posttoday

SME อ่อนแรงมา 15 ปียังไม่ฟื้น Reinvent Thailand ผ่าตัด 6 อุตสาหกรรมกู้เศรษฐกิจ

21 เมษายน 2569

กระดูกสันหลัง อ่อนแรง SME ติดหล่มมา 15 ปี ภาคธุรกิจเริ่มตกชั้น ฟื้นไม่ขึ้นแม้พ้นโควิด ต้องผ่าตัดใหญ่ Reinvent Thailand โฟกัส 6 อุตสาหกรรม กู้เศรษฐกิจ

KEY

POINTS

  • กระดูกสันหลัง อ่อนแรง SME ติดหล่มมา 15 ปี ภาคธุรกิจเริ่มตกชั้น ฟื้นไม่ขึ้นแม้พ้นโควิด
  • รัฐ-เอกชน-ภาคการเงิน ชูแนวทาง Reinvent Thailand กู้เศรษฐกิจ
  • ผ่าตัดใหญ่โฟกัส 6 อุตสาหกรรม เชื่อม SME 230,000 ราย 

ภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ของไทย ซึ่งเป็น “กระดูกสันหลัง” ของเศรษฐกิจ กำลังเผชิญภาวะท้าทายเชิงโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง

 

จากรายงานของ Krungthai COMPASS พบว่า ข้อมูลตลอดช่วง 15 ปี (2553–2567) สะท้อนภาพชัดว่า ความสามารถในการทำกำไรถดถอยลงในเกือบทุกอุตสาหกรรม และยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนวิกฤตโควิด-19 ได้ อีกทั้ง อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรของธุรกิจ มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องในแทบทุกภาคส่วน แม้ในช่วงหลังโควิด เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว แต่ระดับกำไรของ SMEs กลับยัง “ต่ำกว่าก่อนวิกฤต” สะท้อนปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “ความสามารถในการแข่งขันถูกกัดกร่อน” ซึ่งไม่ได้เกิดกับบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่เป็นปัญหาเชิงระบบของทั้งเศรษฐกิจ

 

ติดกับดักหนี้-สภาพคล่องตึง-กำไรบาง วงจรฉุดรั้งธุรกิจ

 

นอกจากนี้ รายงานยังชี้ว่า กลุ่ม SMEs ที่ต้องเร่ง “พลิกฟื้น” มีปัญหาร่วมกัน 3 ด้าน คือ 

  • หนี้สะสมในระดับสูง
  • ขาดสภาพคล่อง
  • อัตรากำไร (Margin) อยู่ในระดับต่ำ

 

ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ธุรกิจจำนวนมากติดอยู่ใน “วงจรหนี้” จากรายได้ไม่พอรายจ่าย ต้องพึ่งพาการก่อหนี้เพิ่มเพื่อประคองกิจการ จนกลายเป็นกับดักที่ฉุดรั้งการเติบโตในระยะยาว ดังนั้น “ช่วยระยะสั้นไม่พอ” ต้องผ่าตัดโมเดลธุรกิจ

 

แม้มาตรการช่วยเหลือด้านสภาพคล่องและการปรับโครงสร้างหนี้ยังมีความจำเป็น แต่ถูกมองว่าเป็นเพียง “การประคองระยะสั้น” และไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาในระยะยาว

 

ทางออกสำคัญคือ การ “ฟื้นฟูสุขภาพทางการเงิน” ควบคู่กับการ “ผ่าตัดใหญ่” โมเดลธุรกิจ โดยมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) หรือเจาะตลาดเฉพาะทาง (Niche Market) เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขัน และหลุดพ้นจากกับดักหนี้อย่างยั่งยืน

 

6 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ตัวเร่งฟื้นเศรษฐกิจไทย

 

เศรษฐกิจไทยเผชิญ “Perfect Storm” จากหลายปัจจัยรุมเร้า นอกจากปัญหาภายในแล้ว ไทยยังต้องรับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานโลก สังคมสูงวัย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการดิสรัปชันจากเทคโนโลยี

 

เมื่อรวมกับปัญหาเชิงโครงสร้างเดิม ทั้งความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจ ความสามารถแข่งขันที่ลดลง และข้อจำกัดของภาครัฐ ทำให้เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญ “Perfect Storm” ที่ฉุดศักยภาพการเติบโตในระยะยาว

