posttoday
ค้าปลีก กางยุทธศาสตร์  "ACT" ชงรัฐบาลปลุกกำลังซื้อ ดัน SME สู้ศึกศก.

ค้าปลีก กางยุทธศาสตร์ "ACT" ชงรัฐบาลปลุกกำลังซื้อ ดัน SME สู้ศึกศก.

20 สิงหาคม 2569

สมาคมผู้ค้าปลีกไทยเปิดทิศทางอุตสาหกรรมค้าปลีกปี 2569–2571 เดินหน้ากลยุทธ์ “ACT” ยกระดับธุรกิจฝ่ามรสุมเศรษฐกิจ

KEY

POINTS

  • สมาคมผู้ค้าปลีกไทยเปิดทิศทางอุตสาหกรรมค้าปลีกปี 2569–2571 เดินหน้ากลยุทธ์ “ACT” ยกระดับธุรกิจฝ่ามรสุมเศรษฐกิจ 
  • ชงข้อเสนอยื่นตรงรัฐบาล! ผ่อนปรนกฎระเบียบ "จ้างงานรายชั่วโมง-ผู้สูงอายุ" พร้อมคุมเข้มสกัดภาษีแพลตฟอร์มจีน
  • ชี้กำลังซื้อในประเทศยังเปราะบาง หนี้ครัวเรือนสูง รายได้ชะลอตัว ต้นทุนธุรกิจ และการแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูก แนะผู้ประกอบการเตรียมรับมือความเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรม

 

 

ปี 2559 เป็นอีกปีที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง โดย นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยมีสัญญาณฟื้นตัว แต่ยังเป็นการฟื้นตัวที่ไม่เท่าเทียม หรือ K-shaped Recovery 

 

โดยกลุ่มธุรกิจที่ได้รับแรงหนุนจากการส่งออก เศรษฐกิจดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และการลงทุน สามารถขยายตัวได้ดี ขณะที่ SMEs และธุรกิจรายย่อยยังฟื้นตัวได้ช้า จากต้นทุนที่อยู่ในระดับสูง สภาพคล่องตึงตัว หนี้เสีย และการแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูก

 

สถานการณ์ดังกล่าวมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย เนื่องจาก SMEs มีมากกว่า 3.3 ล้านราย และสร้างการจ้างงานกว่า 13.6 ล้านคน หรือประมาณ 70% ของการจ้างงานภาคเอกชน หากธุรกิจกลุ่มนี้ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้เต็มที่ ย่อมส่งผลต่อเนื่องไปยังการจ้างงาน รายได้ครัวเรือน กำลังซื้อ และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ

 

ค้าปลีกยังโต แต่คน “ซื้อเท่าเดิม ใช้เงินน้อยลง”

 

ทั้งนี้ สมาคมผู้ค้าปลีกไทยประเมินว่า ตลาดค้าปลีกไทยปี 2569 จะมีมูลค่าประมาณ 4.38 ล้านล้านบาท เติบโต 3% จากปี 2568 ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 4.25 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นราว 127,500 ล้านบาท แม้ GDP ไทยในปีนี้จะขยายตัวเพียง 1.6–2.0% ตามประมาณการของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)

 

 

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของค้าปลีกไม่ได้สะท้อนว่ากำลังซื้อกลับมาแข็งแรงเต็มที่ เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยยังมีความถี่ในการซื้อสินค้าใกล้เคียงเดิม แต่จำนวนสินค้าและมูลค่าการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อครั้ง หรือ Spending per Bill กลับลดลง

 

กล่าวง่าย ๆ คือ “คนยังซื้อ แต่ซื้อเท่าที่จำเป็น” สะท้อนว่ากำลังซื้อของครัวเรือนยังอยู่ในภาวะเปราะบาง

 

ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีก (Retail Sentiment Index: RSI) เดือนกรกฎาคม ซึ่งจัดทำโดยสมาคมผู้ค้าปลีกไทยร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นในช่วง 3 เดือนข้างหน้า หรือเดือนสิงหาคม–ตุลาคม 2569 ปรับลดลงเล็กน้อย แต่ยังอยู่เหนือระดับ 50 จุด สะท้อนว่าผู้ประกอบการยังคาดหวังการฟื้นตัวของการใช้จ่ายในช่วงเทศกาลปลายปี รวมถึงการต่อยอดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวภายในประเทศ

 

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่คาดว่ายอดขายในไตรมาส 3–4 จะทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากกำลังซื้อยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ โดยสินค้าที่ได้รับแรงหนุนยังเป็นกลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม ของใช้จำเป็น สุขภาพและความงาม ขณะที่เสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน สินค้าคงทน และสินค้ามูลค่าสูงยังเผชิญแรงกดดัน

 

 

ปี 2570 ค้าปลีกมีลุ้นแตะ 4.5 ล้านล้าน

 

สำหรับปี 2570 สมาคมผู้ค้าปลีกไทยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยยังมีข้อจำกัด โดยธนาคารแห่งประเทศไทยคาด GDP อยู่ที่ประมาณ 1.8% 

 

ขณะที่การส่งออกมีแนวโน้มชะลอลงจากฐานที่ขยายตัวสูงในปี 2569 การลงทุนภาคเอกชนยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง และกำลังซื้อภายในประเทศยังเปราะบาง

 

อย่างไรก็ตาม ตลาดค้าปลีกยังมีแนวโน้มเติบโตประมาณ 3.0–3.5% จากปี 2569 ส่งผลให้มูลค่าตลาดมีโอกาสแตะประมาณ 4.51–4.53 ล้านล้านบาท

 

ปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ได้แก่ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมโยงช่องทางขายแบบ Omnichannel รวมถึงการนำ AI และ Big Data มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการธุรกิจ

 

ขณะเดียวกัน ยังต้องจับตาความเสี่ยงจากหนี้ครัวเรือน ซึ่งอยู่ที่ 85.9% ของ GDP ในไตรมาสแรกปี 2569 ต้นทุนพลังงานที่ผันผวน ภาวะสินเชื่อธุรกิจที่ตึงตัว การแข่งขันด้านราคา และการเข้ามาของสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศ

 

4 แรงกดดันเขย่าค้าปลีกไทย

 

สมาคมผู้ค้าปลีกไทยมองว่า แม้ตัวเลขตลาดค้าปลีกยังเติบโต แต่ผู้ประกอบการกำลังเผชิญแรงกดดันหลายด้าน โดยเฉพาะ

 

1. รายได้ประชาชนและกำลังซื้อลดลง รายได้ของประชาชนและเกษตรกรยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ขณะที่ภาระหนี้ครัวเรือนในระดับสูงทำให้การเข้าถึงสินเชื่อยากขึ้น และจำกัดความสามารถในการใช้จ่าย

 

2. ต้นทุนธุรกิจสูงขึ้น ความขัดแย้งและสงครามในต่างประเทศส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน โลจิสติกส์ และบรรจุภัณฑ์ ขณะที่ผู้ประกอบการยังไม่สามารถปรับราคาสินค้าได้เต็มที่ เพราะต้องรักษาความสามารถในการแข่งขันและกำลังซื้อของผู้บริโภค

 

3. สินค้าออนไลน์ราคาถูกจากต่างประเทศรุกหนัก สินค้านำเข้าราคาถูกที่เข้ามาผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เพิ่มแรงกดดันต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ที่มีข้อจำกัดด้านต้นทุนและขนาดธุรกิจ

 

4. AI เปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจและแรงงาน ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งนำ AI มาใช้เพื่อลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และแข่งขันในตลาด แต่ขณะเดียวกันยังต้องรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อตลาดแรงงานและรูปแบบการจ้างงาน

 

เดินหน้า “ACT” ปรับโครงสร้างค้าปลีกไทย

 

ท่ามกลางแรงกดดันทั้งด้านกำลังซื้อ ต้นทุน การแข่งขัน และเทคโนโลยี สมาคมผู้ค้าปลีกไทยจึงประกาศทิศทางและยุทธศาสตร์ “ACT” ประจำปี 2569–2571 เพื่อยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมค้าปลีกไทย ตั้งแต่ผู้ประกอบการรายใหญ่ไปจนถึง SMEs และร้านค้ารายย่อย ซึ่งประกอบด้วย 3 เสาหลัก คือ 

 

A – Advancing Inclusive & Fair Growth

 

ขับเคลื่อนการเติบโตอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม สมาคมฯ มุ่งเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้ SMEs เกษตรกร ผู้ประกอบการท้องถิ่น และแบรนด์ไทย พร้อมผลักดันกติกาการค้า ที่เป็นธรรมสำหรับผู้ประกอบการทุกช่องทาง ผ่านแนวทางสำคัญ ได้แก่

  • เชื่อมโยงผู้ค้าปลีกกับ SMEs เกษตรกร และผู้ประกอบการท้องถิ่น เพิ่มโอกาสนำสินค้าเข้าสู่ช่องทางจำหน่ายทั้งหน้าร้าน แพลตฟอร์มออนไลน์ และกิจกรรมส่งเสริมการตลาด
  • สนับสนุนสินค้าไทยและแบรนด์ไทยให้ได้รับการรับรอง Made in Thailand (MiT) จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อยกระดับมาตรฐานและความน่าเชื่อถือ เพิ่มโอกาสเข้าสู่ระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ตลอดจนขยายตลาดในประเทศและต่างประเทศ
  • ผลักดันกติกาการแข่งขันที่เท่าเทียมระหว่างร้านค้าออฟไลน์ ร้านค้าออนไลน์ แพลตฟอร์มในประเทศ และแพลตฟอร์มจากต่างประเทศ โดยเฉพาะด้านภาษี มาตรฐานสินค้า ความปลอดภัยของผู้บริโภค และความรับผิดชอบของผู้จำหน่าย
  • ร่วมเสนอแนวทางต่อภาครัฐเพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้านำเข้าราคาถูกที่ไม่ได้มาตรฐาน ป้องกันผลกระทบต่อผู้บริโภค ผู้ผลิตไทย และห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ
  • ผลักดันมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาธุรกิจนอมินีในธุรกิจร้านอาหาร โรงแรม และร้านค้าปลีกขนาดเล็ก
  • ยกระดับประเทศไทยสู่ Shopping Destination เชื่อมโยงรายได้จากการค้าปลีก การท่องเที่ยว บริการ และเศรษฐกิจชุมชน ผ่านข้อเสนอสำคัญต่อภาครัฐ ได้แก่
  • การอำนวยความสะดวกการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ จุดขาย ให้นักท่องเที่ยว (Instant VAT Refund) สำหรับยอดซื้อขั้นต่ำ 3,000 บาท เพื่อเพิ่มความสะดวกและสร้างแรงจูงใจในการช้อปปิ้งในประเทศไทย
  • ทบทวนและปรับลดอากรขาเข้าสินค้าไลฟ์สไตล์และสินค้าลักชัวรีบางประเภท เช่น แฟชั่น เครื่องสำอาง เครื่องหนัง และน้ำหอม ซึ่งปัจจุบันยังมีอัตราภาษีนำเข้าอยู่ในระดับสูงราว 20-30% โดยพิจารณาเป็นรายหมวดสินค้า เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของไทย
  • นำร่องแซนด์บ็อกซ์ “เขตปลอดภาษี” (Free Tax Zone)  ในจังหวัดท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ เช่น ภูเก็ต  เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มกำลังซื้อสูง และกระจายรายได้ไปยังธุรกิจท่องเที่ยว ร้านอาหาร บริการ และผู้ประกอบการท้องถิ่น

 

C -Capability Building for Future-Ready Retail

 

เสริมความแข็งแกร่งและยกระดับขีดความสามารถค้าปลีกไทย สมาคมฯ จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านข้อมูล องค์ความรู้ และเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการทุกขนาดสามารถปรับตัวเข้าสู่ค้าปลีกยุคใหม่ ผ่านแนวทางสำคัญ ได้แก่

  • พัฒนาฐานข้อมูลและองค์ความรู้ด้านพฤติกรรมผู้บริโภค เทคโนโลยี การตลาด และแนวโน้มอุตสาหกรรมเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจทางธุรกิจ
  • ผลักดันการลดกฎระเบียบและขั้นตอนที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ (Ease of Doing Business) โดยเฉพาะกระบวนการขออนุญาตต่างๆ 
  • สนับสนุนการนำ AI ระบบวิเคราะห์ข้อมูล ระบบบริหารสินค้าคงคลัง และ Omnichannel มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างประสบการณ์ที่เชื่อมต่อกันระหว่างหน้าร้านกับออนไลน์
  • เร่งพัฒนาทักษะแรงงานค้าปลีกผ่านการยกระดับทักษะเดิม (Upskill) และสร้างทักษะใหม่ (Reskill) ทั้งด้านดิจิทัล การใช้ข้อมูล AI งานบริการ และการขายผ่านช่องทางออนไลน์
  • เสนอให้พิจารณาโครงสร้างค่าตอบแทนตามทักษะและมาตรฐานวิชาชีพ ควบคู่กับการกำหนดค่าแรงขั้นต่ำ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาทักษะและรักษาเสถียรภาพการจ้างงาน
  • ส่งเสริมรูปแบบการจ้างงานที่ยืดหยุ่นและถูกต้องตามกฎหมาย เช่น การจ้างงานรายชั่วโมง การจ้างผู้สูงอายุโดยใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีตามหลักเกณฑ์ และการลดขั้นตอนจ้างแรงงานต่างด้าวถูกกฎหมายในตำแหน่งที่ขาดแคลน

 

T – Together for Sustainable Growth

 

เติบโตอย่างยั่งยืนผ่านความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ภาคค้าปลีกจะเปลี่ยนแปลงได้ ต้องเกิดจากทุกภาคส่วน สมาคมฯ จึงมุ่งสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม ผ่านแนวทางสำคัญ ได้แก่

  • ทำงานเชิงรุกร่วมกับภาครัฐ หอการค้าไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมธุรกิจ และภาคประชาสังคม เพื่อแก้ไขอุปสรรคและเพิ่มขีดความสามารถให้ผู้ประกอบการ
  • จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายจากข้อมูลจริงของสมาชิกและผลสำรวจในอุตสาหกรรม เพื่อให้มาตรการของภาครัฐสอดคล้องกับสถานการณ์และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง
  • ส่งเสริมสินค้าและบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และการพัฒนามาตรฐานค้าปลีกที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม

 

ค้าปลีกเตรียมรับมือ 4 ด้าน

 

นอกจากการขับเคลื่อนกลยุทธ์ TRA “ACT” แล้ว สมาคมฯ ยังมองว่าผู้ประกอบการต้องเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสำคัญของอุตสาหกรรมค้าปลีกในอนาคต 4 ด้าน

 

1.ผู้บริโภคแบ่งขั้วชัดเจนขึ้น ตลาดระดับกลางเผชิญแรงกดดัน

 

ตลาดจะถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยที่ชัดเจนมากขึ้น กลุ่มพรีเมียมยังให้ความสำคัญกับคุณภาพ บริการ ประสบการณ์ และคุณค่าทางอารมณ์ (Emotional Value) ขณะที่ตลาดแมสจะให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าเงิน (Value for Money) สินค้าจำเป็น โปรโมชั่น และราคาที่เข้าถึงได้ 

 

ภายใต้ภาวะค่าครองชีพและหนี้ครัวเรือนสูง ตลาดระดับกลางจะเผชิญแรงกดดันมากที่สุดแบรนด์จึงต้องกำหนดกลุ่มเป้าหมาย คุณค่าของสินค้า และระดับราคาให้ชัดเจน ไม่สามารถใช้ข้อเสนอเดียวสื่อสารกับผู้บริโภคทุกกลุ่มได้อีกต่อไป

 

2.หน้าร้านเปลี่ยนจาก Transaction Point เป็น Trust and Experience Platform

 

หน้าร้านจะไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงจุดซื้อขายสินค้า (Transaction Point) แต่ต้องเป็นแพลตฟอร์มที่สร้างความเชื่อมั่นและประสบการณ์ (Trust and Experience Platform) เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้ทดลองสินค้า รับคำแนะนำ เข้าร่วมกิจกรรม และเชื่อมโยงกับแบรนด์ในมิติที่ช่องทางออนไลน์ทดแทนได้ยาก ความสำเร็จของหน้าร้านจึงไม่ได้วัดจากยอดขายต่อตารางเมตรเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาความสามารถในการสร้างการมีส่วนร่วม ความภักดีต่อแบรนด์ และการกลับมาซื้อหรือใช้บริการซ้ำด้วย

 

3.ผู้ค้าปลีกต้องบริหารห่วงโซ่คุณค่า

 

ผู้ค้าปลีกจะต้องบริหารห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) อย่างใกล้ชิด ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนา House Brand การจัดหาสินค้าจากแหล่งผลิตในประเทศ หรือ Local Sourcing การใช้ข้อมูลลูกค้าและข้อมูลการขายในการวางแผนธุรกิจ การบริหาร            โลจิสติกส์อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับซัพพลายเออร์ เพื่อให้สามารถรับมือกับความผันผวนของต้นทุนและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

4.AI และข้อมูลลูกค้าจะเปลี่ยนจาก “สื่อสารแบบกว้าง” สู่ “ข้อเสนอเฉพาะบุคคล”

 

AI และข้อมูลที่ธุรกิจได้รับโดยตรงจากลูกค้าจะมีบทบาทมากขึ้นในการคาดการณ์ความต้องการ วางแผนสินค้า ออกแบบโปรโมชั่น และนำเสนอสินค้าให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม

 

ขณะเดียวกัน ช่องทางสื่อหรือโฆษณาของผู้ค้าปลีก (Retail Media) จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้แบรนด์เข้าถึงผู้บริโภคในช่วงใกล้จุดตัดสินใจซื้อ แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ค้าปลีกบริหารต้นทุนได้ดีขึ้น ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน ตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคได้รวดเร็ว และเปิดพื้นที่ให้สินค้าไทยกับ SMEs เข้าถึงตลาดได้มากขึ้น

 

“การเติบโตของค้าปลีกไทยจากนี้จะไม่ได้วัดจากยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นการเติบโตที่สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภค สร้างการจ้างงาน และอยู่บนกติกาที่ทุกฝ่ายแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม กลยุทธ์ TRA ‘ACT’ จึงเป็นกรอบการทำงานที่สมาคมฯ จะใช้เชื่อมโยงความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม” นายณัฐกล่าว

 

 

ข่าวล่าสุด

บสย. ผนึก ETDA ปั้นวิสาหกิจชุมชนใช้ AI พลิกสินค้าไทยสู่ตลาดดิจิทัล

บสย. ผนึก ETDA ปั้นวิสาหกิจชุมชนใช้ AI พลิกสินค้าไทยสู่ตลาดดิจิทัล