posttoday
"ศุภจี" ชี้เศรษฐกิจไทยโตแบบ K-Shape เร่งอุ้ม SME ก่อนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

"ศุภจี" ชี้เศรษฐกิจไทยโตแบบ K-Shape เร่งอุ้ม SME ก่อนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

31 พฤษภาคม 2569

GDP โต 2.8% แต่คนตัวเล็กยังไม่ฟื้น! "ศุภจี" ชี้เศรษฐกิจไทยกำลังโตแบบ K-Shape เร่งอุ้ม SMEs ก่อนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ในการประชุมใหญ่หอการค้าภาค 5 ภาค ประจำปี 2569 วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษ สะท้อนว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญสถานการณ์ที่ไม่เคยเจอมาก่อน โดยเฉพาะในมิติการค้าโลกที่มีความซับซ้อนมากขึ้น วิกฤตหลายด้านเกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ ความตึงเครียดทางการค้า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต้นทุนโลจิสติกส์ และกฎกติกาใหม่ของโลก สิ่งเหล่านี้ทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้อง “คิดใหม่ ทำใหม่” เพื่อให้สามารถแข่งขันและเติบโตได้ในบริบทใหม่

 

หนึ่งในความเสี่ยงสำคัญคือภาวะอากาศสุดขั้ว โดยเฉพาะปรากฏการณ์ Super El Niño ที่อาจทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นและกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรของไทย ขณะเดียวกัน ต้นทุนค่าขนส่ง ค่าระวางเรือ ค่าประกันภัย และระยะเวลาการขนส่งที่ยาวนานขึ้นราว 15–20% ล้วนเป็นปัจจัยที่เพิ่มแรงกดดันต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ส่งออกและ SMEs

 

ในด้านเศรษฐกิจไทย ไตรมาสแรกของปี 2569 GDP ขยายตัว 2.8% ซึ่งถือว่าดีกว่าที่คาดไว้ และต่อเนื่องจากไตรมาส 4 ปี 2568 ที่ขยายตัว 2.5% สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยมีแรงส่งมาถึงปีนี้ โดยเฉพาะจากการลงทุนและการส่งออก

 

องค์ประกอบสำคัญของ GDP ในไตรมาสแรกมี “การลงทุน” เป็นพระเอก โดยขยายตัวได้มากกว่า 10% ขณะที่การส่งออกก็ขยายตัวได้ดี ส่วนหนึ่งมาจากการเร่งส่งออกสินค้าก่อนที่จะได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา

 

อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเลขเศรษฐกิจภาพรวมจะดูดีขึ้น แต่เมื่อลงไปดูในรายละเอียด จะพบว่า การเติบโตยังไม่ได้กระจายลงสู่ฐานรากอย่างทั่วถึง การลงทุนจำนวนมากอยู่ในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น AI เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่ออนาคตประเทศ แต่รายได้และโอกาสยังไม่กระจายไปถึงประชาชนและผู้ประกอบการรายเล็กมากนัก

 

เศรษฐกิจไทยจึงกำลังเผชิญภาวะเติบโตแบบ K-Shape หรือเศรษฐกิจสองขั้ว คือ กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ยังเติบโตได้ดีและขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่ SMEs และผู้ประกอบการรายกลางรายเล็กยังฟื้นตัวได้ช้า หรือบางส่วนยังไม่สามารถกลับมายืนได้อย่างมั่นคง

"ศุภจี" ชี้เศรษฐกิจไทยโตแบบ K-Shape เร่งอุ้ม SME ก่อนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ด้านการส่งออก ไตรมาสแรกของปี 2569 ขยายตัว 17.6% และในเดือนเมษายนขยายตัวสูงถึง 23% แต่หากแยกดูในรายละเอียดจะพบว่า การเติบโตส่วนใหญ่ หรือประมาณ 80–90% มาจากบริษัทขนาดใหญ่ ในขณะที่ประเทศไทยมีผู้ประกอบการส่งออกที่ขึ้นทะเบียนกว่า 30,000 ราย โดยมีผู้ประกอบการรายใหญ่ประมาณ 7,000 ราย ที่เหลือเป็นผู้ประกอบการรายเล็ก แต่สามารถสร้างรายได้จากการส่งออกได้เพียงประมาณ 17–20% เท่านั้น

 

สิ่งนี้สะท้อนว่าการเติบโตของภาคส่งออกไทยยังคงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่ SMEs ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจและการจ้างงาน ยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงตลาด เทคโนโลยี เงินทุน และเครื่องมือในการแข่งขันระดับสากล

 

แม้การส่งออกไทยจะขยายตัวได้ดี แต่การนำเข้าก็เพิ่มขึ้นมากกว่า ทำให้ไทยยังมีภาวะขาดดุลการค้า โดยส่วนหนึ่งเกิดจากการนำเข้าวัตถุดิบและชิ้นส่วนเพื่อใช้ในการผลิตและส่งออกต่อ ดังนั้น โจทย์สำคัญคือ ประเทศไทยจะเพิ่มสัดส่วน Local Content หรือการใช้วัตถุดิบ ชิ้นส่วน และการผลิตภายในประเทศให้มากขึ้นได้อย่างไร

 

ตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งจำเป็นต้องส่งเสริมให้เกิดการผลิตในประเทศมากขึ้น เพื่อให้การลงทุนจากต่างประเทศไม่ใช่เพียงการเข้ามาประกอบหรือใช้ไทยเป็นฐานชั่วคราว แต่ต้องสร้างห่วงโซ่คุณค่าในประเทศ เชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย และเพิ่มรายได้ให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างแท้จริง

 

SMEs ไทยมีสัดส่วนรายได้ต่อเศรษฐกิจประเทศประมาณ 35% มาเป็นเวลานาน คำถามสำคัญคือ จะทำอย่างไรให้ SMEs สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้น และมีบทบาทมากขึ้นในระบบเศรษฐกิจใหม่ กระทรวงพาณิชย์จึงให้ความสำคัญกับการยกระดับ SMEs ในหลายมิติ ได้แก่

 

1. การพัฒนาทักษะของ SMEs ให้สามารถปรับตัวต่อโลกการค้าใหม่ เข้าใจตลาด ใช้เทคโนโลยี และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้มากขึ้น

 

2.การหาตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเชื่อมโยงกับโครงการต่าง ๆ เช่น ไทยช่วยไทยพลัส เพื่อช่วยผลักดันสินค้าจาก SMEs ให้มีช่องทางจำหน่ายมากขึ้น พร้อมทำงานร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรมในการยกระดับสินค้าและมาตรฐานการผลิต

 

3.การเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยกระทรวงพาณิชย์จะผลักดันร่วมกับกระทรวงการคลัง เพื่อให้ SMEs สามารถใช้หลักประกันรูปแบบใหม่ เช่น Cash Flow หรือกระแสเงินสด มาเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาสินเชื่อ แทนการพึ่งพาหลักทรัพย์แบบเดิมเพียงอย่างเดียว

 

4.การนำทรัพย์สินทางปัญญา หรือ Intellectual Property: IP มาต่อยอดเป็นเครื่องมือทางการเงิน หรือ IP Finance เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถใช้มูลค่าของแบรนด์ สิทธิบัตร นวัตกรรม สูตรการผลิต หรือผลงานสร้างสรรค์ เป็นฐานในการเข้าถึงเงินทุนได้มากขึ้น

 

5.การเพิ่ม Local Content และยกระดับ SMEs ผ่านเวทีการค้า เช่น THAIFEX ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญในการนำผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs เข้าสู่ตลาดที่กว้างขึ้น เชื่อมโยงกับผู้ซื้อ นักลงทุน และคู่ค้าจากต่างประเทศ

 

