
ถอดมุมมองผู้นำธุรกิจรับศึกการค้าโลก ไทยต้องปลดล็อกอะไรบ้าง?
ไทยเดินแบบเดิมไม่ได้อีกต่อไป ถอดวิสัยทัศน์ผู้นำธุรกิจไทย ชูแผนปลดล็อกการค้า พลังงาน ท่องเที่ยว และ Future Food คลื่นเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนผ่าน
KEY
POINTS
- ผู้นำภาคธุรกิจ เสนอทางรอดไทย เร่งเจรจาและผลักดันข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับตลาดสำคัญ เช่น สหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น
- ปลดล็อกด้านพลังงานโดยการส่งเสริมพลังงานสะอาด เปิดเสรีตลาดพลังงาน และเตรียมพร้อมรับมือมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและภาษีคาร์บอนเพื่อลดต้นทุนสร้างความสามารถในการแข่งขัน
- รวมถึงปรับเปลี่ยนภาคการท่องเที่ยวจากเน้นปริมาณไปสู่การท่องเที่ยวคุณภาพสูงและปฏิรูปภาคเกษตรและอาหาร เพื่อลดการพึ่งพาสินค้าเกษตรขั้นต้น
ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนจากสงครามภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันทางการค้าที่รุนแรงขึ้น และกติกาใหม่ด้านสิ่งแวดล้อมที่กำลังกดดันภาคธุรกิจทั่วโลก คำถามสำคัญคือ “ประเทศไทยจะเดินต่ออย่างไร” เพื่อไม่ให้สูญเสียความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก
จากเวทีเสวนา “ปลดล็อก เปลี่ยนอนาคต” ในการประชุมใหญ่หอการค้าภาค 5 ภาค ประจำปี 2569 จึงกลายเป็นพื้นที่สะท้อนมุมมองจากภาคเอกชนต่อโจทย์ใหญ่ของประเทศ ทั้งด้านการค้าและการลงทุน พลังงาน การท่องเที่ยวคุณภาพสูง ตลอดจนเกษตรและอาหารแห่งอนาคต ซึ่งล้วนเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในทศวรรษข้างหน้า โดยมีสาระสำคัญดังนี้
ดร.ชนินทร์ ชี้ไทยต้องเร่งเปิดตลาดเสรี
ดร.ชนินทร์ ชลิศราพงศ์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการการส่งเสริม การค้าระหว่างประเทศ กล่าวถึงประเด็นที่น่ากังวลของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะ SMEs ในภูมิภาคว่า หากประเทศไทยไม่เร่งเปิดตลาดผ่านความตกลงการค้าเสรี หรือ Free Trade Agreement: FTA ผู้ประกอบการไทยอาจยังวนอยู่กับข้อจำกัดเดิม เพราะไม่รู้ว่าจะขยายตลาดไปขายใคร และจะเชื่อมโยงกับตลาดโลกอย่างไร
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ เวียดนาม ซึ่งเดินหน้าเจรจาและลงนาม FTA มานาน ทำให้สามารถพัฒนาโครงสร้าง การค้า การลงทุน และการส่งออกได้อย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นฐานการผลิตสำคัญในภูมิภาค ดังนั้นประเทศไทยควรเร่งเปิดตลาดเสรีให้มากที่สุด เพื่อเพิ่มโอกาสให้กับภาคธุรกิจไทย
หากไทยสามารถผลักดัน FTA สำคัญให้เกิดขึ้นได้ภายใน 3 ปี จะช่วยยกระดับมูลค่าการส่งออกได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยมีเป้าหมายให้การส่งออกไทยขยายตัวแตะระดับประมาณ 4 ล้านล้านบาท
ในปัจจุบัน ตลาดสหรัฐฯ ยังคงเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย โดยในช่วง 3 เดือนแรกของปี การส่งออกไปสหรัฐฯ ขยายตัวได้ประมาณ 20% และทั้งปีมีแนวโน้มส่งออกได้เกือบ 3 ล้านล้านบาท โดยกลุ่มสินค้าที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดคือสินค้าอิเล็กทรอนิกส์
นอกจากสหรัฐฯ แล้ว ไทยควรเร่งขยายความตกลงการค้าเสรีกับตลาดสำคัญอื่น ๆ ได้แก่ ยุโรป ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหาร ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 8% ของตลาดทั้งหมด และยังมี โอกาสเติบโตได้อีกมาก หากสามารถลดข้อจำกัดทางการค้าและสร้างมาตรฐานที่สอดคล้องกับตลาดโลก
ดร.ชนินทร์ เห็นว่า หากประเทศไทยสามารถผลักดันการเปิดตลาดเสรีใน 4 ภูมิภาคสำคัญได้ จะเป็นแรงผลักดันให้การค้า การลงทุน และเทคโนโลยีไหลเข้ามาในประเทศมากขึ้น พร้อมช่วยให้ระบบเศรษฐกิจไทยมีความโปร่งใส ทันสมัย และแข่งขันได้มากขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีโอกาสในกลุ่มสินค้าใหม่ เช่น Biomed Product และผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งเส้นทางในการยกระดับอุตสาหกรรมไทยจากการผลิตแบบเดิม ไปสู่การผลิตสินค้ามูลค่าสูง
พิชัย กับการปลดล็อกด้านพลังงาน
พิชัย จิราธิวัฒน์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการพลังงาน กล่าวว่า ความท้าทายของ SMEs ว่า ปัจจุบันมี SMEs จำนวนไม่น้อยที่กำลังเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุน โดยประมาณ 22% อยู่ในภาวะที่อาจรับต้นทุนไม่ไหว หากไม่มีมาตรการสนับสนุนหรือการปรับตัวที่เหมาะสม
หนึ่งในโจทย์ใหญ่ของภาคอาหารและเกษตรคือ มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและภาษีคาร์บอน ซึ่งกำลังกลายเป็นรูปแบบใหม่ของการกีดกันทางการค้า หากประเทศไทยไม่สามารถปรับตัวให้ทัน อาจทำให้ผู้ซื้อ และนักลงทุนต่างชาติย้ายฐานไปยังประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนาม ที่สามารถตอบโจทย์ด้านต้นทุนและมาตรฐานใหม่ได้เร็วกว่า
ดังนั้น ไทยไม่ควรตั้งรับเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเดินเกมเชิงรุกมากขึ้น ทั้งในด้านพลังงานสะอาด มาตรฐานสิ่งแวดล้อม การพัฒนาเทคโนโลยี และการสร้างระบบสนับสนุนให้ SMEs เข้าถึงเครื่องมือใหม่ ๆ ได้ง่ายขึ้น
ในด้านพลังงานสะอาด พิชัย กล่าวถึงแนวคิดโครงการพลังงานสะอาดโดยชุมชน โดยนำแผงโซลาร์ที่ใช้งานมาแล้วเกิน 10 ปี ซึ่งบริษัทขนาดใหญ่จำนวนมากกำลังทยอยปลดระวาง มาปรับใช้ใหม่เพื่อติดตั้งให้กับโรงเรียน โรงพยาบาล และพื้นที่ชุมชน โดยมีเป้าหมายนำร่องประมาณ 50 ชุมชนโครงการดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดค่าไฟและส่งเสริมพลังงานสะอาด แต่ยังตั้งเป้าสร้างคนในชุมชนอย่างน้อย ชุมชนละ 2 คน ให้สามารถดูแล ซ่อมแซม และบำรุงรักษาระบบได้ด้วยตนเอง ถือเป็นการสร้างระบบนิเวศใหม่ด้านพลังงานสะอาดในระดับพื้นที่
สำหรับข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ พิชัย เสนอ 3 กุญแจสำคัญ ได้แก่ การจัดตั้งกลไก กรอ. เพื่อขับเคลื่อนร่วมระหว่างรัฐและเอกชน การเปิดตลาดเสรีด้านพลังงาน และการเตรียมความพร้อมต่อมาตรการ Asian CBAM หรือกลไกด้านคาร์บอนในระดับภูมิภาค
อีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญคือระบบ App One Click AI ที่จะช่วย SMEs และบริษัทขนาดกลางในการบริหารธุรกิจ โดยระบบสามารถประมวลข้อมูลทางการเงิน ทำหน้าที่เสมือน CFO อัตโนมัติ ช่วยวิเคราะห์สถานะธุรกิจ และสนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อ โดยมีแนวคิดให้สามารถขอกู้ได้โดยไม่ต้องมีหลักประกันใน วงเงินสูงสุดประมาณ 20 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังต้องวางโครงข่ายบุคลากรด้านพลังงานทั่วประเทศ ผ่านหลักสูตรและการพัฒนาทักษะ เช่น หลักสูตร ETC วิศวกรไทยสู่ Net Zero และหลักสูตรอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมบุคลากรให้พร้อมรองรับ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและความยั่งยืน
ศุภวรรณ แนะปลดล็อกอนาคตการท่องเที่ยวไทยสู่คุณภาพสูง
ศุภวรรณ ถนอมเกียรติภูมิ กรรมการปฏิคม หอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการการท่องเที่ยวคุณภาพสูง กล่าวถึงสถานการณ์การท่องเที่ยวไทยว่า จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงประมาณ 2% และยังไม่ถึง เป้าหมายที่วางไว้ ปัจจัยสำคัญมาจากผลกระทบของสงคราม ต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้น รวมถึงการแข่งขันจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเวียดนาม
อย่างไรก็ตาม การแข่งขันจากเวียดนามยังไม่น่ากังวลมากเกินไป เพราะจุดแข็งของไทยคือ นักท่องเที่ยว จำนวนมากเดินทางกลับมาเที่ยวซ้ำ ขณะที่เวียดนามยังมีอัตราการกลับมาเที่ยวซ้ำน้อยกว่า
นอกจากนี้ หากค่าเงินบาทอ่อนลงในระดับที่เหมาะสม ก็จะช่วยเพิ่มแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาไทยมากขึ้น
ศุภวรรณ มองว่า ประเทศไทยควรเปลี่ยนแนวทางการเติบโตของการท่องเที่ยว จากเดิมที่เน้นจำนวน หรือ Volume ไปสู่การท่องเที่ยวที่เน้นคุณค่า หรือ Value มากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับนักท่องเที่ยว คุณภาพ การใช้จ่ายต่อหัวที่สูงขึ้น ความปลอดภัย และประสบการณ์ที่ดีตลอดการเดินทาง
การยกระดับการท่องเที่ยวไทยจำเป็นต้องดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวอย่างจริงจัง ใช้แอปพลิเคชัน และแพลตฟอร์มดิจิทัลมากขึ้น เช่น TAGTHAi เพื่อเชื่อมโยงข้อมูล บริการ และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ให้กับนักท่องเที่ยว รวมถึงต้องเตรียมบุคลากรให้รองรับพฤติกรรมและความต้องการใหม่ของนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง
นอกจากนี้ ไทยควรเร่งผลักดันการท่องเที่ยวเรือสำราญ และ Global Wellness ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพ สูงและสอดคล้องกับจุดแข็งของประเทศไทย ทั้งด้านบริการ สุขภาพ อาหาร วัฒนธรรม และการดูแล แบบไทย
ในระดับจังหวัด ควรส่งเสริมให้แต่ละพื้นที่ค้นหา City Branding ของตนเอง และใช้แนวคิด Happy Model ในการออกแบบการท่องเที่ยวที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น สร้างความสุขให้ทั้งนักท่องเที่ยว ชุมชน และผู้ประกอบการ เพื่อให้การท่องเที่ยวไทยเติบโตได้อย่างสมดุลและยั่งยืน
ดร.วิศิษฐ์ - ปลดล็อกอนาคตเกษตร และอาหารแห่งอนาคต
ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการอาหารแปรรูปและ อาหารแห่งอนาคต กล่าวถึงโจทย์สำคัญของภาคเกษตรและอาหารว่า ต้องปรับตัวอย่างต่อเนื่องในทุกยุค โดยเฉพาะท่ามกลางแรงกระแทกจากภูมิรัฐศาสตร์ ตั้งแต่สงครามรัสเซีย-ยูเครน จนถึงความขัดแย้งใน ตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อพลังงาน วัตถุดิบ และต้นทุนการผลิต
สงครามรอบล่าสุดส่งผลต่อราคาพลังงานและวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับปิโตรเลียม ซึ่งไทยนำเข้าจากตะวันออก กลางจำนวนมาก ทำให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัวและมองหาแหล่งนำเข้าใหม่จากภูมิภาคอื่น เช่นเดียวกับปุ๋ยและวัตถุดิบทางการเกษตรที่ต้องกระจายความเสี่ยง ไม่พึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่งมากเกินไป
ในประเทศเอง โจทย์สำคัญคือการพัฒนาสายพันธุ์พืช ซึ่งเป็นต้นน้ำของภาคเกษตร หากเปิดให้เกิดการ แข่งขันและการพัฒนาสายพันธุ์มากขึ้น ประโยชน์จะตกอยู่กับเกษตรกร เพราะจะช่วยเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ลดต้นทุน และยกระดับรายได้
ที่ผ่านมา ประเทศไทยอาจให้ความสำคัญกับการปกป้องพันธุ์มากกว่าการพัฒนาพันธุ์ ทำให้การยกระดับ ผลิตภาพทางการเกษตรเดินได้ช้า ขณะเดียวกัน Mindset ของเกษตรกรจำนวนหนึ่งยังคุ้นเคยกับการรอ มาตรการช่วยเหลือ เช่น การประกันราคา มากกว่าการปรับตัวเพื่อเพิ่มผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขัน
ในด้านกฎระเบียบและมาตรฐาน เช่น ฮาลาล แม้ประเทศไทยจะมีมาตรฐานของตนเอง แต่ยังไม่ได้รับการ ยอมรับในตลาดต่างประเทศเท่าที่ควร ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องเร่งปรับปรุง เพราะมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับใน ระดับสากลจะช่วยเปิดตลาดใหม่และเพิ่มมูลค่าการส่งออกให้กับสินค้าไทย
เมื่อมองตัวเลขการส่งออกอาหารของไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าสินค้าหลักอย่างข้าว มันสำปะหลัง ไก่ และยางพารา ยังคงมีบทบาทสำคัญ ขณะที่ผลไม้ โดยเฉพาะทุเรียน เติบโตขึ้นอย่าง รวดเร็วและแซงขึ้นมาเป็นสินค้าส่งออกสำคัญ อย่างไรก็ตาม การเติบโตที่พึ่งพาตลาดเดียวมากเกินไปถือ เป็นความเสี่ยงที่ต้องบริหารอย่างระมัดระวัง สินค้าไก่ยังเป็นกลุ่มที่ไทยมีความสามารถในการแข่งขันดี ขณะที่การส่งออกข้าวมีแนวโน้มลดลง สะท้อนว่าประเทศไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างสินค้าเกษตรและอาหาร จากการส่งออกวัตถุดิบหรือสินค้าขั้นต้น ไปสู่การแปรรูปและเพิ่มมูลค่าให้มากขึ้น
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ อาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตสูง รวมถึง Future Food หรืออาหารแห่งอนาคต ที่ตอบโจทย์สุขภาพ ความยั่งยืน และพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่
สำหรับแนวโน้มการส่งออกอาหารไทยในปี 2569 คาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท โดยกลุ่ม Future Food มีศักยภาพสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารไทยในอนาคต
ในตลาด Thailand Future Food Export 2026 กลุ่ม Functional Food มีสัดส่วนสูงสุดประมาณ 91.1% คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.48 แสนล้านบาท รองลงมาคือ Medical and Personalized Food สัดส่วน 4.9% มูลค่าประมาณ 7.9 พันล้านบาท Alternative Protein สัดส่วน 3.1% มูลค่าประมาณ 5.01 พันล้านบาท และ Organic Food สัดส่วน 1% มูลค่าประมาณ 1,500 ล้านบาท
โดยสรุปแล้วการปลดล็อกอนาคตเกษตร อาหารแปรรูป และอาหารแห่งอนาคต ต้องเริ่มจากการปรับ โครงสร้างต้นน้ำ เพิ่มผลิตภาพ พัฒนามาตรฐาน สร้างมูลค่าเพิ่ม และเชื่อมโยงกับเทรนด์โลกด้านสุขภาพ ความยั่งยืน และพลังงานสะอาด เพื่อให้ไทยสามารถรักษาความเป็นผู้นำด้านอาหารของโลกได้ในระยะยาว
เครดิตภาพและข้อมูล : ฝ่ายนโยบายยุทธศาสตร์และการตลาด หอการค้าไทย







