
หอการค้าไทย ชงแผนปฏิรูปเกษตร ดันไทยสู่ Food Security Hub
หอการค้าไทยชงรัฐยกเครื่องเกษตรทั้งห่วงโซ่ เสนอแยกนโยบายเกษตร-อุตสาหกรรมอาหารให้ชัด สร้างสมดุลเกษตรกรและผู้ประกอบการ ปั้นไทยศูนย์กลางความมั่นคงอาหารโลก
KEY
POINTS
- หอการค้าไทยเสนอแผนปฏิรูปภาคเกษตรต่อรัฐบาล ผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก (Food Security Hub)
- ข้อเสนอหลักคือการปรับโครงสร้างภาคเกษตรทั้งระบบ ตั้งแต่การจัดการต้นน้ำ (Zoning, การจัดการน้ำ) การเพิ่มมูลค่าสินค้า และการพัฒนาเกษตรกรสู่ Smart Farmer
- แผนการดำเนินงานแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ Quick Win เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์สินค้าเกษตร และ Quick Big Win เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาตลอดห่วงโซ่อุปทาน
ประเทศไทยกำลังเดินหน้าผลักดันบทบาทในฐานะ "ศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก" ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้ประเด็นความมั่นคงด้านอาหารกลายเป็นวาระสำคัญระดับโลก
ล่าสุดหอการค้าไทย โดย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย คุณชูศักดิ์ ชื่นประโยชน์ รองประธานกรรมการ ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการ และคุณอมรเทพ ทวีพานิชย์ ผู้อำนวยการบริหาร เข้าร่วมการประชุมหารือเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้านการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมี ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์) เป็นประธานการประชุม
ซึ่งการประชุมนี้ สืบเนื่องจากมติของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ที่เห็นชอบให้จัดตั้งคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจใน 5 ด้าน ได้แก่ 1) Tourism & Wellness Hub 2) Food Security Hub 3) Creativity Hub 4) Community Economy & SMEs Trade Hub และ 5) International Trade Hub
ประเด็นข้อเสนอของหอการค้าไทยต่อรัฐบาล มีดังนี้
การกำหนดนโยบายด้าน "ความมั่นคงทางอาหาร" ควรแยกบทบาทของภาคการเกษตร ภาคอาหาร และอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารออกจากกันอย่างชัดเจน
เนื่องจากแต่ละภาคมีปัญหาและแนวทางการพัฒนาที่แตกต่างกัน ในส่วนของภาคเกษตร ที่ผ่านมามักถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ส่งผลให้การแก้ไขปัญหาขาดความต่อเนื่อง
ขณะที่สินค้าเกษตรหลายชนิดประสบปัญหาราคาตกต่ำ คุณภาพและปริมาณผลผลิตไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด รวมถึงสินค้าบางประเภท อาทิ มะพร้าว ยังไม่มีระบบบริหารจัดการปริมาณผลผลิตที่มีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดภาวะสินค้าล้นตลาดเป็นระยะ ขณะที่ด้านอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร
แม้ประเทศไทยจะเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตอาหารชั้นนำของโลก แต่ผู้ประกอบการกลับประสบปัญหาวัตถุดิบภายในประเทศมีราคาสูง ขณะที่การนำเข้าวัตถุดิบมีข้อจำกัดจากผลกระทบต่อราคาสินค้าเกษตรภายในประเทศ จึงควรมีการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานให้เกิดความสมดุลระหว่างเกษตรกรและผู้ประกอบการ
การแก้ไขปัญหาควรเร่งปรับโครงสร้างภาคเกษตรอย่างจริงจัง โดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการตั้งแต่ต้นน้ำ ได้แก่ การกำหนดพื้นที่เพาะปลูก (Zoning), การบริหารจัดการน้ำเพื่อรองรับทั้งภาวะภัยแล้งและน้ำท่วม, การพัฒนาพันธุ์พืช, การลดต้นทุนการผลิต และการวางแผนตลาดให้สอดคล้องกับความต้องการ
