
สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน
ไทยพึ่งพาพลังงานนำเข้าสูงเกือบ 10% ของ GDP สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียรภาพ เปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด ดึงเอกชนลงทุน พร้อมเชื่อมตลาดคาร์บอนอาเซียน
KEY
POINTS
- กระทรวงการคลังเสนอยุทธศาสตร์ 3 ด้าน (สร้างเสถียรภาพ-เปลี่ยนผ่าน-ลงทุน) เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า เช่น การเปลี่ยนการอุดหนุนราคาเป็นแบบเจาะจงกลุ่ม และการส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อป
- เสนอให้กลุ่มประเทศอาเซียนสร้างความร่วมมือทางการเงินเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงตลาดคาร์บอนและระดมทุนในระดับภูมิภาค
- ชี้ว่าการลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นคงและภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจของประเทศจากความผันผวนของราคาพลังงานโลก
ในการประชุม IMF-World Bank Annual Meetings 2026 เวทีเสวนาหัวข้อ “Financing a Resilient Green Economy” นายสันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เสนอแนวทางใช้ภาคการเงินเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว โดยชี้ว่า วิกฤตราคาพลังงานที่เกิดขึ้นสะท้อนชัดว่า การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมกับการสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะยิ่งลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า เศรษฐกิจก็ยิ่งรับมือความผันผวนจากภายนอกได้ดีขึ้น
นายสันติธารระบุว่า ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนสูงเกือบ 10% ของ GDP โดยส่วนใหญ่มาจากตะวันออกกลาง ทำให้ความผันผวนของราคาพลังงานโลกส่งผลต่อต้นทุนเศรษฐกิจและภาระการคลัง การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดจึงไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นโจทย์สำคัญด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ
กระทรวงการคลังจึงวางยุทธศาสตร์ขับเคลื่อน 3 ด้าน ได้แก่ 1.Stabilize สร้างเสถียรภาพ, 2.Transition เปลี่ยนผ่าน และ 3.Invest ลงทุน เพื่อบรรเทาผลกระทบระยะสั้น พร้อมเร่งปรับโครงสร้างพลังงานในระยะยาว
ด้าน Stabilize จะปรับจากการอุดหนุนราคาพลังงานแบบทั่วถึง มาเป็นการช่วยเหลือแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย เพื่อลดภาระต้นทุนประชาชนและภาคธุรกิจ โดยไม่เพิ่มภาระงบประมาณตามความผันผวนของราคาน้ำมันโลกมากเกินไป
ด้าน Transition จะใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสนับสนุนครัวเรือนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ควบคู่กับการปรับกฎระเบียบโครงข่ายไฟฟ้าให้ประชาชนเข้าถึงระบบสายส่งได้ง่ายขึ้น เปิดทางให้ครัวเรือนและธุรกิจขนาดเล็กไม่ต้องเป็นเพียงผู้ใช้ไฟฟ้า แต่สามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองและส่งไฟฟ้าส่วนเกินเข้าสู่ระบบได้
ส่วนด้าน Invest จะเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและระบบสายส่งอัจฉริยะ พร้อมดึงเงินทุนเอกชนเข้ามาร่วมเปลี่ยนผ่าน โดยไทยเตรียมลงนามโครงการเมืองคาร์บอนต่ำ (Low Carbon City Project) กับธนาคารโลกและธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) เพื่อปรับปรุงอาคาร โรงงาน และเขตอุตสาหกรรมด้วยระบบจัดการพลังงานดิจิทัลที่สามารถวัดผลการลดคาร์บอนได้จริง และนำข้อมูลไปต่อยอดเชื่อมโยงกับตลาดคาร์บอนระดับสากล
ชี้เงินทุนอย่างเดียวไม่พอ ต้องปลดล็อก 3 ข้อจำกัด
นายสันติธารกล่าวว่า การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้ติดขัดเฉพาะเรื่องเงินทุน แต่ยังมีอุปสรรค 3 ด้าน ได้แก่ การขาดความตระหนักรู้และข้อมูลความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ การขาดแรงจูงใจให้ประชาชนและธุรกิจปรับตัว และการขาดศักยภาพในการพัฒนาโครงการที่สามารถขอสินเชื่อได้จริง
“การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้ติดขัดแค่เรื่องเงินทุน แต่ยังมี 3 ข้อจำกัดสำคัญ ทั้งการขาดข้อมูลและความตระหนักรู้เรื่องความเสี่ยง การขาดแรงจูงใจให้เกิดการปรับตัว และการขาดศักยภาพในการพัฒนาโครงการที่มีความพร้อมและดึงดูดเงินทุนได้จริง”
การแก้ปัญหาจึงต้องทำควบคู่กัน ทั้งการเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยง การกำหนดราคาให้สะท้อนความเสี่ยงอย่างเหมาะสม และการใช้เงินทุนภาครัฐร่วมกับเงินทุนเอกชนผ่านกลไกการเงินแบบผสมผสาน (Blended Finance) เพื่อทำให้โครงการด้านสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นได้จริง
ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านต้องยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยออกแบบนโยบายให้สอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงเกิดผลอย่างยั่งยืน
ชงอาเซียนเชื่อมตลาดคาร์บอน ระดมทุนรับมือโลกร้อน
ในระดับภูมิภาค นายสันติธารเสนอให้อาเซียนพิจารณาสร้างกลไกความร่วมมือทางการเงินเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะในช่วงที่สิงคโปร์จะเป็นประธานอาเซียนในปีหน้า ก่อนที่ไทยจะรับตำแหน่งต่อในปีถัดไป
ข้อเสนอมี 3 ด้าน ได้แก่ 1.การแบ่งปันข้อมูลและพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าเพื่อประเมินความเสี่ยงร่วมกัน 2.การเชื่อมโยงตลาดคาร์บอนระหว่างประเทศและทำให้มาตรฐานการเงินสีเขียวใช้ร่วมกันได้ และ 3.การระดมทรัพยากรทั้งเงินทุน ความเชี่ยวชาญ และการพัฒนาบุคลากร เพื่อเสริมความสามารถของภูมิภาคในการรับมือวิกฤตภูมิอากาศ
นายสันติธารมองว่า เป้าหมายสำคัญในอีก 5 ปีข้างหน้าไม่ใช่เพียงการลดการปล่อยคาร์บอน แต่ต้องพัฒนาคนและทักษะให้พร้อมกับเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวสร้างงานที่ดีและมีคุณภาพ เชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคการศึกษา และประชาชนให้เกิดผลในระยะยาว







