
จากเพื่อนสาวสอนแต่งหน้า สู่เจ้าของ Happy Sunday "ไอซ์ พาดี้" เปลี่ยนแพสชันเป็นธุรกิจ
จากเพื่อนสาวสอนแต่งหน้า สู่เจ้าของอาณาจักร HAPPY SUNDAY เปิดมุมคิดธุรกิจ "ไอซ์ พาดี้" คอนเทนต์ครีเอเตอร์สายบิวตี้ ผู้สร้างอาณาจักรแห่งความสุข
KEY
POINTS
- จากเพื่อนสาวสอนแต่งหน้า สู่เจ้าของอาณาจักร HAPPY SUNDAY เปิดมุมคิดธุรกิจ "ไอซ์ พาดี้"
- คอนเทนต์ครีเอเตอร์สายบิวตี้ ผู้สร้างอาณาจักรแห่งความสุข แบรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์ และเครื่องสำอางสัญชาติไทย
- กับนิยามธุรกิจ ที่ไม่ขายแค่สินค้า แต่อยากขายความสุข ล้มบ้าง ลุกบ้าง แต่ต้องมีไฟในการทำงาน
คนส่วนหนึ่งอาจรู้จัก "ไอซ์ พาดี้" (Icepadie) ในฐานะบิวตี้ครีเอเตอร์ที่อยู่บนหน้าจอ สอนแต่งหน้า มาตั้งแต่ยุคแรกๆ รีวิวเครื่องสำอาง และเป็นเหมือนเพื่อนสาวที่เติบโตมาพร้อมผู้ติดตามกว่า 8 แสนคนในยูทูป แต่คนส่วนหนึ่งก็อาจไม่รู้จักว่าเธอคือใคร
แต่วันนี้หากถามเจ้าตัวว่า ทุกวันนี้เธอเป็นใคร
คำตอบกลับไม่ใช่แค่ "อินฟลูเอนเซอร์" หรือ “คอนเทนต์ครีเอเตอร์”
"เราอยากสร้างอาณาจักรแห่งความสุข"
ไอซ์-ภาวิดา ชิตเดชะ พูดประโยคนี้ด้วยความภูมิใจ ราวกับกำลังเล่าความฝันในวัยเด็ก มากกว่าจะอธิบายแผนธุรกิจของผู้ก่อตั้งแบรนด์ Happy Sunday
อาณาจักรที่เธอพูดถึง ไม่ได้หมายถึงบริษัทที่มีรายได้เติบโตทุกปี แต่คือพื้นที่เล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยสีสัน ความสนุก และความสุข เพราะในวันที่ทุกคนแต่งตัวด้วยโทนขาว เทา ดำ หรือมินิมัล เธอกลับเลือกจะหยิบสีรุ้งมาแต้มลงบนโลก จากความคิดง่าย ๆ ว่า "อยากให้ทุกคนมีความสดใส"
Happy sunday เป็นแบรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์และเครื่องสำอางสัญชาติไทยที่เน้นความสดใสและสีสันคัลเลอร์ฟูล ตั้งแต่สกินแคร์ ไปจนถึงเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย และสินค้าอื่นๆ ที่ไอซ์ เริ่มต้นทำขึ้นมาเมื่อ 8 ปีก่อน ต่อยอดจากความชอบสองอย่างระหว่างบิวตี้ และความสนุกสนานผ่านคอนเทนต์
"ตอนเริ่ม เราไม่ได้คิดว่าจะทำธุรกิจเลย เราแค่รู้สึกว่าอยากสร้างพื้นที่ของตัวเอง"
แล้วเป็นอาณาจักรได้อย่างไร?
ก่อนจะมี Happy Sunday ต้องย้อนกลับไปเมื่อกว่าสิบปีก่อน ในวันที่คอนเทนต์บิวตี้เพิ่งเริ่มได้รับความนิยม ไอซ์เป็นหนึ่งในคนที่หยิบกล้องขึ้นมาเปิดคลิปทักทายผู้ชม ก่อนค่อย ๆ สอนแต่งหน้า แชร์เทคนิคความสวย และทดลองเครื่องสำอางชิ้นใหม่ ๆ
เธอไม่ได้มองตัวเองเป็นกูรู แต่เป็น "เพื่อนสาว" ที่ชวนกันค้นหาว่าแต่งหน้าแบบไหนถึงจะเหมาะกับตัวเอง ลุคไหนจะช่วยเพิ่มความมั่นใจ
และความสัมพันธ์แบบเพื่อนสอนเพื่อนนี่เอง ที่ทำให้ผู้ติดตามจำนวนไม่น้อยเติบโตมาพร้อมกับเธอ
เมื่อเดินทางมาถึงจุดหนึ่ง ความฝันของเธอไม่ได้หยุดอยู่แค่การสร้างคอนเทนต์
ไอซ์เริ่มตั้งคำถามว่า หากความสุขที่ส่งต่อผ่านหน้าจอสามารถจับต้องได้จะเป็นอย่างไร นั่นคือจุดเริ่มต้นของแบรนด์ Happy Sunday
ไอซ์เล่าว่า สินค้าชิ้นแรกของแบรนด์เป็นสครับผิว ผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากปัญหาของตัวเอง และความเชื่อว่า ของที่ทำออกมาจะต้องเป็นของที่ตัวเองกล้าใช้ก่อนเสมอ
“ไอซ์เป็นคนที่มีสีผิวหน้าและผิวกายต่างกัน เพราะดูแลผิวหน้ามาโดยตลอด แต่กลับละเลยการบำรุงผิวตัว ความคิดจึงเริ่มต้นว่าถ้าอยากให้การอาบน้ำเป็นมากกว่ากิจวัตรประจำวัน จะทำอย่างไร ก็เลยเป็นสครับผิว เราจะอาบน้ำเฉย ๆ ได้ยังไง
คืออาบน้ำต้องเยอะ จะมาอาบน้ำธรรมดาไม่ได้ อาบน้ำของเราไม่เหมือนกัน อาบน้ำของเราคือแบบเป็นฟีลขัดผิว พอกผิว ไปเลย ก่อนจะต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์กันแดดที่ช่วยให้ผิวดูกระจ่างใส ”
ทำเพราะความชอบล้วน ๆ
แม้วันนี้ตลาดสกินแคร์จะเต็มไปด้วยสินค้าหลากหลาย แต่ไอซ์บอกว่า เมื่อย้อนกลับไปเมื่อเกือบสิบปีก่อน สิ่งที่เริ่มต้นด้วยความฝัน กลับไม่ได้เริ่มต้นด้วยความพร้อม
ไอซ์ยอมรับว่า วันนั้นเธอไม่รู้เรื่องธุรกิจเลย สิ่งเดียวที่มีคือความชอบ และภาพในหัวของ "อาณาจักรแห่งความสุข" ที่อยากให้ลูกค้าทุกคนได้สัมผัสเท่านั้น
เธอใส่ใจตั้งแต่ตัวสินค้าไปจนถึงบรรจุภัณฑ์ ถึงขั้นออกแบบกล่องและลิ้นชักเก็บของให้ลูกค้านำไปตั้งไว้ที่บ้าน เพราะอยากให้ทุกครั้งที่มองเห็น จะรู้สึกเหมือนได้เก็บชิ้นส่วนหนึ่งของ Happy Sunday ไว้ในพื้นที่ของตัวเอง
"ตอนนั้นเราไม่เคยคิดเรื่องต้นทุนเลย คิดแค่ว่าอยากทำสิ่งนี้ให้ออกมาสวยที่สุด"
เปลี่ยนผ่านจากครีเอเตอร์เป็นผู้ประกอบการ
เมื่อมองย้อนกลับไป ไอซ์หัวเราะกับความไร้เดียงสาของตัวเอง
เพราะในฐานะคอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่ไม่เคยเรียนด้านบริหารธุรกิจ เธอต้องเรียนรู้ทุกอย่างจากศูนย์
สามปีแรกของการทำแบรนด์จึงเต็มไปด้วยการลองผิดลองถูก ทุกวันคือการแก้ปัญหาใหม่ ตั้งแต่การผลิต การจัดการ ไปจนถึงเรื่องที่ไม่เคยคิดว่าจะต้องเจอ
จากคนที่เคยมีหน้าที่รีวิวสินค้า กลายเป็นคนที่ต้องสร้างสินค้า บริหารทีม และรับผิดชอบธุรกิจทั้งระบบ
และนั่นคือบทเรียนสำคัญของการเปลี่ยนผ่านจากครีเอเตอร์สู่ผู้ประกอบการ เพราะการสร้างสินค้าที่ดีอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่การทำให้ธุรกิจเดินต่อได้ คือบททดสอบที่แท้จริงของคนทำแบรนด์
