคอยพึ่งพาฟ้าฝน ให้ก้าวสู่ระบบ "เกษตรแม่นยำ" (Precision Agriculture) โดยโฟกัสที่ 2 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ น้ำและธาตุอาหาร
ทีมวิจัยได้ลงพื้นที่พัฒนาระบบให้น้ำที่จำลองลักษณะฝนตก เพื่อให้น้ำกระจายตัวครอบคลุมทั้งบริเวณกาบใบและผิวดินรอบรากอย่างทั่วถึง โดยนำเครื่องมือมาประยุกต์ใช้หลากหลายรูปแบบ ทั้งระบบสปริงเกอร์ ท่อน้ำพุ่ง และระบบฉีดพ่นบูมสเปรย์บนรถกระบะ
ควบคู่ไปกับการวิเคราะห์สภาพดินเพื่อปรับสูตรปุ๋ยให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงการเจริญเติบโตของสับปะรด นอกจากนี้ ยังชูเทคนิคสำคัญคือการงดให้ปุ๋ยไนโตรเจนล่วงหน้า 2 เดือนก่อนพืชออกดอก เพื่อป้องกันปัญหาการสะสมของสารไนเตรตในผลผลิตมากเกินมาตรฐาน
ลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพ ยกระดับรายได้
ความสำเร็จจากการนำเทคโนโลยีการจัดการรูปแบบใหม่มาทดลองและใช้งานจริงในพื้นที่อำเภอบ้านคา ส่งผลดีอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการผลิตใน 1 รอบได้อย่างเป็นรูปธรรม จากเดิมที่ต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 30,299 บาทต่อไร่ สามารถลดลงเหลือเพียง 29,445 บาทต่อไร่
เทคโนโลยีนี้ช่วยเกษตรกรประหยัดต้นทุนไปได้เฉลี่ย 854 บาทต่อไร่ สะท้อนให้เห็นว่าการบริหารจัดการน้ำและปุ๋ยอย่างเป็นระบบ ช่วยลดความสูญเปล่าของปัจจัยการผลิต ทั้งยังประหยัดค่าแรงงานทางอ้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์เรื่องการลดต้นทุน แต่คุณภาพของผลผลิตที่ได้ก็อยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม สับปะรดมีขนาดสม่ำเสมอตรงตามความต้องการของโรงงานแปรรูป และที่สำคัญคือ ผลผลิตกว่า 75% ผ่านเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยจากการตรวจหาปริมาณสารไนเตรตตกค้าง ซึ่งช่วยปลดล็อกข้อจำกัดทางการค้าได้อย่างตรงจุด
จนถึงขณะนี้ โครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จในการสร้าง "กลุ่มเกษตรกรต้นแบบ" แล้วถึง 20 ราย ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกกว่า 1,700 ไร่ พร้อมทั้งเดินหน้าผลักดันให้แปลงปลูกสับปะรดเข้าสู่กระบวนการขอรับรองมาตรฐานความปลอดภัย (GAP) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
หากนำเทคโนโลยีการจัดการน้ำและไนเตรตนี้ไปขยายผล และประยุกต์ใช้ครอบคลุมพื้นที่ปลูกสับปะรดทั้งอำเภอบ้านคากว่า 110,000 ไร่ จะช่วยลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรในภาพรวมได้สูงกว่า 93 ล้านบาทต่อรอบการปลูก
โปรเจกต์นี้จึงไม่ใช่แค่งานวิจัยที่ทำเสร็จแล้วเก็บไว้บนหิ้ง แต่เป็นการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีลงพื้นที่มาประยุกต์ใช้จริงในแปลงปลูก เพื่อแก้ปัญหาปากท้องให้เกษตรกรอย่างตรงจุด ทั้งยังเป็นก้าวสำคัญในการพลิกโฉม "สับปะรดบ้านคา GI" จากผลผลิตที่เคยอ่อนไหวต่อสภาพอากาศ
ให้ก้าวขึ้นเป็น "สินค้าเกษตรมูลค่าสูง" ที่เปี่ยมด้วยคุณภาพและปลอดภัยต่อผู้บริโภค ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจระดับฐานราก แต่ยังพร้อมผลักดันผลผลิตเกษตรไทยให้ไปแข่งขันบนเวทีตลาดโลกได้อย่างเต็มภาคภูมิ