 

และในช่วงปีที่ผ่านมา ภาครัฐ เอกชน และสถาบันการเงิน ได้ชูแนวคิด “Reinvent Thailand” ขึ้นมา จากการระดมสมองกันระหว่าง สภาพัฒน์ฯ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งมองว่าตั้งแต่หลังปี 2540 เป็นต้นมา นโยบายของภาครัฐไม่ได้สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการอย่างจริงจัง

 

เพราะฉะนั้นแพลตฟอร์ม Reinvent Thailand จึงเป็นแพลตฟอร์มที่ทุกภาคส่วนจะมานั่งทำงานด้วยกันเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ โดยที่ภาครัฐจะทำหน้าที่กำหนดทิศทาง ส่วนภาคเอกชนเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก และภาคการเงินช่วยจัดสรรทรัพยากร โดยที่แนวคิดนี้จะโฟกัสไปยัง 6 อุตสาหกรรมหลักที่มีศักยภาพขับเคลื่อนเศรษฐกิจในวงกว้าง ได้แก่

  • อาหารและเกษตรแปรรูป
  • ยานยนต์
  • การแพทย์และสุขภาพ
  • อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ
  • การท่องเที่ยว
  • ค้าปลีกและการค้า

 

คำถามคือทำไมต้องช่วย 6 อุตสาหกรรมนี้ ? 

 

จากข้อมูลชี้ว่า ทั้ง 6 กลุ่มนี้มีความสำคัญในเชิงระบบ โดยสร้างรายได้รวมคิดเป็น 64% ของเศรษฐกิจ เชื่อมโยง SMEs กว่า 230,000 ราย และจ้างงานมากกว่า 10 ล้านคน หรือกว่า 55% ของแรงงานทั้งประเทศ

 

SMEs ไทย 15 ปีเผชิญโจทย์หนัก กำไรถดถอย-ธุรกิจ “ตกชั้น” 

 

ตลอดช่วง 15 ปีที่ผ่านมา SMEs ไทยต้องเผชิญความท้าทายอย่างต่อเนื่อง สะท้อนผ่านการวิเคราะห์งบการเงินของบริษัทกว่า 160,000 แห่ง ครอบคลุม 6 อุตสาหกรรมหลัก โดยใช้อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) เป็นตัวชี้วัดความสามารถในการทำกำไร ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของความยั่งยืนทางธุรกิจ

 

ผลการศึกษาพบว่า ROA ของธุรกิจไทยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องในแทบทุกอุตสาหกรรม ไม่ได้เกิดเฉพาะช่วงวิกฤตโควิด-19 (2562–2564) เท่านั้น แม้หลังจากนั้นเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้น แต่ระดับกำไรของ SMEs ยังต่ำกว่าก่อนเกิดวิกฤติ สะท้อนภาพ “กำลังทำกำไรที่ถดถอย” ในเชิงระบบ และสอดคล้องกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฉุดศักยภาพการเติบโตของประเทศ

 

ธุรกิจไทย “ตกชั้น” ต่อเนื่อง 

 

อีกหนึ่งสัญญาณที่น่ากังวล คือการ “ตกชั้น” ของธุรกิจในทุกภาคส่วน โดยบริษัทมากกว่าครึ่งมีสถานะทางการเงินแย่ลงเมื่อเทียบกับ 15 ปีก่อน กลุ่มธุรกิจที่มีผลประกอบการดี (Excellent และ Good) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่กลุ่มเปราะบาง (Weak และ Distress) เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

 

ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่ในบางธุรกิจ แต่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของทั้งระบบเศรษฐกิจ หรือที่เรียกว่า “Competitiveness Erosion” ซึ่งหมายถึงการถดถอยของความสามารถในการแข่งขันของ SMEs ไทย

 

6 อุตสาหกรรมหลัก ภาพสะท้อนต่างมุม แต่ทิศทางเดียวกัน

 

  • อาหารและเกษตรแปรรูป (Agri & Food Processing)

รายงานระบุว่าจากการติดตาม บริษัท 1,419 แห่ง พบว่า เป็นภาคที่มีความผันผวนสูง กว่า 42.8% ของบริษัทมีผลประกอบการแย่ลง แม้จะมีบางส่วนปรับตัวดีขึ้น แต่ภาพรวมสะท้อนแรงกดดันจากปัจจัยควบคุมยาก เช่น สภาพอากาศ ราคาสินค้าเกษตร และต้นทุนการผลิต อย่างไรก็ดี ยังมีธุรกิจราวหนึ่งในสามที่ “ทรงตัวได้” จากการบริหารความเสี่ยงและกระจายสินค้า

 

  • ยานยนต์ (Automotive) 

ติดตาม บริษัท 408 แห่ง พบว่ามีลักษณะ “ถดถอยช้าแต่ลึก” โดยบริษัทที่แย่ลงมีสัดส่วนสูงถึง 44.6% จุดน่ากังวลคือกลุ่ม Distress เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว สะท้อนธรรมชาติของอุตสาหกรรมที่ใช้เงินลงทุนสูง ทำให้การฟื้นตัวต้องใช้เวลาและเงินทุนมาก

 

  • การแพทย์และสุขภาพ (Medical & Wellness) 

ติดตามบริษัท 562 แห่ง เคยเป็นดาวรุ่ง แต่เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว หลังจากเติบโตดีในช่วงก่อนโควิด ปัจจุบันสัดส่วนธุรกิจที่อ่อนแอเพิ่มขึ้นชัดเจน สะท้อนความผันผวนและการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น

 

  • อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (Smart Electronics)

แม้เป็นภาคที่แข็งแกร่งที่สุดในช่วงเริ่มต้น แต่ก็ไม่สามารถต้านแรงกดดันได้ โดยสัดส่วนบริษัทที่มีผลประกอบการดีลดลงเกือบครึ่ง อย่างไรก็ตาม ยังมีธุรกิจบางส่วนที่สามารถ “ยืนระยะ” ได้ดี ซึ่งถือเป็นกลุ่มศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไป

 

  • การท่องเที่ยว (Tourism) 

ติดตามบริษัท 2,543 แห่ง เป็นภาคที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในช่วงโควิด โดยธุรกิจในกลุ่มเปราะบางพุ่งสูงถึง 61% แต่หลังวิกฤติคลี่คลาย สามารถฟื้นตัวได้เร็วที่สุด สะท้อนลักษณะอุตสาหกรรมที่ผันผวนตามปัจจัยภายนอกสูง

 

  • ค้าปลีกและการค้า (Trade) 

ติดตามบริษัท 28,233 แห่ง เป็นภาคที่ใหญ่ที่สุดและน่ากังวลที่สุด โดยมีบริษัทกว่า 53.8% ที่ผลประกอบการแย่ลง สะท้อนแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการเติบโตของแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว

 

อย่างไรก็ตาม Reinvent Thailand จะเน้นขับเคลื่อนจะเน้น ปกป้องตลาดในประเทศ ใช้การจัดซื้อภาครัฐ ส่งเสริม Local Content และกำหนดมาตรฐาน มอก. เพื่อก่อให้เกิดการใช้ “สินค้าไทย” ที่มีมาตรฐาน และกีดกันสินค้าไม่ได้มาตรฐานจากต่างประเทศ ขยายการส่งออก ลดต้นทุนพลังงานและขนส่ง ลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น ลดเวลาและค่าใช้จ่ายแฝง ให้ SMEs ทำธุรกิจได้เร็วและง่ายขึ้น 

 

รวมถึงความร่วมมือรัฐ–เอกชน–ประชาชน (PPPP) ทำงานเชิงพื้นที่และรวมกลุ่มเป็นคลัสเตอร์ เพื่อให้เกิดพลังและขยายผลได้เร็ว โดยผลักดันการสนับสนุนของภาครัฐด้านการเงินและ R&D เพื่อปรับเปลี่ยนธุรกิจของ SMEs ให้เติบโต ดังนั้นแนวทางนี้ จึงเหมือนการเตรียมร่างกาย ให้พร้อมผ่าตัด เพิ่มความสามารถให้แข็งแรงและเติบโตยั่งยืน 

 

ข่าวล่าสุด

กทม.จับมือธรรมศาสตร์ ปิดช่องโหว่กฎหมาย แก้ไร้บ้าน-ขยะคลอง