เมื่อก้าวมาเป็นเจ้าของแบรนด์ เธอจึงได้รู้ว่า "ของดี" เป็นเพียงปลายทางของธุรกิจ
ก่อนที่สินค้าหนึ่งชิ้นจะไปอยู่ในมือของลูกค้า ยังมีเรื่องต้นทุน การผลิต ระบบหลังบ้าน การบริหารสต๊อก กระแสเงินสด และการจัดการอีกนับไม่ถ้วนที่ต้องเรียนรู้
"เมื่อก่อนเรามองเห็นแค่ปลายทาง ว่าอยากให้ลูกค้าได้ใช้ของดี แต่พอลงมือทำจริง เราถึงรู้ว่ากว่าจะไปถึงจุดนั้น มันมีรายละเอียดอีกเยอะมาก"
เธอเปรียบการทำธุรกิจเหมือนการเดินจากต้นน้ำไปสู่ปลายน้ำ ทุกก้าวเต็มไปด้วยบทเรียนใหม่ที่ไม่มีในตำรา และทุกปัญหาที่ผ่านเข้ามาก็ค่อย ๆ หล่อหลอมให้เธอเติบโตขึ้นในฐานะผู้ประกอบการ
เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่ธุรกิจสอนเธอไม่ใช่แค่การสร้างแบรนด์ แต่คือการเรียนรู้ที่จะรับมือกับปัญหาใหม่ ๆ ในทุกวันที่ธุรกิจยังเดินหน้าต่อไป
สำหรับไอซ์ ไม่มีคำว่า "ผ่านด่านสุดท้าย" ของการทำธุรกิจ เพราะทุกครั้งที่ก้าวไปอีกขั้น ก็จะมีโจทย์ใหม่รออยู่เสมอ
ความท้าทายมีทุกด่าน และใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
ช่วงเริ่มต้น อุปสรรคคือเรื่องเงินทุน การผลิต และการทำให้ธุรกิจอยู่รอด แต่เมื่อธุรกิจเริ่มเติบโต ความท้าทายก็เปลี่ยนรูปแบบ
"สิ่งที่เคยใช้ได้เมื่อวาน อาจใช้ไม่ได้ในวันนี้"
พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน แพลตฟอร์มออนไลน์เปลี่ยน กติกาของตลาดเปลี่ยน แม้แต่ต้นทุนการขายก็เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียมของแพลตฟอร์มหรือการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ทุกอย่างบังคับให้ผู้ประกอบการต้องคิดวิธีใหม่อยู่ตลอด
"ทำสำเร็จครั้งหนึ่ง ไม่ได้แปลว่าจะทำแบบเดิมแล้วสำเร็จอีก"
เธอมองว่า การทำธุรกิจคือการแก้ปัญหาเรื่องใหม่ทุกวัน และเมื่อผ่านแต่ละด่านไปได้ ก็จะเจอความท้าทายในระดับที่ใหญ่ขึ้น
ยกตัวอย่างแม้แบรนด์จะเป็นที่รู้จักและภาพลักษณ์ภายนอกดูแข็งแรง แต่โจทย์สำคัญกลับย้ายมาอยู่ "ภายในองค์กร"
คำถามที่ผู้ประกอบการต้องตอบไม่ใช่เพียงว่าจะขายสินค้าอย่างไร แต่คือทีมงานแข็งแรงพอหรือไม่ ระบบรองรับการเติบโตได้แค่ไหน การเงินมั่นคงเพียงพอหรือยัง และองค์กรพร้อมสำหรับการขยายธุรกิจในระยะต่อไปหรือไม่
สำหรับเธอ การเติบโตของธุรกิจจึงไม่ใช่เส้นชัย หากเป็นบันไดที่ค่อย ๆ พาก้าวขึ้นไปทีละขั้น และในทุกขั้นนั้น ก็ต้องพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น แข็งแรงขึ้น และพร้อมรับมือกับโจทย์ใหม่ที่รออยู่เสมอ
รักษาไฟในตัว คือความมั่นคงของธุรกิจ
เมื่อถามว่า อะไรคือคุณสมบัติสำคัญที่สุดของการเป็นผู้ประกอบการ ไอซ์ตอบทันทีว่า ไม่ใช่ความเก่งหรือความกล้า แต่คือการรักษา "ไฟ" ในตัวเองไว้ให้ได้
เธออธิบายว่า แพสชันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่สิ่งที่ยากกว่าคือการทำให้มันอยู่กับเราได้นานพอ
"ไฟมันติดง่าย แต่ก็ดับง่ายเหมือนกัน"
บางคนมีแรงฮึดอยู่ได้หนึ่งวัน บางคนหนึ่งสัปดาห์ แต่สำหรับไอซ์ สิ่งที่สำคัญไม่ใช่ความร้อนแรงในช่วงเริ่มต้น หากเป็นการประคองไฟก้อนนั้นให้ลุกอยู่ต่อไป แม้จะต้องเผชิญกับปัญหา ความกดดัน และความท้าทายที่เข้ามาไม่รู้จบ
เธอเชื่อว่า ทุกคนต้องหาคำตอบของตัวเองให้เจอว่า อะไรคือสิ่งที่ทำให้ยังอยากลุกขึ้นมาทำงานในทุกเช้า
หาสิ่งที่เป็นเชื้อเพลิงในตัว
สำหรับบางคน อาจเป็นความสุขระหว่างลงมือทำ บางคนอาจหลงใหลในตัวผลิตภัณฑ์ บางคนอาจมีเป้าหมายเรื่องรายได้ หรือผลลัพธ์ที่ปลายทาง แต่ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลแบบไหน สิ่งสำคัญคือการค้นหาให้พบว่า "อะไรคือเชื้อเพลิง" ของตัวเอง
ไอซ์มองว่า สิ่งที่ทำให้เธอยังคงเดินหน้ามาได้ตลอดหลายปี ไม่ใช่เพราะไม่เคยเจออุปสรรค แต่เพราะไม่เคยหยุดเดิน
เธอเรียกเส้นทางของตัวเองว่า Passion to Profession การเปลี่ยนความชอบให้กลายเป็นอาชีพ
ทุกวันนี้ ไอซ์ยังคงทำหน้าที่ทั้งคอนเทนต์ครีเอเตอร์และเจ้าของแบรนด์ Happy Sunday ควบคู่กันไป เพราะทั้งสองอย่างล้วนเป็นสิ่งที่เธอรัก
แต่ในอีกด้านหนึ่ง การสร้างธุรกิจก็เป็นการวางรากฐานให้ชีวิตมีความมั่นคงมากขึ้น
เธอเล่าว่า หนึ่งในความฝันที่อยากทำให้สำเร็จคือการเป็นคุณแม่
อาชีพคอนเทนต์ครีเอเตอร์ยังต้องอาศัยการปรากฏตัวของเธออยู่เสมอ เพราะไม่มีใครเป็น "ไอซ์ พาดี้" แทนได้ แต่ธุรกิจต่างออกไป หากสร้างระบบและแบรนด์ให้แข็งแรงมากพอ วันหนึ่งธุรกิจก็จะเดินหน้าต่อได้ แม้เจ้าของจะไม่ได้อยู่หน้าฉากตลอดเวลา
การเป็นผู้ประกอบการไม่มีวันไหนง่าย
ไอซ์แชร์มุมมอง ส่งถึงคนทำธุรกิจเหมือนกัน เธอบอกว่า การเป็นผู้ประกอบการไม่มีวันไหนง่าย
ทุกวันล้วนมีโจทย์ใหม่เข้ามาทดสอบ ทั้งการตัดสินใจ ความอดทน และความเชื่อมั่นในสิ่งที่กำลังทำ แต่สิ่งที่เธอเรียนรู้มาตลอดเส้นทาง คือเราไม่มีวันแพ้ ตราบใดที่ยังไม่เลือกยอมแพ้
ไอซ์เชื่อว่า ไอเดียที่ดีคือจุดเริ่มต้นของทุกธุรกิจ แต่การทำให้ไอเดียนั้นเติบโตได้จริง ยังต้องอาศัยทั้งคนที่คอยสนับสนุน ทีมที่ช่วยกันลงมือทำ และเป้าหมายที่ชัดเจนว่ากำลังสร้างธุรกิจนี้ขึ้นมาเพื่ออะไร
"ถ้าไอเดียของเราดี และมีเหตุผลที่ชัดเจนว่าทำไปเพื่ออะไร มันก็มีโอกาสเติบโตได้"
"ขอเป็นกำลังใจให้ผู้ประกอบการทุกคน เพราะรู้ดีว่าบนเส้นทางนี้ไม่มีด่านไหนง่าย แต่ก็หวังว่าทุกคนจะผ่านมันไปได้ และประสบความสำเร็จในแบบที่ตัวเองตั้งใจ"
ก่อนจะจบบทสนทนา ไอซ์ทิ้งท้ายถึงแบรนด์ Happy Sunday ที่เธอเรียกว่า "อาณาจักรแห่งความสุข" ไว้อย่างเรียบง่าย
เธอบอกว่า Happy Sunday ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อขายสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ถูกสร้างขึ้นจากความเชื่อว่า "ความสุข" ควรเกิดขึ้นได้ในทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นการแต่งหน้า การพักผ่อน หรือกิจวัตรเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน
นั่นจึงเป็นที่มาของสโลแกน "Make Every Day Your Happy Sunday" เพราะเธออยากให้ทุกวันธรรมดา กลายเป็นวันที่เต็มไปด้วยความสุขของทุกคน
แหล่งข้อมูล : "จากงาน สสว.Unlock ปลดล็อกธุรกิจ SME ไทย" ภาพจากเฟซบุ๊ก Osmepสสว, PADIE







