
วิกฤต SME ไทยภายใต้ "กับดัก Platform" การเติบโตกลายเป็นทางตัน
SME ไทยกำลังติดกับดักครั้งใหญ่ในยุคดิจิทัล! เมื่อการไม่อยู่บนแพลตฟอร์มหมายถึงไม่มีลูกค้า แต่การเข้าไปขายบนแพลตฟอร์มกลับต้องจ่ายค่า GP จนกำไรแทบไม่เหลือ "ดร.การดี เลียวไพโรจน์" เตือนหากรัฐยังคงศึกษาปัญหาโดยไม่มีมาตรการเร่งด่วน อาจเห็นผู้ประกอบการไทยทยอยปิดกิจการเพิ่มขึ้น และสูญเสียฐานรากเศรษฐกิจสำคัญของประเทศอย่างไม่อาจกู้คืน
KEY
POINTS
- SME ไทยกำลังติดกับดักครั้งใหญ่ในยุคดิจิทัล! เมื่อการไม่อยู่บนแพลตฟอร์มหมายถึงไม่มีลูกค้า
- แต่การขายบนแพลตฟอร์มกลับต้องจ่ายค่า GP จนกำไรแทบไม่เหลือ
- "ดร.การดี เลียวไพโรจน์" เตือนหากรัฐยังคงศึกษาปัญหาโดยไม่มีมาตรการเร่งด่วน อาจเห็นผู้ประกอบการไทยทยอยปิดกิจการเพิ่มขึ้น
ดร.การดี เลียวไพโรจน์ โพสต์เฟสบุ๊กส่วนตัวระบุว่า ท่ามกลางกระแสเศรษฐกิจดิจิทัลที่ดูเหมือนจะเอื้อต่อการค้าขาย ผู้ประกอบการ SME ไทยกำลังเผชิญกับ "กับดัก" ครั้งใหญ่ที่กัดกินลมหายใจไปทีละน้อย
จากการที่ต้องแบกรับภาระ "ค่า GP" ที่สูงลิ่วของบรรดาแพลตฟอร์มต่างๆ จนนำไปสู่สถานการณ์ที่ว่า "หน้าร้านก็ขายไม่ได้ ไปอยู่บน Platform ก็ยิ่งเจ๊ง"
ปัญหาที่ว่าไม่ใช่เรื่องค่าธรรมเนียมเท่านั้นค่ะ แต่คือการสูญสิ้นความสามารถในการแข่งขัน และเป็นจุดเริ่มต้นของภาวะการปิดกิจการที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ
SME ไทยในปัจจุบันตกอยู่ในสภาวะ "จำยอม" ต้องนำสินค้าไปวางขายบนแพลตฟอร์มเพื่อการมองเห็น (Visibility) แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือ
- ค่า GP ที่กัดกินกำไร เมื่อหักค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มแล้ว แทบไม่เหลือส่วนต่างในการบริหารจัดการร้าน หรือบางรายต้องแบกรับการขาดทุนสะสมเพื่อรักษาตัวเลขยอดขาย
- ภาวะหน้าร้านเงียบเหงา พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปพึ่งพาแพลตฟอร์มมากขึ้น แต่เมื่อไปอยู่บนนั้น SME กลับถูกบีบให้ต้องทำโปรโมชั่นที่เข้าเนื้อตัวเองซ้ำซ้อน
อ้อได้โทรสอบถามไปยังหน่วยงานของภาครัฐเมื่อเดือนที่แล้ว คำตอบคือ ยังศึกษากันอยู่…
คำตอบจากภาครัฐที่ว่า "ยังศึกษากันอยู่" เป็นสิ่งที่ SME รับไม่ได้ในสถานการณ์ที่ความเป็นความตายแขวนอยู่บนเส้นด้าย
เราเห็นความย้อนแย้งที่ชัดเจน กรมการค้าภายในกระทรวงพาณิชย์ มีอำนาจเด็ดขาดในการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ตั้งแต่เนื้อหมูไปจนถึงสินค้าเกษตร แต่เมื่อถึงคราวที่ "ค่าบริการดิจิทัล" ซึ่งเป็นต้นทุนที่ทำร้ายผู้ประกอบการรายย่อย กลับไม่มีการใช้กฎหมายบังคับ เพื่อควบคุมอย่างจริงจัง
สิ่งที่น่ากังวลคือช่องว่างของกฎหมาย การจำกัดขอบงานของตัวเอง
ETDA ถูกมอบหมายให้เป็นศูนย์กลางทั้งที่ในทางปฏิบัติไม่มีอำนาจทางกฎหมายที่แท้จริงในการสั่งการหรือควบคุมกลไกราคาของแพลตฟอร์ม ได้แต่จดแจ้ง หรือแค่ "ขอความร่วมมือ"
กขค. (คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า) แม้จะมีกลไกทางกฎหมาย แต่กระบวนการดำเนินงานกลับเป็นเพียง "Soft Law" ที่ใช้เวลาพิจารณายาวนานหลายเดือน ในขณะที่ SME ต้องการทางออกที่รวดเร็วทันที เพราะความเสียหายเกิดขึ้นแบบรายวัน
อ้อเห็นว่าควรถึงเวลา "กฎหมาย" ต้องทำงาน หรืออย่างน้อยมี "ปุ่มฉุกเฉิน" ทางกฎหมายได้แล้วค่ะ
เราไม่สามารถฝากอนาคต SME ไว้กับการรอคอยกระบวนการศึกษาที่ไม่มีวันสิ้นสุดได้ ภาครัฐต้องเปลี่ยนท่าทีจากการ "เฝ้ามอง" มาเป็นการ "จัดการ" นั่นคือ
- กำหนด Hard Law ควบคุมค่า GP โดยรัฐบาลควรจัดหมวดหมู่ "ค่าบริการแพลตฟอร์ม" เป็นบริการที่ต้องควบคุมราคาและเพดาน GP เหมือนกับสินค้าควบคุมอื่นๆ เพื่อไม่ให้แพลตฟอร์มเอาเปรียบผู้ประกอบการเกินควร
- ให้อำนาจหน่วยงานที่บังคับใช้ได้จริง ต้องชัดเจนว่าหน่วยงานไหนมีอำนาจสั่งการ (เช่น กระทรวงพาณิชย์) ไม่ใช่ผลักภาระไปให้หน่วยงานที่ไม่บังคับใช้กฎหมายได้
- สร้างความเป็นธรรมในกลไกตลาดสมัยใหม่ การใช้คูปองที่ทำให้ผู้บริโภคเสพติด แต่ผู้ค้าขาดทุน เร่งกระบวนการตรวจสอบการใช้อำนาจเหนือตลาดของแพลตฟอร์มให้รวดเร็ว ไม่ใช่แค่การไกล่เกลี่ย
- สร้างความร่วมมือแพลทฟอร์มและสมาคม / สภา sme
บทสรุปนะคะ...
หากภาครัฐยังคงเพิกเฉยหรือปล่อยให้เรื่องนี้เป็นเพียงประเด็นทางวิชาการที่ "ศึกษากันต่อไป" เราอาจต้องสูญเสีย SME ไทยไปอีกจำนวนมหาศาล ซึ่งหมายถึงการว่างงานและการสูญเสียฐานรากทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของประเทศ
วันนี้ SME ไม่ได้ต้องการแค่การเยียวยา แต่ต้องการ "กติกาที่ยุติธรรม" เพื่อให้พวกเขาอยู่รอดและเติบโตได้ด้วยตัวเอง.







