
เปิดโลกสตาร์ทอัปเกาหลีใต้ รัฐบาลอัดงบ ใช้ TravelTech ยกระดับธุรกิจท่องเที่ยว
เปิดโลกสตาร์ทอัพเกาหลีใต้ รัฐบาลเร่งลงทุน Deep Tech เพิ่มงบวิจัย 35.3 ล้านล้านวอนในปี 69 ครอบคลุม AI หุ่นยนต์ ระบบขนส่งอนาคต พร้อม หนุน Travel Tech ยกระดับธุรกิจท่องเที่ยว
เกาหลีใต้ไม่ได้เป็นเพียงประเทศที่ส่งออกวัฒนธรรม K-Culture ไปทั่วโลก แต่ยังเป็นหนึ่งในระบบนิเวศสตาร์ทอัพที่แข็งแกร่งที่สุดของเอเชีย
โดยจากข้อมูลของ Startupblink ระบุว่า มีสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นมากกว่า 15 ราย มูลค่ากิจการเกิน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และยูนิคอร์น 3 อันดับแรก (Toss-Musinsa-Kurly) สามารถระดมทุนรวมกันได้มากกว่า 13,000 ล้านดอลลาร์ ครอบคลุมธุรกิจตั้งแต่ฟู้ดเทค ฟินเทค แฟชั่น ไปจนถึงเทคโนโลยีการท่องเที่ยว (TravelTech)
สำหรับด้าน TravelTech ถือเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโตในยุคการเติบโตของ AI
โดยล่าสุด Korea Tourism Startup Center (KTSC) สะท้อนภาพการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของอุตสาหกรรม TravelTech ที่กำลังก้าวข้ามยุคของ "แพลตฟอร์มท่องเที่ยว" ไปสู่การเป็น Deep Tech ที่ใช้ AI, AIoT และการวิเคราะห์ข้อมูลเข้ามาแก้ปัญหาการดำเนินธุรกิจท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม
TravelTech ยุคใหม่ ไม่ได้แข่งสร้างแอป แต่แข่งแก้ Pain Point
คิม ควัน-มี (Kim Kwan-mi) Executive Director ของ Korea Tourism Organization (KTO) กล่าวว่า อุตสาหกรรม TravelTech กำลังเปลี่ยนผ่านจากการพัฒนาแพลตฟอร์มและบริการดิจิทัลสำหรับนักท่องเที่ยว ไปสู่การนำ AI, AIoT และเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) มาใช้ยกระดับการดำเนินงานของธุรกิจท่องเที่ยว ตั้งแต่โรงแรม ระบบการเดินทาง การบริหารรายได้ไปจนถึงการสร้างประสบการณ์รูปแบบใหม่ ตามมุมมองของ Korea Tourism Startup Center
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น การขาดแคลนแรงงาน และความคาดหวังของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ผู้ประกอบการหันมาให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่ช่วยเชื่อมโยงข้อมูล เพิ่มประสิทธิภาพ ช่วยให้ธุรกิจลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ได้จริง มากกว่าการแข่งขันกันพัฒนาแพลตฟอร์มหรือแอปพลิเคชันเพียงอย่างเดียว
"เมื่อไม่กี่ปีก่อน ทุกคนถามว่าบริษัทมี AI หรือไม่ แต่วันนี้ผู้ประกอบการไม่ได้มองหาว่าใครมี AI แต่มองว่า AI ช่วยแก้ปัญหาธุรกิจอะไรได้บ้าง นั่นคือทิศทางใหม่ของ TravelTech" คิม ควัน-มี กล่าว
แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางของเกาหลีใต้ที่เร่งลงทุนด้าน AI และเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
รัฐบาลเกาหลีเดินหน้าหนุน Deep Tech เต็มกำลัง
คิม ควัน-มี กล่าวต่อว่า การเปลี่ยนผ่านของ TravelTech ยังสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของรัฐบาลเกาหลีใต้ที่เร่งลงทุนด้าน AI และเทคโนโลยีเชิงลึก
โดยเตรียมเพิ่มงบวิจัยและพัฒนา (R&D) เป็น 35.3 ล้านล้านวอนในปี 2569 ครอบคลุม AI หุ่นยนต์ ระบบขนส่งแห่งอนาคต และเทคโนโลยียุทธศาสตร์ เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
สำหรับ KTSC บทบาทก็ขยับจากการช่วยสตาร์ทอัพ "ออกสู่ตลาดต่างประเทศ" ไปสู่การผลักดันการใช้งานจริงผ่านความร่วมมือเชิงธุรกิจ โดยในปี 2568 สามารถจับคู่ธุรกิจได้ 119 ครั้ง สนับสนุนการทำสัญญาเชิงพาณิชย์ 7 โครงการ และช่วยให้สตาร์ทอัพเกาหลี 2 รายเข้ามาจัดตั้งบริษัทในประเทศไทย ก่อนต่อยอดสู่ความร่วมมือเชิงพาณิชย์ในปี 2569
5 สตาร์ทอัพเกาหลี ชี้อนาคต TravelTech ไม่ได้ขายเทคโนโลยี
อย่างไรก็ตาม KTSC ได้ยกกรณีศึกษาของสตาร์ทอัปด้าน TravelTech ของเกาหลีใต้ ที่เป็นดาวรุ่งกำลังเติบโต ทั้งในประเทศ และภูมิภาคเอเชีย ซึ่งคิมบอกว่า KTSC ทุกรายล้วนสะท้อนแนวคิดเดียวกัน คือการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อแก้ Pain Point ของผู้ประกอบการท่องเที่ยว
ALICORN -DOWHAT บริหารโรงแรม อาคารที่พัก
ยกตัวอย่างเช่น ALICORN เป็นผู้พัฒนา AI Platform สำหรับบริหารอาคารและธุรกิจให้บริการหลายสาขา มีระบบควบคุมการเข้าออก ความปลอดภัย การชำระเงิน และการบริหารอาคารไว้บนแพลตฟอร์มเดียวกัน ช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่ใช้บุคลากรหน้างานน้อยลง
นายโจ มิน-ฮี (Cho Min-hee) CEO ของ Alicorn กล่าวว่า เป้าหมายของบริษัทไม่ใช่การใช้ AI แทนคน แต่เป็นการให้ AI เข้ามาช่วยดูแลงานที่ต้องทำซ้ำและสนับสนุนการดำเนินงานตลอด 24 ชั่วโมง โดยผลจากการใช้งานจริงสามารถลดต้นทุนด้านแรงงานได้สูงสุด 96% เพิ่มกำไรจากการดำเนินงาน 30% และยังรักษาความพึงพอใจของลูกค้าไว้ที่ 98%
Alicorn มีผลงานการใช้งานจริงในหลายประเทศ โดย Ecofit24 ประเทศญี่ปุ่น สามารถลดความถี่ในการตรวจสอบสาขาจากทุกวันเหลือเพียงทุก 3 วัน พร้อมลดจำนวนข้อร้องเรียนจากลูกค้า ขณะที่ Jibmusil Co-working Space ซึ่งมี 6 สาขาและให้บริการสมาชิกกว่า 5,000 คนต่อเดือน สามารถบริหารงานได้ด้วยพนักงานเพียง 2 คน ส่วน SpoAny Fitness ลดจำนวนพนักงานประจำสาขาจาก 6 คนเหลือไม่ต้องมีพนักงานประจำสาขาเลย พร้อมเพิ่มรายได้ราว 20%
สำหรับไทยนายโจ มองว่าเป็นหนึ่งในตลาดท่องเที่ยวขนาดใหญ่ของเอเชีย กำลังเผชิญความท้าทายด้านต้นทุนแรงงานและการขาดแคลนบุคลากรเช่นเดียวกับหลายประเทศในภูมิภาค จึงเป็นโอกาสสำคัญของเทคโนโลยีบริหารจัดการจากระยะไกล
โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ โรงแรม โฮสเทล ฟิตเนส Co-working Space และธุรกิจที่มีหลายสาขา ปัจจุบัน Alicorn ได้เริ่มดำเนินโครงการร่วมกับ SHIN Hotel Group จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อนำระบบตรวจสอบการเข้าพัก รวมถึงการควบคุมระบบไฟฟ้าและเครื่องปรับอากาศจากระยะไกลมาใช้งานจริงแล้ว
ด้านนายซอง บยอง-กวอน (Seong Byeong-gwon) CEO ของ DOWHAT กล่าวว่า ปัญหาสำคัญของโรงแรมจำนวนมากคือการใช้หลายระบบที่ไม่เชื่อมต่อกัน ทำให้เกิดข้อมูลกระจัดกระจายและงานซ้ำซ้อน ปัจจุบันบริษัทขยายการให้บริการจากโรงแรมเพียง 3 แห่งในปี 2564 เป็น 106 โรงแรม ครอบคลุมกว่า 37,000 ห้องพัก และกำลังต่อยอดข้อมูลทั้งหมดสู่แพลตฟอร์ม AI "Aurora" เพื่อช่วยยกระดับการบริหารจัดการโรงแรม
Oh My Hotel & Co.
