posttoday
สมาคมค้าปลีก จี้รัฐคุมเข้ม “อีคอมเมิร์ซต่างชาติ” เก็บภาษี-คุมมาตรฐานสินค้า

สมาคมค้าปลีก จี้รัฐคุมเข้ม “อีคอมเมิร์ซต่างชาติ” เก็บภาษี-คุมมาตรฐานสินค้า

20 สิงหาคม 2569

ค้าปลีกไทย จี้รัฐคุมเข้ม “อีคอมเมิร์ซต่างชาติ” ทะลักตลาด ทุบ SME เดี้ยง เสนอรีดภาษีแพลตฟอร์ม-คุมมาตรฐานสินค้าสร้าง Fair Play

ปัจจุบันไทยมี SMEs มากกว่า 3.3 ล้านราย สร้างการจ้างงานกว่า 13.6 ล้านคน หรือคิดเป็นประมาณ 70% ของการจ้างงานภาคเอกชน แต่ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ ผู้ประกอบการ SMEs ยังต้องรับมือกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น

 

โดยเฉพาะการเข้ามาของสินค้าจากต่างประเทศ ซึ่งเปรียบเสมือน “ดาบสองคม” เพราะในด้านหนึ่งช่วยเพิ่มทางเลือกและโอกาสทางการค้าให้กับตลาดไทย แต่ในอีกด้านกลับเพิ่มแรงกดดันด้านการแข่งขัน และทำให้ SMEs ไทยต้องเผชิญกับความเสียเปรียบด้านต้นทุนและราคา

 

นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า จากข้อมูลการวิเคราะห์ช่องทางการบริโภคและการซื้อสินค้าในตลาดค้าปลีกไทย พบว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยช่องทาง “ออนไลน์ (Online)” มีสัดส่วนพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดถึง 23.5% ในขณะที่ช่องทางออฟไลน์ (Offline) อยู่ที่ 7.5% ซึ่งสถิติระบุว่ายอดขายฝั่งออนไลน์ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ปี 

 

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของแพลตฟอร์มออนไลน์และช่องทางจำหน่ายใหม่ๆ กลายสภาพเป็น “ดาบสองคม” แม้ว่าระบบออนไลน์จะเป็นประโยชน์และช่วยเพิ่มยอดขายได้อย่างมากหากสินค้านั้นเป็นแบรนด์ไทยหรือสินค้าของ SME ไทยเอง

 

แต่ในความเป็นจริง ปัจจุบันสินค้าที่วางขายและได้รับความนิยมในระบบส่วนใหญ่กลับเป็นสินค้าที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ซึ่งสร้างผลประโยชน์ให้แก่ผู้ประกอบการต่างชาติเป็นหลัก 

 

 

สินค้าต่างชาติตีตลาด ทำ SME ไทยเสียเปรียบต้นทุน

 

สมาคมค้าปลีกไทยระบุว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการรายย่อยหรือ SME ของไทยกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายที่ยากลำบากอย่างยิ่งในการแข่งขันกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างชาติ

 

เนื่องจากมีสินค้าออนไลน์ราคาถูกจำนวนมหาศาลหลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทยอย่างไม่ขาดสาย 

 

ปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งเกิดจากภาวะสงครามการค้าและการตั้งกำแพงภาษีในบางภูมิภาค ทำให้อุตสาหกรรมในต่างประเทศบางประเทศ ต้องระบายสินค้าและผันเม็ดเงินเข้าสู่ตลาดเอเชีย รวมถึงประเทศไทย จนเกิดปรากฏการณ์ “สินค้าทะลัก” เข้ามาเป็นจำนวนมาก 

 

สินค้าเหล่านี้มีต้นทุนที่ต่ำผิดปกติ ส่งผลให้ผู้ประกอบการ SME ไทยแทบไม่มีโอกาสต่อสู้ในด้านราคาได้เลย 

 

นอกจากนี้ สินค้าต่างชาติหลายประเภทที่นำเข้ามาขายในราคาที่ถูกมากๆ มักจะอาศัยช่องว่างทางกฎหมายในการเลี่ยงภาษี หรือเข้ามาโดยไม่เสียภาษีอย่างถูกต้อง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ 

 

 

ชงมาตรการแก้เกม 2 ด้าน

 

เพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและสร้างสนามแข่งขันที่เป็นธรรม (Fair Play) สมาคมค้าปลีกไทยจึงได้ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายระยะยาวต่อภาครัฐเพื่อขอให้ดำเนินการอย่างเด็ดขาดใน 2 ประเด็นหลัก 

 

1.การกำกับและควบคุมมาตรฐานสินค้าออนไลน์ ภาครัฐต้องกำหนดมาตรการควบคุมความปลอดภัยและมาตรฐานของสินค้าที่จำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างชาติอย่างเข้มงวด 

 

โดยต้องให้มีเกณฑ์การรับรองมาตรฐานสินค้าเช่นเดียวกับที่ร้านค้าทั่วไป หรือร้านค้าในไทยต้องปฏิบัติตาม เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคและสร้างมาตรฐานการค้าที่เท่าเทียม หากภาครัฐปรับมาตรฐานให้เสมอกัน ผู้ค้าในไทยจะสามารถแข่งขันด้านราคากับสินค้าต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 

 

2.กำหนดความรับผิดชอบด้านภาษีของแพลตฟอร์ม เสนอให้ภาครัฐกำหนดให้แพลตฟอร์มออนไลน์ต่างชาติมีส่วนรับผิดชอบในการจัดเก็บและนำส่งภาษีนำเข้า ของสินค้าออนไลน์ที่จำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มอย่างถูกต้อง โดยแพลตฟอร์มจะต้องสามารถตรวจสอบแหล่งที่มา ของสินค้าเพื่อคำนวณและเรียกเก็บภาษีอย่างเป็นระบบ

 

รัฐรับลูกแต่ยอมรับ “ไม่ใช่งานง่าย” 

 

อย่างไรก็ตาม นายณัฐ เผยว่า ได้มีการยื่นข้อเสนอต่อรัฐหลายประเด็น ซึ่งการตอบสนอง ที่ผ่านมาหน่วยงานรัฐพยายามให้ความร่วมมือ ทว่ากระบวนการทำงานยังคงมีความล่าช้าและทำได้ยาก เนื่องจากปริมาณสินค้าที่ทะลักเข้ามาผ่านช่องทางออนไลน์มีจำนวนมหาศาลเกินกว่าที่ระบบราชการจะตรวจสอบได้ทันท่วงที 

 

ทั้งนี้ สมาคมค้าปลีกไทยยืนยันว่าจะยังคงผลักดันเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ภายใต้ยุทธศาสตร์ “ACT” (A - Advance & Inclusive Growth) ซึ่งเน้นย้ำถึงการสร้างมาตรฐานการแข่งขันที่เป็นหนึ่งเดียวระหว่างร้านค้าออฟไลน์ ออนไลน์ และแพลตฟอร์มข้ามชาติ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของ SME และรักษาเสถียรภาพระบบการค้าภายในประเทศให้เติบโตได้อย่างมั่นคงต่อไป 

 

 

ข่าวล่าสุด

AI ตรวจสอบความเสียหายโครงสร้างสะพาน ที่มีระดับความแม่นยำ 95%

AI ตรวจสอบความเสียหายโครงสร้างสะพาน ที่มีระดับความแม่นยำ 95%