
เปิดตำนาน Hawell’s ไอศกรีมที่คนคิดว่าเป็นแบรนด์นอก ถึงวันที่ต้องหาคนรับช่วงต่อ
เปิดตำนาน “Hawell’s” ไอศกรีมแบรนด์ไทย ที่เคยรุ่งเรือง ขยายได้ถึง 22 สาขา ฝ่าวิกฤติมาหลายรอบ สู่วันที่ต้องประกาศหาคนรับช่วงต่อ
ถ้าพูดถึง “Hawell’s” หรือ “ฮาเวลส์” หลายคนอาจนึกว่าเป็นไอศกรีมแบรนด์ต่างประเทศ เพราะทั้งชื่อแบรนด์และภาพลักษณ์ดูอินเตอร์มาก แต่จริง ๆ แล้วนี่คือ แบรนด์ไอศกรีมสัญชาติไทย ที่เคยสร้างความคึกคักให้กับคนเดินห้าง โดยเฉพาะที่เซ็นทรัลปิ่นเกล้า ก่อนจะหายไปจากตลาดอยู่หลายปี
เรื่องของฮาเวลส์ต้องย้อนกลับไปที่ ดร.ษิริพงศ์ อัครศรียุกต์ คนที่ผูกพันกับไอศกรีมมาตั้งแต่เด็ก โดยที่ไม่สามารถขาดได้แม้แต่วันเดียว โดยเรื่องมีอยู่ว่า
ในทุกๆวันจะมีรถขายไอศกรีมผ่านหน้าบ้านวันละสองครั้งเช้าเย็น โดยคุณแม่จะซื้อให้วันละหนึ่งครั้งไม่ตอนเช้าก็ตอนเย็น แต่มีวันหนึ่งซึ่งตอนเช้าคุณแม่ก็ไม่ได้ซื้อให้และตอนเย็นก็ยังไม่ซื้อให้อีก
ทำให้เด็กคนนี้ร้องไห้ไม่หยุดตั้งแต่ตอน5โมงเย็นจนถึง 1 ทุ่ม จึงทำให้ชาวบ้านแห่มาดูกันทั้งหมู่บ้านว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งคุณแม่ต้องบอกกับทุกคนว่า ไม่รู้ว่าลูกเป็นอะไร
ซึ่งทั้งๆที่รู้อยู่เต็มอกว่า เพราะลูกไม่ได้กินไอศกรีมแต่ก็ไม่สามารถบอกใครได้ว่า ตนไม่มีเงินเหลือเลยแม้แต่สลึงเดียว หมอประจำหมู่บ้านจึงมากวาดยาให้ 2 รอบจึงหยุดร้องได้
ซึ่งคุณแม่ต้องแอบมาร้องไห้เพราะเจ็บใจตนเองที่ไม่มีเงินซื้อไอศกรีมให้ลูกกินได้ จากวันนั้นเด็กก็ได้ทานไอศกรีมไม่เคยขาดเลยแม้แต่วันเดียว
สะพายกระติกเดินขายไอศกรีม
จนกระทั่งอายุได้ 10 ขวบ จึงได้แอบพ่อแม่ไปขายไอศกรีมโดยสะพายกระติกและเขย่ากระดิ่งเดินขายจากอนุสาวรีย์หลักสี่ไปสะพานใหม่ดอนเมืองจนไปถึงวัดสายไหม ซึ่งจะแอบพ่อแม่ไปขายอย่างนี้ทุกครั้งในวันเสาร์อาทิตย์ ที่ต้องทำอย่างนี้เพราะส่วนหนึ่งอยากได้เงิน
แต่ส่วนใหญ่อยากเห็นเด็กๆวิ่งออกมาซื้อไอศกรีมอย่างมีความสุขมากกว่า พอจบม.6 ก็ไปทำงานที่พิซซ่าฮัทช่วงเรียนมหาวิทยาลัย
และเมื่อรู้ข่าวว่าผู้บริหารได้นำไอศกรีมสเวนเซ่นส์เข้ามาขายในประเทศไทย จึงได้รีบทำเรื่องขอย้ายไปอยู่ที่โรงงานผลิตไอศกรีมและได้ทำงานเป็นผู้ผลิตและชิมไอศกรีมทุกถังก่อนจะส่งไปจำหน่าย
ซึ่งพนักงานคนอื่นท้อที่จะชิม แต่สำหรับผู้ที่ชอบไอศกรีมแล้วไม่ย่อท้อเลย จึงได้ชิมไอศกรีมทุกวันๆละ1-3 คอว์ทอย่างมีความสุข และยังได้ร่วมกันกับทีมงานคิดค้นรสชาติใหม่ๆ เช่น รสมะม่วง เป็นต้น
ต่อมาจึงได้มาเป็นผู้บริหารและร่วมก่อตั้งไอศกรีมอังเคิลเรย์ และได้คิดค้นรสชาติมากถึง 60 รสชาติ จากนั้นได้มาเป็นผู้บริหารให้กับร้าน แดรี่ควีน (เครือพาราวินเซอร์) จนได้เลื่อนขั้นมาเป็น ผู้ช่วย เจนเนอรัล เมเนเจอร์ จนกระทั่งอายุ 24 ชีวิตกำลังรุ่งโรจน์ดูแลพนักงานมากมาย แต่ต้องกลับไปเหมือนเป็นเด็กอีกครั้งเมื่อจับได้ใบแดง จึงต้องไปเป็นทหารเกณฑ์
และได้เวลาที่จะต้องเป็นเจ้าของกิจการแล้ว จึงได้คิดค้นไอศกรีม และตั้งแบรนด์ไอศกรีมว่า “Is it Ice Cream” ต่อมาเปลี่ยนเป็น “Donald Rabbit” ขายไอศกรีมเค้กส่งถึงบ้านทั่วกรุงเทพอยู่หลายปี
จนมาถึงปี 2540 เกิดวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ทำให้คนจนลงอย่างกะทันหัน ทำให้ Donald Rabbit ต้องปิดกิจการไปด้วย เพราะลูกค้าส่วนใหญ่ถูกออกจากงานและปิดกิจการกันมากมาย
การเริ่มต้นภาค 1
จึงได้มีความคิดว่า เมื่อคนจนลง เราจะต้องขายของราคาถูกแต่คุณภาพสูง จึงได้คิดค้นไอศกรีมที่มีคุณภาพสูงแต่ราคาโดนใจ และที่สำคัญรสชาติต้องอร่อยกระชากวิญญาณกันเลยทีเดียว
โดยมุ่งหวังว่าในเวลาที่ทุกข์ยากลำบากแบบนี้ ถ้าใครได้ทานไอศกรีมนม เย็นๆเข้มข้นแสนอร่อย เชื่อว่าเขาจะมีความสุขอย่างแปลกประหลาด และจะได้ลืมความทุกข์ไปได้ในช่วงเวลาหนึ่ง
และในเดือน ธันวาคม 2542 จึงได้เปิดร้านไอศกรีม “Hawell’s” สาขาแรกที่ เซ็นทรัลปิ่นเกล้า ซึ่งลูกค้าให้การต้อนรับดีอย่างเกินความคาดหมายโดยในช่วงแรกๆวันเสาร์อาทิตย์ลูกค้าจะต่อคิวกันยาวเลย
โดยเฉพาะเด็กๆถ้ามาห้างแล้วก็จะไม่ยอมพลาดที่จะทานไอศกรีมฮาเวลส์อย่างเด็ดขาด และลูกค้าส่วนใหญ่เมื่อได้ชิมแล้วก็จะต้องตกใจและจะถอยหลังมาดูชื่อร้านว่า มันร้านอะไรกันนี่
โดยลูกค้าทุกคนก็จะคิดว่าเป็นแบรนด์จากเมืองนอกแน่นอน บ่อยครั้งที่ได้ยินลูกค้าถกเถียงกันว่ามาจากประเทศอะไร และภายใน 3 ปี ได้เปิดสาขามากถึง 22 สาขาในห้างกรุงเทพฯ ปริมณฑลและภาคกลาง
พอขายดีเกินไป เกิดปัญหากีดกันด้านพื้นที่ขายในห้างจากแบรนด์ใหญ่ และเกิดความเดือดร้อน จนฮาเวลส์ต้องทยอยปิดสาขาเพราะห้างไม่ต่อสัญญาทั้งๆ ที่ขายดี ถ้าจะต่อสัญญาก็ต้องไปขายในที่ๆ ไม่มีคนเดิน แต่ก็ไม่สามารถที่จะจัดการกับฮาเวลส์สาขาเซ็นทรัลปิ่นเกล้าได้
เพราะฮาเวลส์ไม่ได้เช่ากับทางห้างแต่ได้เช่ากับอดีตรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ซึ่งเป็นผู้เซ้งพื้นที่ต่อจากห้างอีกทีและผู้ให้เช่าก็เมตตาจะปกป้องคุ้มครองจนหมดสัญญาเซ้ง และวันหมดสัญญาเซ้งก็มาถึง
ฮาเวลส์สาขาเซ็นทรัลปิ่นเกล้าที่เปิดเป็นสาขาแรก และอยู่มายาวนานก็ได้ปิดเป็นสาขาสุดท้าย และได้ปิดฉากฮาเวลส์ภาค 1
การกลับมาภาค 2
หลังหายไปจากตลาดหลายปี Hawell’s กลับมาอีกครั้งในปี 2566 ด้วยการเปิดร้านสแตนด์อะโลนแห่งแรก “0001 ลำโพ” ที่บางบัวทอง พร้อมปรับโมเดลใหม่ให้เป็น “ไอศกรีมแอนด์ฟาสต์ฟู้ด” ไม่ได้ขายแค่ไอศกรีม แต่เพิ่มเมนูอาหารคาวอย่างพิซซ่าและสปาเกตตีข้าวซอย เพื่อสร้างรายได้ที่หลากหลายและทำให้โมเดลแฟรนไชส์มีความแข็งแรงมากขึ้น แต่ล่าสุดเรื่องราวของฮาเวลส์กำลังเดินมาถึงอีกหนึ่งจุดเปลี่ยน
เพราะ ดร.ษิริพงศ์ ประกาศว่า อีกประมาณ 2 ปี เขาจะออกจากชีวิตทางโลกเพื่อบวชและปลีกวิเวกอย่างจริงจัง หลังวางแผนเรื่องนี้มานานราว 15 ปี และเมื่อถึงเวลานั้น เขาตั้งใจจะไม่ติดต่อหรือพบเจอใคร แม้แต่ลูกและภรรยา เพื่อทุ่มเทให้กับการปฏิบัติธรรมนั่นจึงทำให้ฮาเวลส์ต้องเริ่มมองหา “คนรับช่วงต่อ”
https://www.posttoday.com/smart-sme/747434
ดร.ษิริพงศ์ ระบุว่า ต้องการส่งต่อกิจการให้กับคนที่รักไอศกรีมและมีศักยภาพในการดูแลแบรนด์ต่อไป เพราะสำหรับเขา ฮาเวลส์ไม่ใช่แค่ธุรกิจ แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและครอบครัว และสิ่งที่อยากเห็นหลังจากตัวเองออกจากธุรกิจ คือ ฮาเวลส์ยังเดินหน้าต่อ ลูกค้ายังได้กินไอศกรีมที่เขาตั้งใจทำ และสิ่งที่สร้างมากว่า 20 ปีได้รับการสืบทอดต่อไป
เปิดงบรายได้ "ฮาเวลส์"
ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่า มีนิติบุคคลที่ใช้ชื่อ “ฮาเวลส์” จำนวน 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท ฮาเวลส์ (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท ฮาเวลส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
สำหรับ บริษัท ฮาเวลส์ (ประเทศไทย) จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2542 ด้วยทุนจดทะเบียน 35 ล้านบาท ประกอบธุรกิจผลิตไอศกรีมและไอศกรีมหวานเย็น มีการรายงานข้อมูลระหว่างปี 2551-2555
โดยข้อมูลล่าสุดในปี 2555 มีรายได้หลักและรายได้รวม 6.93 ล้านบาท ขณะที่มีรายจ่ายรวม 7.59 ล้านบาท ส่งผลให้ขาดทุนสุทธิ 922,101 บาท
ส่วน บริษัท ฮาเวลส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 24 เม.ย. 2558 ด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท โดยปัจจุบันระบุประเภทธุรกิจเป็นการบำบัดและกำจัดของเสียที่ไม่เป็นอันตรายด้วยวิธีอื่น ๆ ซึ่งไม่ได้จัดประเภทไว้ในที่อื่น
มีข้อมูลผลประกอบการระหว่างปี 2561-2565 โดยปี 2565 ซึ่งเป็นข้อมูลล่าสุด ระบุว่ามีรายได้รวม 10,000 บาท รายจ่ายรวม 5,830 บาท และมีกำไรสุทธิ 4,170 บาท
ที่มาแหล่งข้อมูล : เพจ Hawell's, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า







