
ดร.ณัฏฐ์ชี้บัตรเลือกสว.ปี 67 ไม่ใช่หลักฐานชี้ขาดคดีฮั้ว
ดร.ณัฏฐ์ วงศ์เนียม ชี้ ข้อมูลบัตรเลือก สว.รอบประเทศอาจใช้ประกอบสำนวน แต่ไม่ใช่หลักฐานชี้ขาดคดีฮั้ว ย้ำต้องมีเส้นเงินและพฤติการณ์ก่อนสมัครเชื่อมโยง
KEY
POINTS
- ดร.ณัฏฐ์ วงศ์เนียม ชี้ว่าข้อมูลจากบัตรเลือก สว. ปี 67 ไม่ใช่หลักฐานสำคัญที่สามารถชี้ขาดข้อกล่าวหาเรื่องการฮั้วเลือกตั้งได้ เป็นเพียงพยานหลักฐานประกอบคดีเท่านั้น
- การพิสูจน์คดีฮั้ว สว. ต้องอาศัยหลักฐานเชื่อมโยงอื่น โดยเฉพาะเส้นทางการเงินและความสัมพันธ์ระหว่างผู้สมัคร ไม่สามารถสรุปได้จากการที่ผู้สมัครหลายคนลงคะแนนให้บุคคลเดียวกัน
- พฤติการณ์สำคัญของคดีต้องเกิดขึ้นก่อนการสมัครในระดับอำเภอ ส่วนบัตรเลือกตั้งในรอบประเทศเป็นเพียงผลปลายเหตุ จึงไม่น่ามีผลต่อการวินิจฉัยขั้นสุดท้าย
เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ “ดร.ณัฏฐ์” นักกฎหมายมหาชน ให้ความเห็นกรณีนายรอย ขุนพงษ์ทอง นักคณิตศาสตร์ เผยแพร่ข้อมูลบัตรเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) รอบสุดท้ายระดับประเทศ ปี 2567 ว่า ข้อมูลดังกล่าวอาจใช้เป็นพยานหลักฐานประกอบคดีได้ แต่ไม่ใช่หลักฐานสำคัญที่จะชี้ขาดข้อกล่าวหาการสมคบกันให้ได้มาซึ่งอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ หรือคดีฮั้ว สว.
ดร.ณัฏฐ์ระบุว่า การที่ผู้สมัคร สว.หลายคนลงคะแนนเลือกบุคคลเดียวกัน ยังไม่อาจสรุปว่าเป็นการทุจริต เนื่องจากการลงคะแนนเป็นดุลพินิจส่วนบุคคลและพิสูจน์เหตุผลภายในใจได้ยาก การพิจารณาคดีจึงต้องอาศัยหลักฐานเชื่อมโยงอื่น โดยเฉพาะเส้นทางการเงิน รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวการ ผู้ใช้ ผู้สนับสนุน ผู้สมัครที่ถูกกล่าวหาว่าเป็น “กลุ่มพลีชีพ” และผู้ได้รับเลือกเป็น สว.
สำหรับข้อกล่าวหาเรื่อง “ฮั้ว สว.สีส้ม” ดร.ณัฏฐ์เห็นว่า หากนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย (ภท.) มีพยานหลักฐาน ควรนำไปกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน เนื่องจากเป็นคดีอาญาแผ่นดิน บุคคลทั่วไปสามารถกล่าวโทษได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (8) ขณะที่ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.มีอายุความ 10 ปี ถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2576
ส่วนการร้องคัดค้านผลการเลือก สว. ดร.ณัฏฐ์ระบุว่า ขั้นตอนตามมาตรา 41 อาจพ้นกรอบเวลาแล้ว เว้นแต่บุคคลที่ถูกกล่าวหายังดำรงตำแหน่ง สว. ซึ่งอาจยื่นคำร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้งไต่สวนและขอเพิกถอนสิทธิสมัครได้
ดร.ณัฏฐ์ย้ำว่า พฤติการณ์สำคัญของคดีต้องเกิดขึ้นก่อนการสมัครในระดับอำเภอ ส่วนบัตรเลือกในรอบประเทศเป็นเพียงผลในขั้นปลาย จึงไม่น่ามีผลต่อการวินิจฉัยขั้นสุดท้ายของที่ประชุม กกต. พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การนำภาพหรือเสียงที่ กกต.จัดเก็บไว้ออกมาเผยแพร่ ต้องตรวจสอบตามระเบียบว่าเป็นข้อมูลที่ยังจำเป็นต่อคดีและสามารถเปิดเผยได้หรือไม่