ในมิติการเจรจาการค้า คุณศุภจีเน้นว่า ปัจจุบันภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์เชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก การเจรจาการค้าจึงต้องใช้ความรอบคอบสูง เพราะการดำเนินนโยบายกับประเทศหนึ่งอาจส่งผลต่อความสัมพันธ์กับอีกประเทศหนึ่ง

 

ตัวอย่างเช่น การเดินทางเข้าร่วมงาน Select USA เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าไทยให้ความสำคัญกับการลงทุนในสหรัฐอเมริกา แต่ในขณะเดียวกัน ไทยก็ต้องให้ความสำคัญกับจีน ซึ่งเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทยด้วย การวางสมดุลเชิงยุทธศาสตร์จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง

 

ในการประชุม APEC ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้หารือกับรัฐบาลจีน โดยพบว่า แผนยุทธศาสตร์ 5 ปีของจีนมีทิศทางที่ต้องการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานในประเทศเป้าหมาย ผ่านการลงทุน การใช้วัตถุดิบในประเทศ และการให้ประเทศเป้าหมายเป็นฐานหลักในการผลิตและเชื่อมโยงตลาด

 

รัฐบาลไทยจึงพยายามผลักดันโครงการนำร่อง หรือ Pilot Project ในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ โดยเฉพาะเกษตรแปรรูป เพื่อให้การลงทุนจากต่างประเทศสามารถใช้วัตถุดิบที่เป็นผลผลิตทางการเกษตรของไทยได้มากขึ้น สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร และทำให้รายได้กระจายกลับไปสู่เกษตรกรและผู้ประกอบการในประเทศ

 

ขณะเดียวกัน ในการลงทุนด้านการผลิต รัฐบาลไทยได้ขอให้พิจารณารูปแบบการลงทุนที่เชื่อมโยงกับวัตถุดิบและผู้ประกอบการไทยมากขึ้น เพื่อให้เกิดการเติบโตภายในประเทศตลอดทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ ลดการพึ่งพาการนำเข้า ลดปัญหา Transshipment และทำให้การส่งออกของไทยมีความโปร่งใส แข่งขันได้ และยั่งยืนมากขึ้น

 

ในบริบทนี้ “ทีมประเทศไทย” จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการดึงดูดการลงทุนและการเจรจาการค้าไม่สามารถทำโดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งได้ แต่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของภาครัฐ เอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

 

ในโอกาสการเดินทางไปฝรั่งเศส กระทรวงพาณิชย์ได้หารือกับนักลงทุนยุโรป ซึ่งมีเสียงเรียกร้องอย่างชัดเจนให้ไทยเร่งสรุปความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป หรือ Thailand–EU FTA โดยในการประชุมรอบที่ 9 ปลายเดือนนี้ มีความคืบหน้าไปแล้ว 11 Chapter และยังเหลืออีก 13 Chapter ที่ต้องเจรจา โดยจะพยายามรวบประเด็นให้เหลือประมาณ 6 Chapter เพื่อเร่งให้การเจรจาเดินหน้าได้เร็วขึ้น

 

หากไทยสามารถเดินหน้า FTA สำคัญได้ จะช่วยเปิดตลาดใหม่ เพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุน และทำให้สินค้าและบริการไทยเข้าถึงผู้บริโภคในตลาดคุณภาพสูงได้มากขึ้น โดยเฉพาะในยุโรปซึ่งให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ความยั่งยืน สิ่งแวดล้อม และความโปร่งใสของห่วงโซ่อุปทาน

 

“โลกเปลี่ยนไปแล้ว และไทยต้องปรับตัวให้ทันกับโลกปัจจุบันให้ได้”

 

ข่าวล่าสุด

"ศุภจี" ชี้เศรษฐกิจไทยโตแบบ K-Shape เร่งอุ้ม SME ก่อนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

"ศุภจี" ชี้เศรษฐกิจไทยโตแบบ K-Shape เร่งอุ้ม SME ก่อนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง