posttoday

ขีดเส้นตาย 23 พ.ค.! ประธาน ตลท. ส่งสัญญาณเตือนรัฐบาล ระวัง "กิโยตินกฎหมาย" หลุดมือทำปฏิรูปสะดุด

21 เมษายน 2569

เปิดใจประธานตลาดหลักทรัพย์ฯ กับภารกิจด่วนจี๋ก่อนเส้นตายกฎหมายสำคัญสิ้นเดือนพฤษภาคมนี้ ชูโมเดล "Dual Class of Share" ดึงธุรกิจครอบครัว-รัฐวิสาหกิจเข้าตลาดหุ้นโดยไม่เสียอำนาจบริหาร พร้อมแนะรัฐบาลกู้เงินเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานและรีสกิลแรงงานดีกว่าการแจกเงินเพียงอย่างเดียวเพื่อความยั่งยืนของประเทศ เตือนอย่าแตะภาษีตลาดทุนแบบไม่ปรึกษา เสี่ยงทำตลาดพัง

KEY

POINTS

  • เปิดใจประธานตลาดหลักทรัพย์ฯ กับภารกิจด่วนจี๋ก่อนเส้นตายกฎหมายสำคัญสิ้นเดือนพฤษภาคมนี้
  • ชูโมเดล "Dual Class of Share" ดึงธุรกิจครอบครัว-รัฐวิสาหกิจเข้าตลาดหุ้นโดยไม่เสียอำนาจบริหาร
  • แนะรัฐบาลกู้เงินเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานและรีสกิลแรงงานดีกว่าแจกเงินอย่างเดียว เตือน! อย่าแตะภาษีตลาดทุนเสี่ยงทำตลาดพัง

วิกฤตเส้นตาย 23 พฤษภาคม! ความเสี่ยงที่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่

ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจ ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดในขณะนี้คือ กฎหมายหลักทรัพย์และมาตรการ "กิโยตินกฎหมาย" ที่รับช่วงต่อมาจากรัฐบาลเดิม ซึ่งกำลังจะหมดอายุลงในวันที่ 23 พฤษภาคม 2569 นี้

หากรัฐบาลปัจจุบันไม่เร่งดำเนินการผลักดันให้ทันตามกำหนด กระบวนการปฏิรูปกฎหมายที่ลากยาวและเตรียมการมาทั้งหมดจะต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ทันที 

ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ

พลิกโฉมตลาดทุนด้วย Dual Class of Share

ศาสตราจารย์พิเศษ กิตติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เผยว่าปัจจุบันบริษัทจดทะเบียนในไทยกว่าร้อยละ 76 มาจากธุรกิจครอบครัว เพื่อสร้างความเข้มแข็งและดึงดูดบริษัทคุณภาพดี รวมถึงรัฐวิสาหกิจและบริษัทที่ได้รับ BOI ให้เข้ามาจดทะเบียนมากขึ้น 

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมเสนอกฎหมายหุ้น 2 ประเภท หรือ Dual Class of Share ให้กับายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

โดยเชื่อว่ามาตรการนี้จะช่วยให้เจ้าของเดิมหรือผู้ก่อตั้งยังคงมีอำนาจควบคุมบริษัทได้แม้สัดส่วนหุ้นจะลดลง (Dilute) ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาใหญ่ที่ทำให้ธุรกิจครอบครัวหลายแห่งไม่อยากเข้าตลาดหุ้นเพราะกลัวสูญเสียอำนาจการบริหาร

นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มจำนวนหุ้นดีๆ (Free Float) เพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากกองทุนต่างประเทศที่กำลังมองหาทางเลือกในการลงทุน

จากการถอดบทเรียนธุรกิจครอบครัว พบว่าสาเหตุหลักของการล่มสลายมักเกิดจากการขาดการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Governance) และความขัดแย้งภายในการเข้าตลาดหุ้นจะบังคับให้เกิดความโปร่งใส ซึ่งช่วยให้คนในครอบครัวตรวจสอบกันได้เอง และป้องกันการโยกย้ายเงินไปให้คนใดคนหนึ่งอย่างไม่เป็นธรรม

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ตั้งเป้าจะ Groom ธุรกิจครอบครัวที่มีกว่า 100,000 บริษัทในไทยให้เข้าสู่ระบบที่โปร่งใสอย่างน้อย 10% เพื่อยกระดับเศรษฐกิจทั้งประเทศให้มั่นคงขึ้น

หนี้สาธารณะ กู้มาสร้าง ดีกว่ากู้มาแจก

ในส่วนของข้อเสนอเรื่อง พ.ร.ก. กู้เงิน และขยายเพดานหนี้สาธารณะของไทย ประธาน ตลท. ให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ "การกู้เพื่อมีเป้าหมาย ดีกว่าการไม่กู้" เพราะหากไม่กู้ ประเทศจะไม่มีเงินไปช่วยกลุ่มเปราะบาง 

แต่โจทย์ใหญ่คือ "กู้แล้วเอามาทำอะไร" ผมไม่เห็นด้วยกับการกู้มาเพื่อ "แจกเงิน" อย่างเดียว แต่ควรนำมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) เช่น รถไฟความเร็วสูง หรือนำมา Re-skill และ Up-skill แรงงาน และแก้ปัญหาสังคมผู้สูงอายุ

รัฐบาลต้องกำหนด KPI และเป้าหมายการกู้ให้ชัดเจนเพื่อสร้างความเชื่อมั่น

เตือนเรื่องภาษีหุ้น อย่าแตะถ้าไม่เข้าใจ

สำหรับกระแสข่าวเรื่องการจัดเก็บภาษีหุ้นหรือภาษีตลาดทุนนั้น ประธาน ตลท. ฝากคำเตือนถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องว่า การจัดเก็บภาษีต้องระวังมาก ถ้าเก็บโดยไม่ดูว่านักลงทุนกำไรหรือขาดทุน ตลาดอาจจะพังได้ ดังนั้นหากรัฐบาลจะดำเนินการควรปรึกษาและหารือกับคนในตลาดทุนก่อน 

นอกจากนี้รัฐบาลควรหาช่องทางเพิ่มรายได้อื่นๆ เช่น การปรับโครงสร้างภาษี หรือการปรับขึ้น VAT โดยต้องมีมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนควบคู่ด้วยเช่นกัน.

ข่าวล่าสุด

ส่องงบไตรมาส 1/69 “2 แบงก์พาณิชย์” KTB กำไรโต สวน BBL ลดลง