
เอกชน ชงรัฐแก้กฎระเบียบประมง ทบทวนค่าธรรมเนียมนำเข้าสัตว์น้ำ เปิดตลาดรัสเซีย
หอการค้าฯ หารือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชงเร่งแก้กฎระเบียบ ประมง–อาหาร ทบทวนค่าธรรมเนียมนำเข้าสัตว์น้ำ เปิดตลาดรัสเซียรับศึกการค้าโลก
KEY
POINTS
- ภาคเอกชนเสนอให้กระทรวงเกษตรฯ ทบทวน เกี่ยวกับการเก็บค่าธรรมเนียมการนำเข้าสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ เพื่อลดภาระต้นทุนของผู้ประกอบการ
- เรียกร้องให้ปรับปรุงหลักเกณฑ์การขออนุญาตนำเข้าสัตว์น้ำให้สอดคล้องกับสภาพธุรกิจจริง และเร่งเจรจาปลดล็อกข้อจำกัดการส่งออกสินค้าสัตว์น้ำแปรรูปไปยังรัสเซีย
- พร้อมเสนอให้ภาครัฐเร่งเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อลดอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (NTBs) และส่งเสริมมาตรฐาน GAP สำหรับฟาร์มปลาน้ำจืดเพื่อเพิ่มโอกาสการส่งออก
หอการค้าไทย นำโดย ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อม ดร.ชนินทร์ ชลิศราพงศ์ รองประธานกรรมการ หอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการธุรกิจประมงและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง วิบูลย์ สุภัครพงษ์กุล รองประธานกรรมการ หอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการบริหารศูนย์ประสานงานและประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรและอาหาร (ศูนย์ AFC) และอนุชา เตชะนิธิสวัสดิ์ นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย เข้าพบหารือกับวัชรพล ขาวขำรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อนำเสนอประเด็นด้านเกษตรและอาหารของประเทศไทย
ภาคเอกชนได้สะท้อนข้อกังวลเกี่ยวกับกฎระเบียบและต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่อาจส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมประมง อาหารทะเลแปรรูป และอาหารสัตว์เลี้ยงของไทย โดยเสนอให้ภาครัฐพิจารณาทบทวนกฎกระทรวงฯ การเก็บค่าธรรมเนียมการนำเข้าสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ รวมถึงค่าธรรมเนียมตามกฎหมายโรคระบาดสัตว์ เพื่อไม่ให้เป็นภาระต้นทุนเพิ่มเติมแก่ผู้ประกอบการในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอน
นอกจากนี้ ได้เสนอให้ปรับปรุงหลักเกณฑ์การขออนุญาตนำเข้าสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำให้สอดคล้องกับสภาพการดำเนินธุรกิจจริง โดยประกาศกรมประมง เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขออนุญาตและการอนุญาตนำเข้าสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ พ.ศ.2569 ได้ส่งผลกระทบต่อด้านระยะเวลาการยื่นขออนุญาตล่วงหน้า 1 วัน หากเอกสารยื่นคำขอมาไม่ทันจะถูกเปรียบเทียบปรับ 40,000 บาท/shipment ซึ่งประกาศดังกล่าวส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการโดยตรง เป็นต้น
ในด้านการส่งออก ภาคเอกชนได้ขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งผลักดันการเจรจากับสหพันธรัฐรัสเซีย เพื่อปลดข้อจำกัดการนำเข้าสินค้าสัตว์น้ำแปรรูปและอาหารสัตว์เลี้ยงจากประเทศไทย พร้อมผลักดันการหารือภายใต้กรอบความร่วมมือด้านมาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) และอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า (TBT) เพื่อฟื้นฟูโอกาสทางการค้าและสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าของไทยในตลาดโลก
สำหรับผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกา ภาคเอกชนเสนอให้ภาครัฐเร่งเจรจาเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตร ประมง และอาหารของไทย โดยขอให้มีการลดอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Barriers: NTBs) และผลักดันการยกเว้นภาษีสำหรับสินค้าที่สหรัฐฯ ไม่สามารถผลิตได้เพียงพอ รวมถึงเร่งสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ถิ่นกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) และสัดส่วนการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ (Local Content)
ในส่วนของอุตสาหกรรมปลาน้ำจืด ภาคเอกชนได้เสนอให้เร่งส่งเสริมและขยายการรับรองมาตรฐาน GAP สำหรับฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสการส่งออกและยกระดับมาตรฐานการผลิตของไทย พร้อมทั้งพัฒนาระบบดิจิทัลสำหรับการออกเอกสารรับรองต่าง ๆ อาทิ หนังสือกำกับการจำหน่ายสัตว์น้ำ (MD) และใบรับรองสุขภาพสัตว์น้ำ (Health Certificate : HC) ให้มีความรวดเร็ว โปร่งใส และตอบสนองต่อความต้องการของตลาดต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หอการค้าไทย เสนอให้มีการจัดทำยุทธศาสตร์ปลาน้ำจืด เพื่อส่งเสริมมาตรฐาน GAP ปลดล็อกการส่งออกปลาน้ำจืดเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระบุว่า พร้อมทำงานร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ลดอุปสรรคทางการค้า ยกระดับมาตรฐานการผลิต และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารไทย อันจะช่วยสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร ผู้ประกอบการ และเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป







