posttoday
เรื่องเล่าจาก ROOTS แบรนด์กาแฟไทย ผู้นำพาเมล็ดบนดอยสูงมาสู่กรุง

เรื่องเล่าจาก ROOTS แบรนด์กาแฟไทย ผู้นำพาเมล็ดบนดอยสูงมาสู่กรุง

16 มิถุนายน 2569

“30 ปีที่ปลูกกาแฟ แต่ไม่เคยได้ดื่มกาแฟที่ตัวเองปลูก” เรื่องเล่าจากเต้-วรัตต์ วิจิตรวาทการ ผู้ก่อตั้ง ROOTS สู่ภารกิจทำให้คนทั้งโลกรู้จักกาแฟไทย

KEY

POINTS

  • “30 ปีที่ปลูกกาแฟ แต่ไม่เคยได้ดื่มกาแฟที่ตัวเองปลูก”
  • เรื่องเล่าจากเต้-วรัตต์ วิจิตรวาทการ ผู้ร่วมก่อตั้ง ROOTS ที่พาเมล็ดกาแฟไทยบนดอยสูงลงมาสู่กรุง เป็นสะพานเชื่อมระหว่าง “คนดื่มกับคนปลูก”
  • กับหลายความทรงจำไม่เคยลืม ระหว่างแบรนด์ พนักงาน และเกษตรกร ที่ไม่เจอบนหน้ากระดาษ

 

เรื่องราวของ ROOTS แบรนด์กาแฟสัญชาติไทยแท้ ไม่ได้เกิดจากความฝันของคนที่อยากเปิดร้านกาแฟ แม้ว่า เต้-วรัตต์ วิจิตรวาทการ ผู้ร่วมก่อตั้งจะสนใจเรื่องเมล็ดกาแฟก็ตาม แต่ความจริงแล้วสาเหตุที่ทำให้เขามาเอาจริงเอาจัง เกิดจากการพบกับ 

 

“เกษตรกรที่ปลูกกาแฟมานานกว่า 30 ปี แต่ไม่เคยดื่มกาแฟที่ตัวเองปลูกเลย” 

 

และเหตุการณ์วันนั้นได้เปลี่ยนวิธีคิดในการทำธุรกิจของเขาไปตลอดกาล

 

เรื่องเล่าจาก ROOTS แบรนด์กาแฟไทย ผู้นำพาเมล็ดบนดอยสูงมาสู่กรุง

 

ยุคก่อน ร้านกาแฟยังไม่เยอะแบบนี้

วรัตต์ เล่าย้อนความหลังให้ฟังว่า เขาสนใจเรื่องกาแฟมามากกว่า 20 ปีแล้ว ก่อนตัดสินใจสร้างแบรนด์ ROOTS เมื่อ 13 ปีก่อน ซึ่งตอนนั้นไม่ได้มีร้านกาแฟเยอะเหมือนตอนนี้ เพราะถ้าดูมูลค่าตลาดกาแฟไทยปีที่ผ่านมา อยู่ที่ประมาณ 65,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับช่วง 10 ปีก่อน และยังเติบโตเฉลี่ย 8-9% ต่อปี โดยแทบไม่เห็นสัญญาณชะลอตัว

 

ขณะเดียวกัน พฤติกรรมผู้บริโภคก็เปลี่ยนไปมาก จากเดิมที่คนไทยนิยมดื่มชามากกว่ากาแฟ ปัจจุบันคนไทยดื่มกาแฟเฉลี่ยราว ๆ 340 แก้วต่อคนต่อปี เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาเช่นกัน

 

นอกจากนี้ จำนวนผู้ประกอบการในธุรกิจกาแฟยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพียงแค่ครึ่งปีที่แล้ว มีมีธุรกิจเกี่ยวกับกาแฟจดทะเบียนจัดตั้งใหม่กว่า 415 ราย 

 

ตลาดกาแฟใหญ่ แต่กำไรผู้ประกอบการลดลงเรื่อยๆ 

อย่างไรก็ตาม วรัตต์ เผยว่า เบื้องหลังตัวเลขการเติบโตที่สวยงาม ยังมีอีกด้านหนึ่งที่คนในอุตสาหกรรมรับรู้ร่วมกัน นั่นคือ แม้ตลาดจะใหญ่ขึ้น แต่กำไรของผู้ประกอบการกลับลดลงเรื่อย ๆ จากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น

 

เมื่อเทียบกับ 10 ปีก่อน ในสมัยที่เขายังเป็นเพียงผู้ประกอบการร้านกาแฟรายเล็ก กาแฟไทยในเวลานั้นเป็นเพียงหนึ่งในวัตถุดิบที่นำมาผสมกับเมล็ดกาแฟจากแหล่งปลูกชื่อดังทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเอธิโอเปียหรือเคนยา เพื่อสร้างรสชาติที่ต้องการ

 

แต่เมื่อมีโอกาสเดินทางขึ้นไปยังแหล่งปลูกกาแฟในหลายพื้นที่ ทั้งเชียงใหม่ เชียงราย และน่าน มุมมองของเขาที่มีต่อกาแฟไทยก็เริ่มเปลี่ยนไป

 

เขาบอกว่า สิ่งที่เห็นไม่ใช่แค่ต้นกาแฟบนภูเขา แต่เป็นระบบนิเวศที่เชื่อมโยงผู้คนเข้ากับผืนป่า เห็นเกษตรกรที่ใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ และช่วยดูแลรักษาพื้นที่ป่าต้นน้ำไปพร้อมกับการเพาะปลูก

 

เขาเล่าด้วยสีหน้ามีความสุขว่า หนึ่งในคนที่เขาจดจำได้ดีคือ “พี่ศรี” เกษตรกรจากบ้านขุนลาว จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นหนึ่งในเกษตรกรกลุ่มแรก ๆ ที่เขาได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยียน

 

พี่ศรี เกษตรกรผู้เติบโตพร้อมกับ Roots

 

“พี่ศรีเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นและทุ่มเทกับการปลูกกาแฟอย่างมาก ดูแลทุกขั้นตอนด้วยตัวเอง ตั้งแต่การปลูก การเก็บเกี่ยว ไปจนถึงการพัฒนาคุณภาพผลผลิต วันนั้นผมเดินชมสวนกาแฟทั่วทั้งพื้นที่ ก่อนจะถูกชวนกลับมานั่งดื่มกาแฟที่บ้าน”

 

คนปลูกกาแฟ แต่ไม่เคยดื่มกาแฟที่ตัวเองปลูก

วรัตต์บอกว่า เขาและทีมงานต่างตื่นเต้นที่จะได้ชิมกาแฟจากฝีมือของเกษตรกรที่ทุ่มเทดูแลต้นกาแฟมานานหลายสิบปี แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่เป็นอย่างที่คิด เพราะพี่ศรีเดินหายเข้าไปในบ้าน ก่อนจะกลับมาพร้อมแก้วกาแฟสีแดงที่ชงจากกาแฟสำเร็จรูป 3-in-1

 

“กาแฟของพี่อร่อยมาก ผมเคยชิมมาแล้ว แล้วทำไมพี่ถึงชงกาแฟสำเร็จรูปให้ดื่ม" เขาถาม แต่คำตอบที่ได้รับ พี่ศรีบอกว่า “พี่ก็แค่ปลูกไปอย่างงั้น... ขายไปเป็นกิโล แล้วก็มีรถมารับไปที่ไหนก็ไม่รู้"

 

ที่สำคัญกว่านั้นคือ ตลอดเวลากว่า 30 ปีที่ปลูกกาแฟ พี่ศรียังไม่เคยได้ดื่มกาแฟจากเมล็ดที่ตัวเองปลูก

 

สำหรับคนที่ทำงานอยู่ปลายน้ำ วรัตต์ เคยชิมกาแฟจากสวนแห่งนี้มาแล้ว และรู้ดีว่าคุณภาพของเมล็ดกาแฟไทยดีเพียงใด แต่กลับพบว่าคนที่อยู่ต้นน้ำที่สุดของห่วงโซ่ กลับไม่เคยรับรู้เลยว่าผลผลิตของตัวเองมีรสชาติเป็นอย่างไร

 

เมื่อกลับถึงกรุงเทพฯ เขาจึงรวบรวมอุปกรณ์ชงกาแฟ พร้อมนำเมล็ดกาแฟที่คั่วแล้วจากสวนของพี่ศรีกลับขึ้นดอยอีกครั้ง

 

วันนั้นพี่ศรีได้ชิมกาแฟจากเมล็ดที่ตัวเองปลูกเป็นครั้งแรก แม้อาจไม่ใช่รสชาติที่คุ้นเคยในทันที แต่สำหรับวรัตต์ เขาเห็นประกายบางอย่างในสายตาของเกษตรกรคนหนึ่งที่เพิ่งค้นพบคุณค่าของผลผลิตที่ตัวเองสร้างขึ้นมา

 

Credit : Roots

 

ปัจจุบัน หากเดินทางไปยังหมู่บ้านขุนลาว จังหวัดเชียงราย จะพบว่าเกษตรกรจำนวนมากเริ่มคั่วกาแฟ ชงกาแฟ และชิมกาแฟของตัวเองเป็นเรื่องปกติ ความรู้เรื่องกาแฟไม่ได้หยุดอยู่แค่ปลายน้ำอีกต่อไป แต่ถูกส่งกลับไปถึงต้นน้ำด้วย

 

ROOTS เป็นสะพานเชื่อมระหว่างคนดื่มกับคนปลูก 

เหตุการณ์วันนั้นทำให้วรัตต์มองบทบาทของ ROOTS เปลี่ยนไป จากเดิมที่คิดว่าหน้าที่ของตัวเองคือการคั่วกาแฟและขายกาแฟดี ๆ ให้ลูกค้า 

 

เขาเริ่มมองว่าหน้าที่ที่สำคัญกว่าคือการเป็น "สะพาน" เชื่อมระหว่างคนปลูกกับคนดื่ม เป็นคนที่นำเรื่องราว ความตั้งใจ และความพยายามของเกษตรกรที่ดูแลผืนป่าและพัฒนาคุณภาพกาแฟ ส่งต่อไปถึงผู้บริโภคให้มากที่สุด

 

"ผมรู้สึกว่านี่แหละคือ Mission ของเรา" ความเชื่อนี้ทำให้เขาตัดสินใจก้าวออกจากร้านกาแฟเล็ก ๆ และมองหาเวทีที่ใหญ่กว่าเดิม

 

Credit : Roots

เมล็ดกาแฟไทยที่เคยถูกมองข้ามในสายตาชาวโลก

ในปี 2014 วรัตต์ลงแข่งขัน Thailand Barista Championship เพื่อชิงสิทธิ์เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันระดับโลก ในยุคนั้น แทบไม่มีใครเลือกใช้กาแฟไทยบนเวทีแข่งขันระดับสากล เพราะหลายคนมองว่ายังสู้เมล็ดกาแฟจากประเทศชั้นนำไม่ได้

 

แต่วรัตต์ เชื่อว่าประเทศไทยมีสิ่งที่พิเศษกว่านั้น ไม่ใช่แค่กาแฟคุณภาพดี แต่เป็นระบบนิเวศทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่เกษตรกร ผู้คั่วกาแฟ ร้านกาแฟ ไปจนถึงผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสิ่งที่ดื่ม

 

