ลู่วิ่งใต้น้ำฝีมือคนไทย PowerCube ผลิตได้ปีละ 60 เครื่อง เขย่าตลาดสุขภาพ
เจาะไอเดีย “ลู่วิ่งใต้น้ำ” ฝีมือคนไทย “วรางคณา พันธุ์วาณิช” แบรนด์ PowerCube แก้โจทย์คนปวดเข่า–เอว กำลังผลิตปีละ 60 เครื่อง
KEY
POINTS
- เจาะไอเดีย “วรางคณา พันธุ์วาณิช” ผู้ผลิต “ลู่วิ่งใต้น้ำ” แบรนด์ POWERCUBE
- หวังแก้โจทย์คนปวดเข่า–เอว ออฟฟิศซินโดรม ด้วยการออกกำลังกายผ่านน้ำบำบัด
- ชูคนไทยทำเอง กำลังผลิตปีละ 60 เครื่อง ทลายกำแพงราคา ลดพึ่งพาเครื่องนำเข้า 7–10 ล้านบาท
"ลู่วิ่งใต้น้ำฝีมือคนไทย"
แค่เห็นชื่อก็สะดุด เพราะลู่วิ่งเราเห็นได้ตามฟิตเนสทั่วไป แต่ว่าลู่วิ่งที่อยู่ใต้น้ำมันเป็นยังไงล่ะ? แล้วมันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใครบ้าง?
ความสงสัยนั้นพาเราไปพูดคุยกับ วรางคณา พันธุ์วาณิช ผู้พัฒนานวัตกรรมนี้ภายใต้แบรนด์ พาวเวอร์คิวบ์ (PowerCube) จากบริษัท อควาเทรค โซลูชั่น จำกัด (Aquatrek Solution)
เธอเล่าว่า ลู่วิ่งในน้ำ ต่อยอดจากลู่วิ่งในฟิตเนส การใช้น้ำเพื่อการบำบัด ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มีมานานทั้งในไทยและต่างประเทศ เช่นเดียวกับลู่วิ่งใต้น้ำที่ถูกใช้อยู่แล้วในหลายประเทศ เพียงแต่มีราคาสูงมาก บางเครื่องแตะระดับเกือบสิบล้านบาท แม้ในไทยจะมีโรงพยาบาลบางแห่งนำเข้ามาใช้ แต่ในมุมของการพัฒนาโดยฝีมือคนไทยเองยังแทบไม่มี
ช่องว่างตรงนั้นเอง กลายเป็นจุดตั้งต้นสำคัญ ที่ทำให้เธอตัดสินใจหยิบไอเดียนี้มาต่อยอด และพัฒนาให้กลายเป็นนวัตกรรมของคนไทยอย่างจริงจัง
จากสัตวแพทย์ สู่ วิศวกรชีวการแพทย์
โดยพื้นฐานแล้ว วรางคณา เป็นสัตวแพทย์ทุกคนจะรู้จักเธอในชื่อ “หมออ้น” ที่ผ่านมาเธอได้เริ่ม พัฒนาลู่วิ่งใต้น้ำเพื่อใช้ในสัตว์มาก่อน ท่ามกลางแนวโน้มของ Pet Humanization หรือการมีสัตว์เลี้ยงที่เสมือนเป็นหนึ่งในสมาชิกครอบครัว เริ่มจากโจทย์ง่าย ๆ คือ
คือทำยังไงให้สัตว์พิการมีโอกาสกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงเดิมที่สุด ซึ่งก็เริ่มจากการพัฒนาวีลแชร์และขาเทียมสำหรับสุนัขและแมว เพื่อช่วยให้สัตว์กลับมาเคลื่อนไหวได้ใกล้เคียงปกติและฟื้นฟูสุขภาพกายใจ เมื่อผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้รับการยอมรับว่ามีประสิทธิภาพ ก็เริ่มพัฒนาเป็น “ลู่วิ่งใต้น้ำ” (Underwater Treadmill) ซึ่ง ณ ปัจจุบันยังทำอยู่
ต่อมาเธอได้ศึกษาต่อด้านวิศวกรชีวการแพทย์ จึงเล็งเห็นว่าตลาดในคนมีความต้องการสูงเช่นกัน ด้วยกระแสไทยให้ความสำคัญด้านสุขภาพ รวมถึงเราเข้าสู่สังคมสูงวัย หรือแม้แต่คนทั่วไปเองเริ่มมีอาการเจ็บปวด เมื่อยร่างกาย จากออฟฟิศซินโดรม หรือมีภาวะโรคอ้วน
เธอจึงมุ่งเป้าไปที่เรื่องของ Wellness จนสปินออฟนวัตกรรมนี้มาสู่การใช้งานในคน เพื่อตอบโจทย์ทั้งด้านสุขภาพ (Wellness) และการฟื้นฟูร่างกาย
แก้เพนพ้อยต์ เจ็บร่างกาย
วรางคณา บอกว่า นวัตกรรมนี้เกิดจากความเข้าใจในปัญหาของผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีน้ำหนักเกิน ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ ซึ่งมักจะมีอาการปวดเข่า ปวดสะโพก หรือกระดูกทับเส้นประสาท ทำให้การออกกำลังกายแบบปกติทำได้ยากและเจ็บปวด
การใช้ "น้ำ" เข้ามาช่วยจะอาศัยแรงลอยตัวเพื่อพยุงน้ำหนัก ลดแรงกระแทก ซึ่งช่วยให้ผู้ที่มีปัญหาเรื่องความเสื่อมของร่างกาย เช่น ปวดเข่า ปวดสะโพก ปวดหลัง หรือกระดูกทับเส้นประสาท สามารถออกกำลังกายได้โดย "ไม่รู้สึกเจ็บ"
นอกจากนั้นยังมีแรงต้านธรรมชาติที่ช่วยให้กล้ามเนื้อต้องทำงานมากขึ้น การเดินหรือเคลื่อนไหวในน้ำจึงช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงอุณหภูมิ การใช้น้ำอุ่นในการบำบัดช่วยให้ผู้ใช้งานรู้สึกสบายและ ผ่อนคลาย (Relax) เหมือนการทำสปา โดยความพิเศษที่ต่างจากสระว่ายน้ำทั่วไปคือ
โดยที่เครื่องลู่วิ่งสามารถปรับระดับน้ำให้เหมาะสมกับสรีระและความต้องการของแต่ละบุคคลได้ เช่น ระดับเอวสำหรับผู้ที่เริ่มฝึก หรือระดับอกสำหรับผู้ที่ต้องการแรงพยุงมาก ซึ่งโดยสรุปคือมีประโยชน์ 4 ด้านในเครื่องเดียว 1. กล้ามเนื้อแข็งแรง 2. ข้อต่อเคลื่อนไหวดีขึ้น 3. ฝึกการทรงตัว (Balance) 4. คาร์ดิโอ (หัวใจ)
ราคาเครื่องหลักล้าน
แม้ในมุมของนวัตกรรม วรางคณา จะมีความเชี่ยวชาญและเข้าใจอย่างลึกซึ้ง แต่ในมุมธุรกิจ เธอยอมรับว่านี่คือการเริ่มต้นที่ยังใหม่ บริษัท Aquatrek Solution เพิ่งก่อตั้งได้เพียงราว 3 ปีเท่านั้น
แรงผลักดันสำคัญไม่ใช่แค่การสร้างของใหม่ แต่คือการทำให้นวัตกรรมนี้ “เข้าถึงได้จริง” เพราะในอดีต ลู่วิ่งใต้น้ำต้องนำเข้าจากต่างประเทศในราคาสูงถึง 7–10 ล้านบาทต่อเครื่อง ส่งผลให้ค่าบริการต่อครั้งสูงตามไปด้วย และจำกัดอยู่ในวงแคบ
แต่เมื่อพัฒนาและผลิตในไทยได้เอง ราคาถูกปรับลงมา อย่างที่บริษัทราคาเครื่องราว ๆ 3 ล้านบาท ทำให้ต้นทุนลดลง และเปิดโอกาสให้โรงพยาบาลหรือศูนย์บำบัดสามารถนำไปใช้งานได้มากขึ้น
ลูกค้าจึงไม่ได้จำกัดแค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ปัจจุบันมีทั้งโรงพยาบาล ศูนย์กายภาพบำบัด เวลเนสเซ็นเตอร์ ไปจนถึงผู้ใช้งานส่วนบุคคล ขณะเดียวกันกลุ่มเป้าหมายที่ตั้งไว้คือขยายไปสู่กลุ่มฟิตเนส และคนวัยทำงานที่เผชิญปัญหาออฟฟิศซินโดรมหรืออาการปวดจากการใช้ร่างกายหนักในชีวิตประจำวัน
ที่น่าสนใจคือ นวัตกรรมนี้ไม่ได้ดึงดูดแค่ในประเทศ แต่ยังเริ่มได้รับความสนใจจากต่างชาติอย่างต่อเนื่อง
“คิดว่า ตัวเครื่องนี้จะเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น และมองว่ายังไปต่อได้ เนื่องจากเทรนด์การดูแลตนเองกำลังมา คนจะเน้นการป้องกันสุขภาพมากกว่าการฟื้นฟู เราตั้งเป้าส่งเสริมการออกกำลังกายเชิงป้องกัน (Preventative) เพื่อลดความเสี่ยงจากการล้มซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 2 ของผู้สูงอายุ”
อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่า วันหนึ่ง หากดีมานด์เพิ่มมากขึ้นตั้งเป้าธุรกิจอย่างไรบ้าง?
เธอตอบว่า ณ ปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิตประมาณ 60 เครื่องต่อปี และมีแผนขยายกำลังการผลิตเพิ่มเติม หากดีมานด์ในตลาดเพิ่มขึ้น
ในเชิงโมเดลธุรกิจ ปัจจุบัน พาวเวอร์คิวบ์ มีโมเดลการสร้างรายได้ที่หลากหลายทั้งในรูปแบบการขายการให้เช่าซื้อและแฟรนไชส์โดยกลุ่มลูกค้าหลัก คือศูนย์กายภาพบำบัดโรงพยาบาลและศูนย์เวลเนส (Wellness Center) ขณะที่อควาเฮลท์ (AquaHealth) ในรูปแบบ ยิม เพื่อเป็นทั้งพื้นที่ให้บริการจริงและโชว์รูม ให้ผู้สนใจได้สัมผัสประสบการณ์ใช้งานก่อนตัดสินใจ
นอกจากนี้ ภายใต้แบรนด์ PowerCube (พาวเวอร์คิวบ์) อีก 2 SKU ได้แก่ จักรยานใต้น้ำ และลู่เดินใต้น้ำ ซึ่งทั้ง 3 SKU ถูกพัฒนาขึ้นจากความเข้าใจในสรีรศาสตร์ของคนเอเชียโดยเฉพาะ พร้อมออกแบบให้ใช้งานง่าย สะดวกและปลอดภัย เพื่อให้ตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้งานได้หลากหลาย ตั้งแต่ผู้สูงวัย ผู้ป่วยพักฟื้น ไปจนถึงนักกีฬาที่ต้องการระบบฝึกซ้อมที่ลดแรงกระแทก
ในอนาคต พาวเวอร์คิวบ์ ยังมีแผนพัฒนาเชื่อมต่อกับอุปกรณ์วัดสัญญาณชีพ (Vital Signs) เพื่อสร้างระบบเฝ้าระวังสุขภาพแบบเรียลไทม์ รวมถึงการวิเคราะห์ผลการออกกำลังกายด้วย AI เพิ่มความแม่นยำและความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้งาน
เล็งขายแฟรนไชส์ ศูนย์อควาเฮลท์
ส่วนก้าวต่อไป พาวเวอร์คิวบ์ ตั้งเป้าเติบโตด้วยโมเดล B2B2C ผ่านการร่วมมือกับโรงพยาบาลรัฐหรือเอกชน ที่ต้องการนวัตกรรมกายภาพบำบัดและศูนย์เวลเนส (Wellness Center) พร้อมนำโมเดลศูนย์อควาเฮลท์ ที่ประสบความสำเร็จไปขยายผลในรูปแบบแฟรนไชส์ ซึ่งจะช่วยให้เข้าถึงผู้บริโภคในพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว และในอนาคตมีแผนที่จะพัฒนานวัตกรรมเพิ่มเติม เช่น การมอนิเตอร์สัญญาณชีพขณะออกกำลังกาย เพื่อเพิ่มคุณค่าและตอบโจทย์การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม
ทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนเป้าหมายเดียวกัน การผลักดัน “การออกกำลังกายเชิงป้องกัน” ให้คนดูแลร่างกายตั้งแต่ก่อนเจ็บป่วย โดยเฉพาะในสังคมผู้สูงอายุ ที่ความเสี่ยงจากการล้มยังคงเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิต


