posttoday
SMART CITY  ในแนวทางของโลก ตอบโจทย์ประเทศไทยหรือไม่ ?

SMART CITY ในแนวทางของโลก ตอบโจทย์ประเทศไทยหรือไม่ ?

23 สิงหาคม 2569

"เคยสงสัยไหมครับว่า... ทั้งที่คนไทยเก่ง ทรัพยากรเราเยอะ แต่ทำไมประเทศเราถึงยังไปไม่สุดสักที?"

ปัญหาไม่ใช่ว่าเราไม่มี 'ของดี' แต่เราต่างคนต่างทำจนไร้พลัง! บทความนี้จะชวนคุณมาทลายกำแพงเดิมๆ แล้วมาค้นพบคำตอบผ่านแนวคิด "Thailand Multiverse" ปรากฏการณ์ที่จะเชื่อมโยงคนเก่ง ไอเดียเจ๋ง เทคโนโลยี และความเป็นไทย ให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนที่สะเทือนไปไกลระดับโลก

 

คลิกเข้ามาอ่านกันครับ! แล้วคุณจะรู้ว่าถึงเวลาที่เราจะเลิกเดินตามหลังใคร แต่มาช่วยกันสร้าง 'เกมใหม่' ที่ประเทศไทยจะเป็นผู้ชนะไปด้วยกัน! 

 

THAILAND MULTIVERSE ปฐมบทแห่งการเปลี่ยนผ่านประเทศไทย 

 

ประเทศไทยมีศักยภาพมากพอที่จะชนะในโลกใหม่หรือไม่?  หรือปัญหาที่แท้จริงคือเรายังไม่เคยทำให้ศักยภาพทั้งหมดของประเทศทำงานร่วมกัน?

 

ประเทศไทยกำลังเดินทางมาถึงจุดที่การตั้งคำถามเดิมไม่เพียงพออีกต่อไป

 

ที่ผ่านมา เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว จนถดถอย เราถามว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไร เมื่อคนตกงาน เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยน เราถามว่าจะแก้อย่างไร และเมื่อเมืองเติบโต เราถามว่าจะทำให้เป็น Smart City ได้อย่างไร ?

 

แต่ลองถอยออกมามองทั้งประเทศ เราอาจพบว่าคำถามที่ใหญ่กว่านั้น
 

 

ทำไมประเทศที่มีต้นทุนและ ทรัพยากรมากมาย กลับยังสร้างมูลค่าเพิ่มได้ไม่เต็มศักยภาพ?

 

ผมมองว่าประเทศไทยไม่ได้ขาดทรัพยากร ขาดคนเก่ง หรือขาดความคิด สิ่งที่ผมเห็นมาตลอดจากการทำงานด้านการพัฒนาเมือง อสังหาริมทรัพย์ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ การเชื่อมโยงภาคส่วนต่าง ๆ คือ ประเทศไทยมี “ของ” อยู่มาก แต่ยังถูกบริหารอยู่ในคนละระบบ คนละหน่วยงาน และคนละวิธีคิด วิธีทำ ไม่สอดรับ และ ทับซ้อน  

 

เมืองถูกมองเรื่องหนึ่ง ที่ดินถูกมองอีกเรื่องหนึ่ง การศึกษาถูกแยกจากธุรกิจ ธุรกิจแยกจากทุน เทคโนโลยีแยกจากคน ความคิดสร้างสรรค์แยกจากอุตสาหกรรม ขณะที่ทรัพยากรธรรมชาติยังขาดศักยภาพในการพัฒนาให้เป็นทุนระยะยาวของประเทศ เรายังขายผลผลิตการเกษตรเป็นวัตถุดิบ มากกว่าการพัฒนาสร้างมูลค่าเพิ่ม

 

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่เราไม่มีสิ่งเหล่านี้ แต่อยู่ที่ เรายังเชื่อมสิ่งเหล่านี้เข้าหากันไม่ดีพอ

 

นี่คือจุดเริ่มต้นของแนวคิด Thailand Multiverse

 

ผมไม่ได้ใช้คำว่า Multiverse เพื่อสร้างภาพอนาคตที่สวยงามเกินจริง แต่เพื่ออธิบายความจริงว่า ในประเทศไทย เรามีหลายระบบของคุณค่าดำรงอยู่พร้อมกัน ทั้งคน ความรู้ ธุรกิจ ทุน เมือง ที่ดิน ธรรมชาติ เทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ วัฒนธรรม และภูมิปัญญา แต่ละระบบมีศักยภาพของตัวเอง และหลายระบบประสบความสำเร็จอยู่แล้ว

 

SMART CITY  ในแนวทางของโลก ตอบโจทย์ประเทศไทยหรือไม่ ?

 

สิ่งที่เราต้องทำจึงไม่ใช่การสร้าง “จักรวาลใหม่” ที่เรียกว่า Smart city ขึ้นมา แต่คือการทำให้จักรวาลเหล่านั้น เชื่อมถึงกัน

 

เมื่อความรู้เชื่อมกับเทคโนโลยี เชื่อมกับธุรกิจ เชื่อมกับทุน เชื่อมกับคน เชื่อมกับโอกาส เมืองเชื่อมกับเศรษฐกิจ ความคิดสร้างสรรค์เชื่อมกับ IP และธรรมชาติเชื่อมกับเศรษฐกิจใหม่ สิ่งที่เกิดขึ้นจะกลายเป็นระบบคุณค่าใหม่ของประเทศไทย

 

ตรงนี้เองที่ผมมองว่า Creative Economy และ Sharing Economy ต้องเดินมาคู่กัน

 

ผมขับเคลื่อนแนวคิดนี้มาอย่างต่อเนื่องกว่าทศวรรษ เพราะ Creative Economy ทำหน้าที่สร้างคุณค่าใหม่ ขณะที่ Sharing Economy ทำหน้าที่เชื่อมคุณค่าเหล่านั้นเข้าหากัน ให้คน ทรัพยากร ความรู้ พื้นที่ ตลาด และโอกาสสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้มากขึ้น

 

เมื่อสองเครื่องยนต์นี้ทำงานร่วมกับ Technology, AI และ Data ความคิดสร้างสรรค์จะไม่ใช่เพียงเรื่องของศิลปะหรือคอนเทนต์ แต่สามารถกลายเป็นเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ได้ และเมื่อเกิดคุณค่าใหม่ เราต้องถามต่อทันทีว่า ใครเป็นเจ้าของคุณค่านั้น

 

นี่คือเหตุผลที่ IP Management ต้องถูกยกระดับจากเรื่องทางกฎหมายไปเป็นเรื่องยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ

 

ประเทศไทยไม่ควรเป็นเพียงประเทศที่สร้างของดีให้โลกนำไปสร้าง Brand ต่อ เราต้องสร้างระบบที่ทำให้คนไทยสามารถถือครองความคิด องค์ความรู้ Content Design Technology และ Brand ของตัวเอง และนำสิ่งเหล่านั้นไปสร้างมูลค่าระดับโลกได้

 

นี่คือการเดินทางจาก Thai Value ไปสู่ Global Value แต่การเปลี่ยนผ่านจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากเราไม่เริ่มจากคน

 

ประเทศไทยจำเป็นต้องลงทุนกับ Human Capital ในความหมายที่กว้างกว่าการศึกษา ทักษะ เพราะโลกยุคใหม่ไม่ได้ต้องการเพียงคนที่มีวุฒิการศึกษา แต่ต้องการคนที่คิดเป็น เรียนรู้เป็น สร้างเป็น ใช้เทคโนโลยีเป็น ทำงานร่วมกับผู้อื่นเป็น และสามารถเปลี่ยนความรู้ให้กลายเป็นคุณค่าได้

 

ดังนั้น Future Skills ต้องเป็นทักษะที่จับต้องได้จริง และการศึกษาต้องขยับจาก Education-to-Employment ไปสู่ Education-to-Opportunity

 

โดยเฉพาะเยาวชนและ New Wave Generation ต้องไม่ได้ถูกเตรียมไว้เพื่อ “รอเข้าสู่ระบบ” แต่ต้องได้รับพื้นที่ในการทดลอง สร้างธุรกิจ สร้างนวัตกรรม สร้าง IP และสร้างอนาคตของตัวเอง เพราะประเทศที่ดีไม่ใช่ประเทศที่มีคนเก่งเพียงไม่กี่คน

 

แต่คือประเทศที่ เปิดโอกาสให้คนจำนวนมากสามารถกลายเป็นคนที่สร้างคุณค่าได้

 

เมื่อมองเช่นนี้ เมืองจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของอาคาร ถนน หรือ Digital Infrastructure อีกต่อไป

 

จากประสบการณ์ด้านการพัฒนาเมืองและอสังหาริมทรัพย์ ผมเห็นว่า ที่ดินคือทุน เมืองคือ Platform และคนคือผู้สร้างคุณค่า

 

Smart City ในแบบของไทย จึงไม่ควรวัดจากจำนวน Sensor หรือ Application แต่ควรวัดจากความสามารถของเมืองในการสร้างโอกาส สร้างเศรษฐกิจ สร้างคุณภาพชีวิต และทำให้คุณค่าที่เกิดขึ้นกลับไปถึงผู้คน

 

นี่คือการขยับจาก Smart City ไปสู่ Smart Value City 

 

SMART CITY  ในแนวทางของโลก ตอบโจทย์ประเทศไทยหรือไม่ ?

 

 

เช่นเดียวกับธรรมชาติ ประเทศไทยมี Natural Capital และ Biodiversity ที่มีคุณค่าระดับโลก การมองป่า ทะเล น้ำ อาหาร ระบบนิเวศ หรือความหลากหลายทางชีวภาพเป็นเพียงสิ่งที่ต้องอนุรักษ์อาจไม่เพียงพออีกต่อไป

 

เราต้องสร้างเศรษฐกิจที่รักษาทุนเหล่านี้ไปพร้อมกับสร้างคุณค่า เช่น Bio Economy, Blue Economy, Carbon Economy, Wellness, Tourism และเศรษฐกิจจากองค์ความรู้ใหม่ หลักสำคัญคือ เราต้องสร้างมูลค่าโดยไม่ทำลายต้นทุนของอนาคต

 

เมื่อทุกเรื่องเริ่มเชื่อมกัน คำถามต่อมาจึงไม่ใช่ “ใครจะทำทั้งหมด” เพราะคำตอบคือ ไม่มีใครควรทำทั้งหมด

 

รัฐบาลมีหน้าที่กำหนดทิศทางและสร้างกติกา กระทรวงทำหน้าที่ตามความเชี่ยวชาญ ภาคเอกชนทำหน้าที่สร้างและขยายตลาด สถาบันการเงินจัดสรรทุน มหาวิทยาลัยสร้างองค์ความรู้ สภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า สมาคม สภาวิชาชีพ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และองค์กรรูปแบบใหม่ทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมต่อ

 

ขณะที่ประชาชนและชุมชนต้องเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างผลลัพธ์ ทุกคนไม่จำเป็นต้องทำเหมือนกัน แต่ทุกคนต้องเห็น ภาพความสำเร็จเดียวกัน

 

ตรงนี้เองที่แนวคิด Enterprise Architecture หรือ EA สามารถถูกยกระดับไปสู่ Nation Architecture หรือ NA

 

ในองค์กร EA ทำให้ Strategy, Structure, Process, People และ Technology เชื่อมกันเพื่อให้ทั้งองค์กรเดินไปในทิศทางเดียวกัน ประเทศไทยก็ต้องการสิ่งเดียวกันในระดับชาติ Thai Team ไม่ใช่ Siloed organization แบบที่เป็นมา

 

ไม่ใช่การตั้งองค์กรเพิ่ม ไม่ใช่การออกแผนใหม่มาทับแผนเดิม แต่เป็นการออกแบบ “สถาปัตยกรรมของประเทศ” ให้หน่วยงานและภาคส่วนที่มีอยู่สามารถเชื่อมต่อกันได้ และระบบแรงจูงใจไม่พาประเทศไปในทิศทางเดียวกัน

 

เมื่อทุกส่วนถูกจัดให้เชื่อมกัน เราจะเริ่มสร้าง Collective Intelligence ได้ และนี่คือหัวใจของ Single Transformation

 

ไม่ใช่การบังคับให้ทุกคนทำสิ่งเดียวกัน แต่ทำให้ทุกคนรู้ว่า สิ่งที่ตัวเองทำอยู่เชื่อมกับเป้าหมายของประเทศอย่างไร

 

“ทุกคนมีบทของตนเอง ที่สนับสนุนเชื่อมโยงถึงกัน”  หากเราทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ ประเทศไทยจะเริ่มขยับจาก “โครงการที่ประสบความสำเร็จ” ไปสู่การมี “ระบบที่สร้างความสำเร็จซ้ำได้” 

 

และตรงนั้นเองคือสิ่งที่ผมเรียกว่า Thailand Winning Zone 

 

ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องแข่งขันด้วยการเป็นประเทศอื่น เราไม่จำเป็นต้องพยายามเป็น Silicon Valley หรือแบบอย่างประเทศใด แต่เราต้องค้นหาให้พบว่า จุดบรรจบของความเป็นไทยกับความต้องการของโลกอยู่ตรงไหน

 

จุดที่ Creative Economy พบกับ Sharing Economy จุดที่ Human Capital พบกับ Technology

 

จุดที่ Thai Value พบกับ Global Market จุดที่ IP พบกับ Capital จุดที่เมืองพบกับผู้คน และจุดที่ Natural Capital พบกับเศรษฐกิจแห่งอนาคต Connect the Dots ประเทศไทยจะไม่ได้เพียง “ตามการเปลี่ยนแปลงของโลก”

 

แต่สามารถ ออกแบบตำแหน่งของตัวเองในโลกใหม่ได้

 

นี่จึงไม่ใช่ Utopia และไม่ใช่ความฝันที่ไม่มีฐานรองรับ มันคือการนำต้นทุนที่ประเทศไทยมีอยู่แล้ว มาจัดระบบใหม่ เชื่อมใหม่ และสร้างกลไกใหม่ สร้างเกมส์ของตัวเองที่เรามีแต้มต่อ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่วัดได้จริง 

 

คำถามสำคัญจึงกลับมาที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง

 

ประเทศไทยมีศักยภาพมากพอที่จะชนะในโลกใหม่หรือไม่ — หรือสิ่งที่เราขาดจริง ๆ ไม่ใช่ทรัพยากร แต่คือสถาปัตยกรรมที่จะทำให้ศักยภาพทั้งหมดของประเทศทำงานร่วมกัน?

 

ผมเชื่อว่าคำตอบอยู่ที่การเปลี่ยนจาก การบริหารประเทศแบบแยกส่วน ไปสู่การออกแบบประเทศแบบเชื่อมโยง

 

จาก Thai Value สู่ Global Value จาก Creative Economy สู่ Creative & Sharing Economy

 

จาก ความคิด จากปราชญ์ชุมชนสู่ IP
จาก Education สู่ Opportunity
จาก คนสู่ Human Capital

 

จาก Smart City สู่ Smart Value City
จาก ทรัพยากรสู่ Natural Capital
จาก Enterprise Architecture สู่ Nation Architecture

 

และจากความสำเร็จของแต่ละองค์กร ไปสู่ Single Transformation ของทั้งประเทศ

 

นี่คือเหตุผลที่ผมเรียกภาพใหญ่นี้ว่า

 

THAILAND MULTIVERSE  THE GREAT TRANSFORMATION

 

หลายความเป็นไปได้ หลายภาคส่วน หลายความเชี่ยวชาญ แต่มีเป้าหมายร่วมกันเพียงหนึ่งเดียว

 

ประเทศไทยที่สามารถสร้างคุณค่าจากความเป็นตัวเอง และเชื่อมคุณค่านั้นเข้ากับโลกได้อย่างเต็มศักยภาพ

 

นี่เป็นเพียง ปฐมบท จากนี้อีก 20 บท ผมจะค่อย ๆ เปิดแผนที่ของการเปลี่ยนผ่านในแต่ละมิติให้เห็นว่า อะไรต้องเปลี่ยน ใครควรเป็นเจ้าภาพ กลไกใดต้องถูกออกแบบใหม่ เทคโนโลยีจะเข้ามาอยู่ตรงไหน

 

คนรุ่นใหม่จะมีบทบาทอย่างไร ทุนจะไหลเข้าสู่ระบบอย่างไร และที่สำคัญที่สุดคือ เราจะวัดผลอย่างไรให้รู้ว่าประเทศไทยกำลังเปลี่ยนจริง

 

เพราะผมไม่ได้เชื่อว่าประเทศไทยต้องการ “ความฝันที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม”

 

ประเทศไทยต้องการ ความเป็นไปได้ที่ชัดเจนกว่าเดิม และกลไกที่ทำให้ความเป็นไปได้นั้นเกิดขึ้นจริง เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนประเทศไทยให้เป็นประเทศอื่น

 

เราต้องทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศไทยในเวอร์ชันที่ดีที่สุดของตัวเอง
และอาจถึงเวลาแล้วที่เราจะหยุดถามว่า “ประเทศไทยจะตามโลกอย่างไร?”
แล้วเริ่มถามคำถามที่สำคัญกว่านั้นว่า “ประเทศไทยจะสร้างคุณค่าอะไรให้โลกจากความเป็นประเทศไทย?”

 

เข้าใจไทย • เข้าใจโลก • ออกแบบอนาคตของเราเอง

 

สร้างคุณค่าจากความเป็นไทย เชื่อมความสามารถของคนไทย สู่คุณค่าระดับโลก

 

THAILAND MULTIVERSE — THE GREAT TRANSFORMATION

 

ปฐมบทจบลงตรงนี้

 

แต่การเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยเพิ่งเริ่มต้น

ข่าวล่าสุด

“อนุทิน” ลงพื้นที่น่าน เตรียมพื้นที่ท้ายน้ำรับมวลน้ำทันที

“อนุทิน” ลงพื้นที่น่าน เตรียมพื้นที่ท้ายน้ำรับมวลน้ำทันที