"หลายประเทศมีแหล่งปลูกกาแฟ หลายประเทศมีร้านกาแฟดี ๆ แต่มีไม่กี่ประเทศที่คุณสามารถซื้อตั๋วเครื่องบินหนึ่งชั่วโมง ขับรถต่ออีกชั่วโมง แล้วไปยืนอยู่กลางฟาร์มกาแฟที่ปลูกเมล็ดซึ่งอยู่ในแก้วของคุณได้ผมเชื่อว่าเรื่องราวแบบนี้คือสิ่งที่โลกควรได้เห็นจากกาแฟไทย”

 

วรัตต์จึงเลือกใช้กาแฟไทยแบบ Single Origin ลงแข่งขัน แม้จะรู้ว่าเป็นทางเลือกที่สวนกระแสในเวลานั้น ผลลัพธ์คือเขาสามารถคว้าแชมป์ประเทศไทยได้สำเร็จ

 

"มันเป็นความภูมิใจที่ได้พิสูจน์ว่า สิ่งที่เราเชื่อมีคุณค่า และมีคนมองเห็นคุณค่านั้น"

 

แต่หลังการแข่งขันจบลง กรรมการต่างชาติรายหนึ่งเดินเข้ามาพูดคุยด้วยความหวังดี พร้อมให้คำแนะนำว่า หากต้องการประสบความสำเร็จบนเวทีโลก ไม่ควรใช้กาแฟไทยอีก เหตุผลคือ กาแฟไทยยังดีไม่พอที่จะสู้กับเมล็ดกาแฟระดับโลกได้

 

คำพูดนั้นทำให้วรัตต์ต้องกลับมาถามตัวเองอีกครั้งว่า เป้าหมายที่แท้จริงของเขาคืออะไร "ระหว่างการเลือกใช้เมล็ดกาแฟชื่อดังระดับโลกที่อาจเพิ่มโอกาสคว้าชัยชนะ หรือการยืนหยัดนำเสนอเรื่องราวของกาแฟไทยในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ"

 

สุดท้ายเขาเลือกอย่างหลัง

 

วรัตต์ตัดสินใจนำกาแฟไทยไปแข่งขันบนเวทีโลก แม้จะรู้ว่าหนทางสู่ตำแหน่งแชมป์อาจยากขึ้น ผลการแข่งขันในวันนั้น เขาไม่ได้เป็นแชมป์โลก แต่สิ่งที่ได้รับกลับมีคุณค่าไม่แพ้กัน

 

เพราะเรื่องราวของกาแฟไทยถูกเล่าต่อให้กับบาริสต้า ผู้คั่วกาแฟ และแชมป์จากหลายประเทศได้รับฟัง หลายคนเพิ่งรู้เป็นครั้งแรกว่าประเทศไทยเป็นประเทศผู้ผลิตกาแฟ และหลายคนเริ่มมองกาแฟไทยในมุมใหม่

 

"คนเริ่มถามว่าประเทศไทยมีกาแฟด้วยเหรอ และเมื่อได้ลองชิม ก็พบว่ากาแฟไทยไม่ได้แย่อย่างที่เคยคิด"

 

แม้จะไม่ได้กลับบ้านพร้อมถ้วยรางวัลแชมป์โลก แต่การเดินทางครั้งนั้นทำให้ เขามั่นใจว่า เขาพบคำตอบแล้วว่าธุรกิจของตัวเองกำลังทำอะไรอยู่

 

นั่นคือ ROOTS ไม่ได้มีหน้าที่แค่ขายกาแฟ แต่มีหน้าที่ทำให้โลกมองเห็นคุณค่าของกาแฟไทยและผู้คนที่อยู่เบื้องหลังเมล็ดกาแฟทุกเมล็ด และนั่นคือ Purpose ที่ชัดเจนที่สุดของแบรนด์นับจากวันนั้นเป็นต้นมา

 

เรื่องเล่าจาก ROOTS แบรนด์กาแฟไทย ผู้นำพาเมล็ดบนดอยสูงมาสู่กรุง

 

ROOTS ใช้กาแฟไทย 100% 

หลังกลับจากเวทีโลก วรัตต์ยอมรับว่า คำวิจารณ์ที่ได้รับไม่ใช่เรื่องผิด ในเวลานั้น หากวัดตามมาตรฐานกาแฟสเปเชียลตี้ กาแฟไทยส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับประมาณ 79-81 คะแนน ยังห่างจากกาแฟชั้นนำของโลกหลายประเทศ แต่แทนที่จะหันไปใช้เมล็ดกาแฟจากต่างประเทศ เขากลับมองว่านี่คือโอกาส

 

"ถ้าวันนี้กาแฟไทยยังไม่ดีที่สุด เราก็ช่วยกันทำให้มันดีขึ้นได้"

 

ด้วยความเชื่อนั้น ROOTS ตัดสินใจเลือกเส้นทางที่แตกต่างจากผู้คั่วกาแฟส่วนใหญ่ในตลาด ในขณะที่หลายแบรนด์คัดเลือกเมล็ดกาแฟจากทั่วโลกมาคั่วและนำเสนอให้ลูกค้า ROOTS เลือกใช้ "กาแฟไทย 100%" เพียงอย่างเดียว

 

เขายอมรับว่า ในช่วงแรกมีลูกค้าจำนวนไม่น้อยตั้งคำถามว่า การเลือกใช้กาแฟไทยเป็นเพราะต้องการลดต้นทุนหรือไม่ บางคนที่ชื่นชอบรสชาติและเอกลักษณ์ของกาแฟจากเอธิโอเปีย เคนยา หรือประเทศผู้ผลิตชื่อดัง ก็อาจไม่พบสิ่งที่ตัวเองกำลังมองหาในร้าน

 

นั่นหมายความว่า ROOTS ต้องยอมเสียลูกค้าบางส่วนไป เพื่อรักษาจุดยืนของแบรนด์เอาไว้

 

แม้จะเป็นการเดิมพันที่มีความเสี่ยง แต่ข้อดีที่ตามมาก็คือแบรนด์มีจุดยืนที่ชัดเจน และสามารถสื่อสารกับลูกค้าได้อย่างตรงไปตรงมาว่ากำลังพยายามสร้างคุณค่าอะไรให้กับอุตสาหกรรมกาแฟไทย

 

ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา ROOTS ค่อย ๆ สร้างความสัมพันธ์กับเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟในหลายพื้นที่ จนปัจจุบันทำงานร่วมกับเกษตรกรราว 20 ครอบครัว ครอบคลุมกว่า 7 จังหวัดทั่วประเทศ

 

สำหรับวรัตต์ สิ่งนี้ถือเป็นหนึ่งในความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจที่สุด เพราะไม่ได้เป็นเพียงความสัมพันธ์ทางธุรกิจ แต่เป็นการเติบโตไปด้วยกันตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิต อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าการเลือกใช้กาแฟไทยไม่ได้มีเพียงเหตุผลด้านอุดมการณ์เท่านั้น

 

ในเชิงธุรกิจ กาแฟนำเข้าจากต่างประเทศต้องเผชิญภาษีนำเข้าสูงถึง 90% ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบสูงกว่ากาแฟไทยอย่างมีนัยสำคัญ แต่สำหรับ ROOTS ประเด็นสำคัญไม่ใช่การประหยัดต้นทุน แต่มองว่าเป็นการนำทรัพยากรที่มีอยู่ในประเทศกลับมาสร้างมูลค่าเพิ่ม และผลักดันให้กาแฟไทยก้าวขึ้นไปอยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้บนเวทีโลก

Credit : Roots

 

Customer to Farm

วรัตต์อธิบายว่า กาแฟนำเข้าต้องแบกรับทั้งภาษีนำเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่ม และค่าขนส่ง ทำให้ต้นทุนสูงกว่ากาแฟไทยค่อนข้างมาก ขณะที่ในยุคนั้น ROOTS ถือเป็นหนึ่งในร้านกาแฟกลุ่มแรก ๆ ที่ขายกาแฟแก้วละมากกว่า 100 บาท

 

เมื่อเปลี่ยนมาใช้กาแฟไทย ต้นทุนวัตถุดิบบางส่วนจึงลดลง แต่แทนที่จะเก็บส่วนต่างนั้นไว้เป็นกำไร บริษัทกลับตั้งคำถามว่า จะนำเงินก้อนนี้กลับไปสร้างคุณค่าอะไรให้กับห่วงโซ่กาแฟไทยได้บ้าง

 

"ถ้า Farm to Cup คือการเล่าเรื่องจากฟาร์มมาถึงแก้ว เราอยากสร้างแนวคิด C to Farm หรือ Customer to Farm"

 

แนวคิดดังกล่าวหมายถึงการนำรายได้ส่วนหนึ่งจากการขายกาแฟย้อนกลับไปลงทุนที่ต้นทาง ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาสายพันธุ์กาแฟใหม่ การสนับสนุนเทคนิคการแปรรูป การสร้างโรงตากกาแฟ หรือการถ่ายทอดองค์ความรู้ต่าง ๆ เพื่อยกระดับคุณภาพผลผลิต

 

เป้าหมายไม่ใช่เพียงช่วยเหลือเกษตรกร แต่เป็นการสร้างวงจรที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน

 

วรัตต์เล่าว่า คุณภาพกาแฟไทยที่ทำงานร่วมกับเกษตรกรค่อย ๆ ดีขึ้นทีละเล็กทีละน้อย ปีละ 1-2 คะแนน จนปัจจุบันกาแฟส่วนใหญ่ในเครือข่ายมีคะแนนคุณภาพสูงกว่า 83-84 คะแนน ซึ่งถือเป็นระดับที่ได้รับการยอมรับในตลาดสเปเชียลตี้

 

"อาจไม่ได้เป็นตัวเลขที่เห็นชัดในงบกำไรขาดทุน แต่เป็นความภูมิใจของแบรนด์"

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เขาภูมิใจมากกว่าคุณภาพกาแฟ คือความสัมพันธ์ที่เติบโตขึ้นตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ROOTS ไม่ได้มองเกษตรกรเป็นเพียงผู้ขายวัตถุดิบ แต่เป็นพันธมิตรที่เติบโตไปด้วยกัน แนวคิดนี้ยังถูกส่งต่อมายังพนักงานของบริษัท ทุกปีพนักงานที่ทำงานครบ 1 ปี จะได้เดินทางขึ้นเหนือเพื่อพบปะเกษตรกรและเห็นต้นทางของเมล็ดกาแฟด้วยตนเอง

 

วรัตต์เชื่อว่าการได้เห็นชีวิตจริงของคนปลูก ช่วยให้ทุกคนเข้าใจว่ากาแฟหนึ่งแก้วมีที่มาอย่างไร และทำไมงานที่ตัวเองกำลังทำอยู่จึงมีความหมายมากกว่าการขายเครื่องดื่ม

 

คำถามสำคัญคือ โมเดลแบบนี้ช่วยให้ธุรกิจอยู่รอดได้จริงหรือไม่? 

วรัตต์ยอมรับว่า ปีนี้ถือเป็นปีที่ยากที่สุดของธุรกิจกาแฟ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น ฤดูกาลเพาะปลูกแปรปรวน ผลผลิตลดลงและราคากาแฟปรับตัวสูงขึ้น 

 

ขณะเดียวกันยังมีแรงซื้อจากต่างประเทศเข้ามาแข่งขันแย่งผลผลิตกาแฟไทยมากขึ้น เมื่อรวมกับภาวะเศรษฐกิจที่ผู้บริโภคใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง และการแข่งขันจากร้านกาแฟที่เน้นราคาจับต้องง่าย ธุรกิจจึงต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน หลายเรื่องจำเป็นต้องลดหรือชะลอลง บางกิจกรรมที่เคยอยากทำก็ต้องตัดออกเพื่อรักษาสมดุลทางธุรกิจ

 

แต่มีสิ่งหนึ่งที่ ROOTS จะไม่ลดทอน นั่นคือความสัมพันธ์กับผู้คนในห่วงโซ่กาแฟ

 

"ผมเชื่อว่า สิ่งนี้เองที่สะท้อนกลับมาในรูปแบบของความไว้วางใจจากลูกค้า"

 

ทุกครั้งที่ธุรกิจเผชิญแรงกดดัน หรือมีคำถามว่าควรเปลี่ยนแนวทางหรือไม่ 

 

ผมมักย้อนกลับไปนึกถึงช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดของบริษัท นั่นคือช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วงเวลานั้น ร้านกาแฟต้องเผชิญกับมาตรการล็อกดาวน์ รายได้ของบริษัทหายไปแทบจะข้ามคืน จากเดิมที่มีรายได้เต็มร้อย เหลือเพียงเศษเสี้ยวของเดิม ขณะที่ยังมีพนักงานกว่า 400 ชีวิตที่ต้องดูแล ความกังวลไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องยอดขาย

 

ช่วงต้นปีเป็นฤดูกาลเก็บเกี่ยวกาแฟพอดี เกษตรกรกำลังผลิตกาแฟตามคำสั่งซื้อที่ ROOTS ได้ตกลงไว้ล่วงหน้า และกาแฟไทยเป็นพืชที่ผลิตได้เพียงปีละครั้ง

 

ณ ตอนนั้น บริษัทจะยังมีเงินเพียงพอจ่ายให้เกษตรกรหรือไม่

 

"ผมนอนไม่ค่อยหลับอยู่หลายคืน" แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็นเรื่องที่ไม่คาดคิดแทนที่จะเป็น ROOTS ที่ต้องโทรศัพท์ไปขอความช่วยเหลือ เกษตรกรหลายคนกลับเป็นฝ่ายโทรเข้ามาหาก่อน

 

พวกเขาถามเพียงว่า ทุกอย่างยังโอเคหรือไม่ และบอกว่าไม่ต้องกังวลเรื่องการชำระเงิน "ผลิตกาแฟไปก่อน จ่ายเมื่อไหร่ก็ได้ เรารู้กันอยู่แล้วว่าไม่เบี้ยวกัน"

 

สำหรับผมนั่นเป็นช่วงเวลาที่ทำให้ข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า ความสัมพันธ์ที่สร้างมาตลอดหลายปีมีคุณค่ามากกว่าความสัมพันธ์ทางการค้าทั่วไป

 

มันไม่ใช่เพียงการซื้อขายระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย แต่เป็นความไว้วางใจที่ค่อย ๆ สะสมจากการทำงานร่วมกันมานานนับสิบปี และนั่นคือสิ่งที่ไม่มีทางปรากฏอยู่ในงบกำไรขาดทุน

 

"จากประสบการณ์ดังกล่าว ทำให้ผมยิ่งเชื่อมั่นว่า การทำธุรกิจไม่ใช่การมองแค่ตัวเลขผลประกอบการ แต่คือการทำในสิ่งที่ถูกต้องกับผู้คนที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่คุณค่า การทำธุรกิจมีหลายเรื่องที่ต้องวัดจากตัวเลข แต่มีอีกหลายเรื่องที่มองไม่เห็นบนกระดาษ

 

และการลงทุนในความสัมพันธ์อาจไม่แสดงผลทันทีในงบการเงิน แต่ในวันที่ธุรกิจเผชิญวิกฤต มันอาจกลายเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ช่วยให้เราผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้"

 

ข่าวล่าสุด

ไมโครซอฟต์ เผย หมดยุคโมเดล AI ระดับท็อป สู่การใช้โมเดลขนาดย่อมเยา

ไมโครซอฟต์ เผย หมดยุคโมเดล AI ระดับท็อป สู่การใช้โมเดลขนาดย่อมเยา