posttoday
นันยาง ตั้ง KPI “ต้องพลาด 100 ข้อ” เพื่อเรียนรู้ และอยู่ให้ถึง 100 ปี

นันยาง ตั้ง KPI “ต้องพลาด 100 ข้อ” เพื่อเรียนรู้ และอยู่ให้ถึง 100 ปี

12 สิงหาคม 2569

ถอดวัฒนธรรมองค์กร 70 ปี “นันยาง” ตั้ง KPI “พลาด 100 ข้อ” เปลี่ยนความผิดพลาดเป็นบทเรียน พร้อมปรับตัวตาม Insight เพื่อโตอย่างยั่งยืน

ทุกครั้งที่เปิดเทอม ภาพหนึ่งที่มักจะเห็นวนกลับมาเหมือนเดิมคือเด็กนักเรียนในชุดเครื่องแบบใหม่เอี่ยม เดินออกจากบ้านพร้อมรองเท้าคู่ใหม่ 

 

บางคนอาจจำไม่ได้แล้วว่าตัวเองใส่รองเท้ายี่ห้ออะไรในวันแรกของการเปิดเทอม แต่สำหรับ “นันยาง” ชื่อของแบรนด์กลับอยู่ในภาพความทรงจำของคนไทยมาหลายรุ่น

 

ไม่ใช่แค่รองเท้านักเรียน แต่ยังมี “ช้างดาว” รองเท้ายางแตะที่ดูเรียบง่าย และแทบไม่เปลี่ยนหน้าตาไปตามกาลเวลา ทว่ากลับกลายเป็นรองเท้าคลาสสิกที่อยู่ในชีวิตประจำวันของคนไทยมาอย่างยาวนาน

 

สิ่งที่น่าสนใจกว่าการที่รองเท้าคู่หนึ่งขายดี คือการที่แบรนด์สามารถอยู่รอดผ่านยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ทั้งพฤติกรรมผู้บริโภค แฟชั่น และคู่แข่งหน้าใหม่ที่เข้ามาในตลาด 

 

แล้วอะไรคือเหตุผลที่ทำให้นันยางยังคงเป็นชื่อที่คนจดจำได้จนถึงวันนี้

 

เรื่องนี้จึงต้องฟังคำตอบจาก “ดร.จักรพล จันทวิมล” กรรมการผู้จัดการ บริษัท นันยาง มาร์เก็ตติ้ง จำกัด แม่ทัพคนปัจจุบันของแบรนด์ที่กำลังพานันยางเดินต่อ จากรองเท้าที่อยู่ในความทรงจำ ไปสู่การเป็นแบรนด์ที่ยังมีที่ยืนในชีวิตของคนรุ่นใหม่

 

การเดินทาง 70 ปี นันยาง 

 

ดร.จักรพล กล่าวว่า นันยางเป็นองค์กรที่อยู่มา 70 ปี เราไม่ใช่องค์กรขนาดใหญ่ และยังเก่าแก่ และไม่ได้มีสินค้ามากมาย แต่การมีรองเท้าอยู่ไม่กี่แบบกลับกลายเป็นโจทย์ที่ทำให้แบรนด์ต้องคิดอยู่เสมอว่า จะพัฒนาตัวเองอย่างไรให้ยังอยู่ในชีวิตของผู้คนได้

 

สิ่งที่ทำให้นันยางเดินทางมาถึงวันนี้ ก่อนจะได้รับการยอมรับจากทั้งสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย และเวทีระดับเอเชีย ซึ่งมองเห็นคุณค่าของวิธีคิดและการทำตลาดของแบรนด์จนมอบรางวัลให้ในระดับนานาชาติ

 

สำหรับนันยางแล้ว การตลาดจึงอาจไม่ใช่เพียงเรื่องของการขายรองเท้า แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการทำความเข้าใจผู้คน และเมื่อเข้าใจผู้คนได้มากพอ สิ่งที่ตามมาคือความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค 

 

ซึ่งในมุมของ ดร.จักรพล นั่นคือหนึ่งในรากฐานของความยั่งยืน หัวใจสำคัญของวิธีคิดนี้ถูกสรุปไว้ในคำสั้น ๆ ว่า “Stand in their shoes” หรือการลองเข้าไปยืนอยู่ในรองเท้าของคนอื่น

 

“ถ้าแปลเป็นไทยตรงตัวก็คือ ไปอยู่ในรองเท้าเขา แต่ถ้าแปลให้เข้าใจความหมายก็คือ เข้าอกเข้าใจ หรือถ้าเป็นภาษาการตลาดก็คือ Customer Insight”

 

ดร.จักรพล บอกว่า ฟังดูเหมือนเป็นคำที่เข้ากับธุรกิจรองเท้าโดยบังเอิญ แต่สำหรับนันยาง คำนี้หมายถึงการพยายามเข้าใจว่า คนที่สวมรองเท้าของเรากำลังคิดอะไร ต้องการอะไร และใช้ชีวิตอย่างไร

 

ดร.จักรพล จันทวิมล

 

การทำความเข้าใจผู้บริโภคจึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือทางการตลาด แต่เป็นวิธีที่นันยางใช้พาตัวเองเดินทางผ่านหลายยุคสมัย เพราะแม้รองเท้าบางรุ่นอาจยังคงหน้าตาเดิม แต่คนที่สวมรองเท้าคู่นั้นเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ

 

โจทย์ของแบรนด์ไม่ใช่การเปลี่ยนตัวเองให้ทันทุกกระแส แต่คือการต้องรู้ว่า ในแต่ละยุคควรเดินเข้าไปหาผู้คนผ่านทางไหน และจะทำอย่างไรให้แบรนด์ยังเข้าใจคนกลุ่มเดิม 

 

ขณะเดียวกันก็เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวของนันยางได้

 

สำหรับ ดร.จักรพล สิ่งที่ทำให้นันยางแตกต่างจากการทำการตลาดทั่วไป อาจไม่ได้อยู่ที่การทำให้สินค้าขายดีขึ้น หรือสามารถตั้งราคาได้สูงขึ้น เพราะรองเท้าผ้าใบนันยางยังคงอยู่ในระดับราคาประมาณ 300 บาท ขณะที่รองเท้าแตะอยู่ที่ราว 100 บาท

 

“การตลาดไม่ได้ทำให้เราขายของแพงได้ แต่คือการทำให้แบรนด์ ขายได้นานขึ้น”

 

เครดิตเพจ : Nanyang

 

หากมองให้กว้างออกไปจากนันยาง ดร.จักรพล มองว่าการตลาดอาจไม่ได้มีความหมายแค่ในระดับบริษัท แต่สามารถเป็นแรงส่งต่อไปถึงระดับอุตสาหกรรมและประเทศได้

 

เมื่อองค์กรสามารถพัฒนาการตลาดให้ไปไกลกว่าการขายสินค้า สิ่งที่ตามมาอาจไม่ใช่เพียงยอดขายที่เพิ่มขึ้น แต่รวมถึงการลงทุน การพัฒนาธุรกิจ การจ้างงาน และการยกระดับทั้งเซกเตอร์ ก่อนจะขยายผลไปสู่ภาพใหญ่ของเศรษฐกิจประเทศ

 

ในมุมของ ดร.จักรพล ประเทศไทยไม่ได้ขาดสินค้าหรือบริการที่ดี ตรงกันข้าม ไทยมีทั้งสินค้า ผู้ผลิต และศักยภาพอยู่ไม่น้อย สิ่งที่ยังมีพื้นที่ให้พัฒนาอาจเป็นเรื่องของการสื่อสาร “คุณค่า” เหล่านั้นออกไปให้ผู้บริโภคเข้าใจและรู้สึกถึงคุณค่าได้มากขึ้น

 

บางอุตสาหกรรมอาจทำเรื่องนี้ได้ดีแล้ว บางคลัสเตอร์อาจมีตัวอย่างที่น่าสนใจ แต่หากวันหนึ่งองค์กรไทยจำนวนมากสามารถนำแนวคิดนี้ไปปรับใช้ได้ การตลาดก็อาจไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือของแต่ละบริษัทอีกต่อไป แต่กลายเป็นหนึ่งในกลไกที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถของประเทศ

 

และนันยางเองก็ไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นคำตอบของภาพใหญ่ทั้งหมด แต่เป็นเพียงตัวอย่างเล็ก ๆ ว่าองค์กรไทยที่มีอายุ 70 ปี มีสินค้าไม่กี่ประเภท และไม่ได้แข่งขันด้วยการตั้งราคาสูง สามารถใช้การตลาดสร้างคุณค่าและทำให้ตัวเองยืนอยู่ในตลาดได้ยาวนาน

 

“เราอาจเป็นตัวอย่างเล็ก ๆ แบรนด์ไทย ว่าเราทำแบบนี้ มันก็ทำให้เราอยู่ได้ มีชื่อเสียงกับเขาบ้าง

 

เครดิตเพจ : Nanyang  

 

วัฒนธรรมที่ยอมให้คน “พลาด” เพื่อให้เรียนรู้

 

ดร.จักรพล เล่าต่อว่า สิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กลยุทธ์ทางธุรกิจคือ “Culture” หรือวัฒนธรรมองค์กร เพราะสุดท้ายแล้ววัฒนธรรมคือสิ่งที่กำหนดว่าองค์กรจะเดินไปทางไหน และไม่มีคำตอบตายตัวว่าทิศทางแบบใดจึงจะเรียกว่าประสบความสำเร็จ

 

“สำหรับนันยาง เป้าหมายอาจไม่ได้อยู่ที่การเป็นแบรนด์ระดับโลก หรือการเติบโตจนต้องเข้าตลาดหลักทรัพย์ แต่เป็นการค่อย ๆ เดินไปข้างหน้า โดยมีหมุดหมายที่ชัดเจนว่า อยากเห็นแบรนด์อยู่ให้ถึง 100 ปี

 

ตอนนี้ 70 กว่าปีแล้ว ผมขอที่ 100 ปีละกันนะครับ อายุได้ 100 ปีในชีวิตผม แล้ววันที่ 100 ปี ขอให้มีผลประกอบการประมาณหนึ่ง เลี้ยงคนได้ คนยังชื่นชอบอยู่ ลูกค้ายังชอบอยู่ แบรนด์ยังพอได้ ไม่ต้องไปไกลมาก เอาแบบนี้ครับ”

 

ฟังดูเป็นเป้าหมายที่ค่อนข้าง Conservative เมื่อเทียบกับองค์กรจำนวนมากที่วัดความสำเร็จด้วยการเติบโตอย่างรวดเร็ว การขยายตลาด หรือการก้าวไปสู่ระดับโลก แต่นี่คือ “Way” ที่นันยางเลือก และสิ่งสำคัญคือทุกคนในองค์กรต้องเข้าใจตรงกันว่ากำลังเดินไปทางไหน

 

เมื่อเป้าหมายคือการอยู่ให้ได้นาน วัฒนธรรมการทำงานจึงต้องเปิดพื้นที่ให้คนในองค์กรได้เรียนรู้ระหว่างทาง โดยเฉพาะการเรียนรู้จากสิ่งที่ผิดพลาด

 

ตั้ง “KPI ผิดพลาด 100 ข้อ” 

 

หนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนเรื่องนี้ได้ชัดที่สุดคือ KPI ที่ฟังครั้งแรกอาจชวนสงสัย เพราะในปี 2569 นันยางตั้งเป้าให้พนักงาน “พลาด 100 ข้อ”

 

นันยาง ตั้ง KPI “ต้องพลาด 100 ข้อ” เพื่อเรียนรู้ และอยู่ให้ถึง 100 ปี

 

“ปีนี้เราต้องพลาด 100 ข้อ ไม่งั้นไม่ได้โบนัส”

 

นี่ไม่ใช่การสนับสนุนให้ทำงานผิดพลาดโดยไม่มีความรับผิดชอบ แต่เป็นการเปลี่ยนมุมมองต่อคำว่า “ความผิดพลาด” จากสิ่งที่ต้องหลบซ่อน ให้กลายเป็นสิ่งที่องค์กรต้องหยิบมาเรียนรู้

 

เมื่อเกิดความผิดพลาด สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ใครผิด” แต่คือความผิดพลาดนั้นสอนอะไร และองค์กรจะทำอย่างไรไม่ให้ความผิดพลาดแบบเดิมเกิดขึ้นอีก

 

ข้อผิดพลาดเหล่านี้จะถูกนำมารายงานและพูดคุยกันในการประชุมประจำเดือน เพื่อให้เรื่องเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันกลายเป็นบทเรียนร่วมกันของทั้งองค์กร

 

ถามว่า ทำไมต้องผิดพลาด ?

 

ดร.จักรพล บอกว่า การทำงานให้ดีอาจไม่ได้หมายความว่าต้อง “ไม่พลาด” เลย แต่คือการพลาดแล้วรู้จักเรียนรู้ และค่อย ๆ ทำให้การพลาดครั้งต่อไปดีขึ้นกว่าเดิม

 

ทุกเดือน การประชุมของนันยางจึงมีช่วงเวลาหนึ่งที่ไม่ได้พูดถึงยอดขาย ไม่ได้หยิบตัวเลขผลประกอบการขึ้นมาวัดว่าใครประสบความสำเร็จแค่ไหน เพราะตัวเลขเหล่านั้นแต่ละแผนกสามารถกลับไปดูและติดตามกันได้อยู่แล้ว

 

สิ่งที่ทุก Department ต้องกลับมานั่งคุยกัน คือคำถามง่าย ๆ ว่า “เดือนนี้เราเรียนรู้อะไรจากความผิดพลาดบ้าง”

 

แต่สิ่งที่ยากกว่าการหาความผิดพลาด คือการสร้างพื้นที่ที่ทำให้คนกล้าพูดถึงความผิดพลาดของตัวเอง พนักงานจึงถูกชวนให้เปิดเผยสิ่งที่พลาด แชร์สิ่งที่เรียนรู้ และฟังบทเรียนจากเพื่อนร่วมงาน เพื่อให้ความผิดพลาดของคนหนึ่งกลายเป็นบทเรียนของทั้งองค์กร

 

"นี่คืออีกด้านหนึ่งของวัฒนธรรมแบบ Growth Mindset ที่ผมมองว่าเป็นสิ่งที่องค์กรต้องสร้างขึ้น ไม่ใช่เพียงการบอกให้พนักงานคิดบวก หรือพัฒนาตัวเอง แต่ต้องสร้างระบบที่ทำให้คนกล้าลอง กล้าพลาด และกล้าเล่าให้คนอื่นฟังว่าพลาดตรงไหน

 

เพราะท้ายที่สุดแล้ว องค์กรที่ต้องการอยู่ให้ถึง 100 ปี อาจไม่ใช่องค์กรที่ไม่เคยทำผิด แต่เป็นองค์กรที่สามารถเปลี่ยนความผิดพลาดในแต่ละครั้งให้กลายเป็นบทเรียน และค่อย ๆ เก่งขึ้นไปพร้อมกันทั้งองค์กร นี่อาจเป็นอีกหนึ่งวิธีคิดที่ดูแปลกไปจากการวัดความสำเร็จแบบเดิม ๆ"

 

เครดิตเพจ : Nanyang

 

การตั้งเป้าให้พนักงาน “พลาด 100 ข้อ” ในหนึ่งปี อาจฟังดูเป็น KPI ที่ย้อนแย้งกับวิธีคิดขององค์กรทั่วไป 

 

“ทุกคนมีข้อผิดพลาดหมด แต่เราไม่ค่อยได้คุยกัน ความผิดพลาดก็จะถูกซ่อนไว้ใต้พรม แล้วมันก็ไม่ได้เกิดการพัฒนา”

 

สิ่งแรกที่เกิดขึ้นคือ คนเริ่มไม่เขินที่จะพูดเรื่องความผิดพลาด เพราะเมื่อทุกคนรู้ว่าตัวเองก็มีเรื่องให้เล่าเหมือนกัน การยอมรับความผิดพลาดจึงไม่ใช่การถูกจับขึ้นมาสอบสวนเพียงคนเดียว

 

สิ่งที่สองคือ องค์กรเริ่มเรียนรู้ร่วมกัน ถ้าความผิดพลาดหนึ่งเรื่องถูกพูดคุยอยู่ใน Department เดียว บทเรียนก็อาจจบอยู่แค่ตรงนั้น แต่ถ้าความผิดพลาดจาก 20 Department ถูกนำมาแลกเปลี่ยนกัน องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นก็ใหญ่ขึ้นตามไปด้วย

 

เครดิตเพจ : Nanyang

 

จาก “ฉันพลาด” กลายเป็น “เรียนรู้”

 

และความผิดพลาดเหล่านั้นยังสามารถถูกมองเห็นเป็นประเภทต่าง ๆ ตั้งแต่ความผิดพลาดระดับบุคคล ความผิดพลาดของกระบวนการ ไปจนถึงความผิดพลาดเชิงนโยบาย รวมถึงการมองต่อว่าแต่ละความผิดพลาดสร้างผลกระทบมากน้อยเพียงใด

 

แต่มีเงื่อนไขสำคัญอย่างหนึ่ง นั่นคือ การพูดถึงความผิดพลาดต้องไม่กลายเป็นเวทีสำหรับการหาคนผิด

 

ดร.จักรพล ยกตัวอย่างเช่น หากซัพพลายเออร์ทำงานผิดพลาด คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า ซัพพลายเออร์ทำไมถึงทำไม่ดี แต่ต้องย้อนกลับมาถามตัวเองด้วยว่า เราคัดเลือกซัพพลายเออร์ดีพอหรือไม่ เรามีกระบวนการบริหารจัดการที่รัดกุมพอหรือเปล่า

 

เพราะเมื่อความผิดพลาดไม่ถูกใช้เพื่อเอาผิด แต่ถูกใช้เพื่อหาวิธีทำงานที่ดีขึ้น มันจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างองค์กรแห่งการเรียนรู้

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อถามทิศทางของนันยาง ต่อจากนี้ ท่ามกลางตลาดรองเท้านักเรียนที่เล็กลง จากอัตราการเกิดต่ำ 

 

ดร.จักรพล บอกว่า ต้องย้อนกลับไปดูว่า ในตลาดที่มีอยู่ ยังมีใครบ้างที่ไม่ได้เลือกนันยาง ซึ่งที่ผ่านมา ก็ไม่ใช่ทุกคนจะเลือกใส่นันยาง เราต้องหาอินไซด์ว่า ทำไมเด็กกลุ่มนั้นถึงยังไม่เลือกเรา และต้องปรับสินค้าให้เข้ากับผู้บริโภคมากขึ้น 

 

นี่ทำให้เห็นอีกอย่างว่า สำหรับนันยาง “วิธีการ” กับ “เป้าหมาย” เป็นคนละเรื่องกัน การออกสินค้าใหม่ การขยาย Segment หรือแม้แต่การ Diversify ไม่ได้เป็นเป้าหมายในตัวเอง แต่เป็นเพียงวิธีการที่จะพาองค์กรไปสู่เป้าหมายที่ใหญ่กว่า

 

อย่างไรก็ตาม เป้าหมายของนันยางไม่ได้ถูกกำหนดด้วยคำว่า ต้องเป็น Global Brand ต้องไปต่างประเทศ หรือจะต้องขยายธุรกิจไปให้ใหญ่ที่สุด แต่เป็นการรักษาสิ่งที่องค์กรให้คุณค่าเอาไว้ให้ได้ ไม่ว่าจะผ่านไปอีก 5 ปี หรือ 10 ปี

 

“ผลประกอบการดี พนักงานแฮปปี้ คนใช้ชอบ และยังเป็นที่แบบนี้อยู่”

 

สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่เป็นปลายทาง ส่วนเส้นทางที่จะพาไปถึงจุดนั้นสามารถเปลี่ยนได้ตลอดเวลา วันนี้อาจเป็นตลาดนักเรียน พรุ่งนี้อาจเป็น Segment ใหม่ อีก 5 ปีอาจมีวิธีการที่แตกต่างออกไป หรือวันหนึ่งนันยางอาจเดินทางไปสู่ตลาดต่างประเทศก็ได้

 

ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าองค์กรปฏิเสธการเติบโต แต่ไม่ได้ยึดติดว่าการเติบโตต้องมีหน้าตาแบบใด

 

เพราะสำหรับนันยาง สิ่งที่ต้องชัดเจนอาจไม่ใช่คำตอบว่าเราจะไปที่ไหน แต่คือการรู้ว่า 

 

“เมื่อไปถึงที่นั่นแล้ว เราอยากเป็นองค์กรแบบไหน และเมื่อปลายทางชัด วิธีการระหว่างทางก็มีพื้นที่ให้เปลี่ยนแปลงได้เสมอ” 

 

และนี่คือแนวคิดทั้งหมด จากผู้บริหารของนันยาง 

 

ข่าวล่าสุด

มท.สั่งด่วน ห้าม อปท.จ้างผู้ทุจริตสอบท้องถิ่นเข้าทำงาน

มท.สั่งด่วน ห้าม อปท.จ้างผู้ทุจริตสอบท้องถิ่นเข้าทำงาน