พร้อมทั้งกำหนดทิศทางการผลิตให้ชัดเจนว่าในแต่ละพื้นที่ควรส่งเสริมพืชเศรษฐกิจ พืชผัก ผลไม้ ประมง หรือปศุสัตว์ รวมถึงจัดให้มีระบบขึ้นทะเบียนเกษตรกร สวน และล้ง เพื่อยกระดับการควบคุมคุณภาพและการตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่การผลิต
สำหรับการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ควรส่งเสริมการแปรรูป (Value Added) ให้สามารถใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบได้ทุกส่วน ขณะที่ด้านการตลาด เห็นว่าตลาดสินค้าพร้อมรับประทานของไทยมีความเข้มแข็ง โดยเฉพาะช่องทางค้าปลีก (Retail) ซึ่งสามารถสร้างเสถียรภาพด้านตลาดได้ หากภาครัฐสนับสนุนให้กฎระเบียบต่าง ๆ เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ในระยะยาวควรเร่งพัฒนา Smart Farmer อย่างเป็นรูปธรรม โดยสร้างคนรุ่นใหม่เข้าสู่ภาคเกษตร ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
ซึ่งหอการค้าไทยมีแนวทางร่วมมือกับบริษัท Huawei เพื่อพัฒนาหลักสูตรและจัดอบรมเกษตรกรให้สามารถนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้กำหนดกรอบการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อน Food Security โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ Quick Win และ Quick Big Win ดังนี้
1.Quick Win
กำหนดยุทธศาสตร์ สัดส่วน และเป้าหมายของสินค้าเกษตรไทยใน 3 ระดับ ได้แก่ ระดับโลก (Global) ระดับนานาชาติ (International) และการบริโภคภายในประเทศ (Domestic) โดยจัดทำข้อมูลศักยภาพของสินค้าเกษตรสำคัญ ครอบคลุมด้านการผลิต การนำเข้า การแปรรูป และการตลาดทั้งในและต่างประเทศ แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่
- พืชหลัก ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา และอ้อย
- พืชเศรษฐกิจ ได้แก่ ผลไม้สำคัญ อาทิ ทุเรียน ลำไย มังคุด และเงาะ
- ปศุสัตว์ ได้แก่ สุกร ไก่ ไข่ เนื้อโค และนม
- ประมง ได้แก่ กุ้งและปลา
โดยมอบหมายให้ กระทรวงพาณิชย์ และหอการค้าไทย เป็นหน่วยงานหลักในการรวบรวมข้อมูลและจัดทำข้อเสนอในส่วนดังกล่าว
2.Quick Big Win
กำหนดประเด็นสำคัญในการเร่งผลักดันการแก้ไขปัญหาตลอดห่วงโซ่อุปทาน แบ่งออกเป็น 3 ด้าน ดังนี้
ต้นน้ำ
- การจัดทำระบบ Zoning และการขึ้นทะเบียนเกษตรกร
- การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ
- การบริหารจัดการที่ดิน
- การพัฒนาเมล็ดพันธุ์และพันธุ์พืช
- การพัฒนาระบบฐานข้อมูลด้านการเกษตร
กลางน้ำ
- การบริหารจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้เกิดประโยชน์ (Biomass)
- การป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตร
- การสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านสินค้า GI และสินค้าเกษตรมูลค่าสูง (Premium Products)
- การส่งเสริมความเป็นธรรมทางการค้า
- การเชื่อมโยงนวัตกรรมและเทคโนโลยีสู่ภาคเกษตร
ปลายน้ำ
- การทบทวนความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อลดข้อเสียเปรียบทางการแข่งขัน
- การปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบที่ล้าสมัยให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
- การถ่ายทอดและเชื่อมโยงมาตรการและมาตรฐานการค้าโลกสู่ผู้ประกอบการภายในประเทศ
โดยมอบหมายให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ร่วมกันจัดทำข้อเสนอและแผนการดำเนินงานในแต่ละประเด็น ซึ่งสามารถเพิ่มเติมหัวข้อหรือประเด็นที่เห็นสมควร เพื่อให้ครอบคลุมการแก้ไขปัญหาและยกระดับศักยภาพภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารของประเทศอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป







