posttoday
"พาณิชย์" เผยส่งออกไทยยังแข็งแกร่ง เร่งเปิดตลาดใหม่-ดัน FTA รับมือความไม่แน่นอนโลก

"พาณิชย์" เผยส่งออกไทยยังแข็งแกร่ง เร่งเปิดตลาดใหม่-ดัน FTA รับมือความไม่แน่นอนโลก

21 มิถุนายน 2569

กระทรวงพาณิชย์ประเมินส่งออกไทยยังเติบโต แม้โลกเผชิญปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน โดยเฉพาะสถานการณ์ตะวันออกกลางที่เริ่มกระทบการค้าข้าวไทยในบางตลาด รัฐบาลจึงเร่งเดินหน้ากลยุทธ์ "กระจายความเสี่ยง" ผ่านการเปิดตลาดใหม่ ผลักดัน FTA และสร้างโอกาสทางการค้าเพิ่มเติม เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและสร้างความมั่นคงให้ภาคส่งออกไทยในระยะยาว

KEY

POINTS

  • กระทรวงพาณิชย์ประเมินส่งออกไทยยังเติบโต แม้โลกเผชิญปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน โดยเฉพาะสถานการณ์ตะวันออกกลาง
  • รัฐบาลจึงเร่งเดินหน้ากลยุทธ์ "กระจายความเสี่ยง" ผ่านการเปิดตลาดใหม่ ผลักดัน FTA และสร้างโอกาสทางการค้าเพิ่มเติม
  • เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและสร้างความมั่นคงให้ภาคส่งออกไทยในระยะยาว

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานเปิดโครงการคนข่าวขายของ “ตลาดนัดนักข่าว ครั้งที่ 8” ซึ่งจัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ณ ลานรอยัล พาร์ค พลาซ่า ชั้น 1 ศูนย์การค้าพาราไดซ์ พาร์ค กรุงเทพฯ ว่า ภาพรวมการส่งออกของไทยในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 ยังคงขยายตัวได้ดีและถือเป็นสถิติที่น่าพอใจ โดยเฉพาะในหมวดสินค้าเกษตรที่กลับมาเติบโตอย่างโดดเด่น

สินค้าเกษตรมีการส่งออกขยายตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะทุเรียน ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรมูลค่าสูงที่สร้างรายได้จากการส่งออกเกือบ 150,000 ล้านบาท โดยในช่วงต้นปี กระทรวงพาณิชย์มีความกังวลว่าปริมาณผลผลิตทุเรียนจะเพิ่มขึ้นจากปีก่อน ขณะที่ผลผลิตส่วนใหญ่เป็นทุเรียนขนาดเล็ก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อราคาและการระบายผลผลิต

“กระทรวงพาณิชย์จึงได้เตรียมมาตรการเชิงรุกตั้งแต่ต้นปี ทั้งการทำตลาดล่วงหน้า การประชาสัมพันธ์ทุเรียนไซซ์เล็ก การสนับสนุนการส่งออก รวมถึงการอำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์และการค้าชายแดน โดยเฉพาะด่านที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งผ่านประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญในการส่งออกทุเรียนไทยไปยังตลาดต่างประเทศ” นางศุภจี กล่าว

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานในช่วงเดือนเมษายน พฤษภาคม และมิถุนายน เป็นไปในทิศทางที่ดี สะท้อนจากการส่งออกผลไม้ไทยที่ขยายตัวต่อเนื่อง และช่วยรองรับผลผลิตที่เพิ่มขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับสถานการณ์การค้าโลก นางศุภจี กล่าวว่า แม้จะมีพัฒนาการเชิงบวกจากการเจรจาและข้อตกลงระหว่างประเทศในบางพื้นที่ของโลก แต่รัฐบาลยังไม่สามารถวางใจได้ เนื่องจากยังมีช่วงเวลาการดำเนินการตามเงื่อนไขของข้อตกลงต่าง ๆ ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด อีกทั้งสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ยังคงมีความไม่แน่นอน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการค้าและการส่งออกของไทยได้ในอนาคต

ดังนั้น กระทรวงพาณิชย์จึงยังคงเดินหน้านโยบายกระจายความเสี่ยงทางการค้า โดยเร่งเปิดตลาดใหม่และขยายตลาดส่งออกเพิ่มเติม เพื่อสร้างความสมดุลทางการค้าและลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป

ยกตัวอย่างในช่วงที่ผ่านมาสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อการส่งออกข้าวของไทยไปยังบางประเทศ โดยเฉพาะตลาดอิรัก ซึ่งไม่สามารถดำเนินการขนส่งได้ตามปกติ ทำให้ผู้ส่งออกต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางขนส่งผ่านประเทศอื่น ส่งผลให้ปริมาณการค้าไม่เป็นไปตามเป้าหมาย กระทรวงพาณิชย์จึงเร่งหาตลาดใหม่เพิ่มเติม ทั้งในทวีปแอฟริกา ลาตินอเมริกา และตลาดศักยภาพอื่น ๆ เพื่อรักษาเป้าหมายการส่งออกตลอดทั้งปี

การเร่งขยายตลาดส่งออกเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลผลักดันการจัดทำความตกลงการค้าเสรี (FTA) และพิธีสารทางการค้าต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้นำความตกลงและพิธีสารด้านการค้าจำนวน 5 ฉบับ เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมรัฐสภาให้ความเห็นชอบ ประกอบด้วย 2 FTA คือ FTA ไทย-เอฟตา  FTA ไทย-ภูฏาน

และ 3 พิธีสาร ประกอบด้วย พิธีสารเพื่อยกระดับเพิ่มเติมกรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างรอบด้านและความตกลงบางฉบับภายใต้กรอบความตกลงดังกล่าว ระหว่างประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) กับสาธารณรัฐประชาชนจีน

พิธีสารฉบับที่ 2 เพื่อแก้ไขความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (Second Protocol to Amend the ASEAN Trade in Goods Agreement: ATIGA) และพิธีสารแก้ไขความตกลงมาร์ราเกชจัดตั้งองค์การการค้าโลก (WTO) เพื่อผนวกความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมง

“ไม่ว่าจะเกิดสถานการณ์ใดขึ้นในเศรษฐกิจโลก ไทยจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้า เพื่อให้ภาคการส่งออกยังสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง และผู้ประกอบการไทยได้รับประโยชน์จากโอกาสทางการค้าอย่างเต็มที่” นางศุภจี กล่าว

ในส่วนของสถานการณ์ราคาพลังงาน นางศุภจี กล่าวว่า แม้จะเริ่มเห็นแนวโน้มราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลง แต่ยังต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งกว่าผลดีดังกล่าวจะสะท้อนมายังต้นทุนสินค้าและค่าครองชีพของประชาชน เนื่องจากสินค้าจำนวนหนึ่งยังคงมีต้นทุนจากช่วงที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง ขณะที่ประเทศไทยยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากภูมิภาคตะวันออกกลางในสัดส่วนประมาณร้อยละ 50 ของการนำเข้าพลังงานทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ยังคงเดินหน้ามาตรการดูแลค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย” ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 และต่อยอดสู่โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ในเดือนมิถุนายน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ควบคู่กับการส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อยและ SMEs ให้มีช่องทางจำหน่ายสินค้าและสร้างรายได้เพิ่มขึ้น

นางศุภจี กล่าวว่า ในช่วงเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการ SMEs เข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความสำเร็จของมาตรการที่ไม่เพียงช่วยดูแลค่าครองชีพประชาชน แต่ยังช่วยสร้างโอกาสทางการตลาดและเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการไทยควบคู่กันไป

“แม้เศรษฐกิจโลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่กระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้าใช้ทุกกลไกในการรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งการเปิดตลาดใหม่ การผลักดัน FTA การดูแลค่าครองชีพ และการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย เพื่อให้การส่งออกและเศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง”

ข่าวล่าสุด

"พาณิชย์" เผยส่งออกไทยยังแข็งแกร่ง เร่งเปิดตลาดใหม่-ดัน FTA รับมือความไม่แน่นอนโลก

"พาณิชย์" เผยส่งออกไทยยังแข็งแกร่ง เร่งเปิดตลาดใหม่-ดัน FTA รับมือความไม่แน่นอนโลก