นายยู ซัง (Yoo Sang) Regional Director ของ Oh My Hotel & Co. กล่าวว่า การแข่งขันของธุรกิจโรงแรมในปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มอัตราการเข้าพักเพียงอย่างเดียว แต่ต้องบริหารรายได้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด บริษัทจึงพัฒนาแพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อช่องทางการขายกว่า 80 ช่องทางทั่วโลก พร้อมช่วยให้โรงแรมเข้าถึงนักท่องเที่ยวจากตลาดสำคัญอย่างจีน เกาหลี และญี่ปุ่น รวมถึงช่วยเพิ่มรายได้ต่อยอดขายมากกว่า 20%
นายพัค ชู-จิน (Park Chu-jin) CEO ของ Star Pickers กล่าวว่า ธุรกิจเช่ายานพาหนะ โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์ ยังขาดระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ บริษัทจึงพัฒนาเทคโนโลยี AIoT สำหรับติดตามยานพาหนะแบบเรียลไทม์ แจ้งเตือนอุบัติเหตุ ป้องกันการโจรกรรม
และต่อยอดสู่แพลตฟอร์มที่ช่วยให้นักท่องเที่ยวสามารถค้นหา เปรียบเทียบราคา จอง และชำระเงินบริการเช่ายานพาหนะได้ในระบบเดียว
ด้าน นายจอง ชาง-ยุน (Jeong Chang-yun) CEO ของ DIVE IN Group กล่าวว่า พฤติกรรมนักท่องเที่ยวกำลังเปลี่ยนจากการมองหาที่พัก ไปสู่การมองหาประสบการณ์ที่มีความหมายมากขึ้น โรงแรมจึงมีโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการนำศิลปะ คอนเทนต์ และทรัพย์สินทางปัญญา (IP) มาพัฒนาห้องพักและกิจกรรมรูปแบบใหม่ ซึ่งไม่เพียงช่วยสร้างความแตกต่าง แต่ยังสร้างแหล่งรายได้ใหม่จากสินค้า นิทรรศการ และประสบการณ์ที่ต่อยอดจากคอนเทนต์
บทเรียนถึงสตาร์ทอัพไทย
กรณีศึกษาจากเกาหลีใต้สะท้อนให้เห็นว่า TravelTech กำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ "AI เป็นเพียงเครื่องมือ" ไม่ใช่จุดขายของธุรกิจอีกต่อไป สิ่งที่นักลงทุนและผู้ประกอบการให้ความสำคัญ คือความสามารถของเทคโนโลยีในการลดต้นทุน เพิ่มรายได้ และแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในอุตสาหกรรม ซึ่งสตาร์ทอัพทั้ง 5 ราย ต่างมองเห็นโอกาสการลงทุนและเป็นส่วนร่วมกับธุรกิจท่องเที่ยวในไทย เนื่องจากโดดเด่นเรื่องฮอสพิทาลิที้ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมจากการเป็นผู้ให้บริการ ไปสู่การเป็นผู้สร้างเทคโนโลยีที่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้







