posttoday

ส่องงบไตรมาส 1/69 “2 แบงก์พาณิชย์” KTB กำไรโต สวน BBL ลดลง

21 เมษายน 2569

เปิดผลงาน 2 แบงก์พาณิชย์ ไตรมาส 1/69 “KTB” กำไร 12,437 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.2% จากธุรกิจ Wealth และธุรกิจตลาดเงินตลาดทุนหนุน ส่วน “BBL” กำไร 10,994 ล้านบาท ลด 12.9% รายได้ดอกเบี้ยสุทธิ และรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลง

KEY

POINTS

  • ธนาคารกรุงไทย (KTB) มีกำไรสุทธิในไตรมาส 1/69 อยู่ที่ 12,437 ล้านบาท เติบโตขึ้น 6.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน
  • ธนาคารกรุงเทพ (BBL) มีกำไรสุทธิในไตรมาส 1/69 จำนวน 10,994 ล้านบาท ลดลง 12.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
  • ผลประกอบการที่สวนทางกันมีสาเหตุหลักจาก KTB มีการเติบโตของสินเชื่อและรายได้ค่าธรรมเนียม ขณะที่ BBL มีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง

นายผยง ศรีวณิช  กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของธนาคารในไตรมาส 1/2569 เทียบกับไตรมาส 1/2568 ธนาคารมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารเท่ากับ 12,437 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.2% สะท้อนประสิทธิภาพการดำเนินงานและการเติบโตอย่างมีคุณภาพ บริหารคุณภาพสินทรัพย์อย่างระมัดระวัง ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ 

โดยสินเชื่อรวมขยายตัว 2.4% เทียบกับสิ้นปี 2568 จากสินเชื่อภาครัฐ ธุรกิจขนาดใหญ่ และรายย่อยเพื่อที่อยู่อาศัย รวมถึงการบริหารพอร์ตสินเชื่ออย่างรอบคอบสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างความเสี่ยงและผลตอบแทน โดยธนาคารมีอัตราผลตอบแทนสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ (NIM) เท่ากับ 2.48% ภายใต้แรงกดดันจากดอกเบี้ยขาลง และการลดดอกเบี้ยผ่านมาตรการเชิงป้องกันเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง 

ขณะเดียวกันมุ่งเพิ่มสัดส่วนรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพื่อเสริมความยั่งยืนของรายได้ ทั้งนี้ รายได้ค่าธรรมเนียมเติบโต 13.9% โดยมีแรงสนับสนุนหลักจากธุรกิจ Wealth และมีการขยายตัวของธุรกิจตลาดเงินตลาดทุนตามภาวะตลาด ซึ่งรวมถึงการรับรู้รายได้จากการปรับมูลค่ายุติธรรมสำหรับเงินลงทุน รายได้จากเงินปันผล การเพิ่มขึ้นของส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนตามวิธีส่วนได้เสีย อีกทั้งรายได้จากหนี้สูญรับคืนจากการบริหารจัดการ NPL และทรัพย์สินรอการขายซึ่งเป็น Recovery Engine ที่ธนาคารให้ความสำคัญ

ธนาคารยังคงบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ Cost to Income Ratio ลดลงมาอยู่ที่ 38.9% จาก 40.4%  โดยหลักจากการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และค่าใช้จ่ายในการบริหารทรัพย์สินรอการขายที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ทั้งนี้ ธนาคารยังคงลงทุนด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันรองรับการเติบโตในระยะยาว 

ด้านคุณภาพสินทรัพย์ ธนาคารรักษาระดับ NPL Ratio ที่ 2.93% เทียบกับ 2.90% ณ สิ้นปี 2568 พร้อมบริหาร Credit Cost ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมที่ 1.15% และรักษา Coverage Ratio ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องที่ 204.7% เพื่อรองรับความไม่แน่นอนในอนาคต รวมถึงติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด

เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2568 กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 15.4% จากแรงขับเคลื่อนของธุรกิจ Wealth ธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน และรายได้จากเงินลงทุนตามสภาวะตลาดและเงินปันผล เพื่อรักษาการเติบโตอย่างยั่งยืน รวมถึงบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีวินัย ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ Cost to Income Ratio ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมาซึ่งเป็นไปตามฤดูกาล

ณ 31 มีนาคม 2569 กลุ่มธุรกิจทางการเงินมีเงินกองทุนชั้นที่ 1 18.60% และเงินกองทุนทั้งสิ้น 20.54% ของสินทรัพย์ถ่วงน้ำหนักตามความเสี่ยงอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งเมื่อเทียบกับเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พร้อมบริหารเงินกองทุนอย่างมีวินัย เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ และมีอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) ในระดับสูงที่ 10.8%

เศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันจากสงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ความเสี่ยงสำคัญคือการขาดแคลนสินค้าโภคภัณฑ์ อาทิ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และวัตถุดิบ ซึ่งจะทำให้การผลิตเกิดภาวะชะงักงัน กระทบต้นทุนการผลิตและความสามารถในการดำเนินการของบางธุรกิจ ส่งผ่านไปตลอดห่วงโซ่อุปทาน 

ขณะที่ราคาพลังงานและราคาสินค้าที่สูงขึ้นกระทบกำลังซื้อครัวเรือนและความเชื่อมั่นภาคเอกชน การส่งออกเผชิญความท้าทายจากปัญหาโลจิสติกส์และความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าระหว่างประเทศ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มลดลงจากข้อจำกัดการเดินทาง 

ส่วนภาครัฐอาจจะต้องมีการก่อหนี้เพิ่มเพื่อประคองเศรษฐกิจ อีกทั้งเศรษฐกิจไทยยังมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง จากภาระหนี้ครัวเรือนระดับสูงที่กดดันการใช้จ่ายและการปรับตัวของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SME 

ภายใต้บริบทดังกล่าว ธนาคารยังคงเดินหน้าช่วยเหลือลูกค้าและประชาชนอย่างต่อเนื่อง ผ่านมาตรการแก้หนี้ ฟื้นฟูศักยภาพ และสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุน อาทิ โครงการ “SMEs Credit Boost” ควบคู่กับการสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และผลักดันเศรษฐกิจไทยตามแนวทาง “Reinvent Thailand” 

พร้อมทั้งสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาครัฐที่มีประสิทธิภาพ ใช้งบประมาณแบบมุ่งเป้า รักษาเสถียรภาพและวินัยการเงินการคลัง เน้นการปรับตัวและเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจใหม่ตามพลวัตโลก ทั้งนี้ ธนาคารจะติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด เพื่อบริหารความเสี่ยงและเสริมความยืดหยุ่นในระยะยาว 

ในปี 2569 ธนาคารกรุงไทยครบรอบ 60 ปี อย่างภาคภูมิใจ จากบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนระบบการเงินไทยด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี พร้อมรักษาการเติบโตอย่างยั่งยืนและมีคุณภาพ ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน สามารถสร้างคุณค่าให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง ทำให้ได้รับความเชื่อมั่นจากลูกค้าและประชาชน 

สะท้อนถึงผลลัพธ์และความสำเร็จของการขับเคลื่อน 5 ยุทธศาสตร์ที่สำคัญของธนาคาร ที่มุ่งสร้าง Future Ready Krungthai ผ่านการเรียนรู้ และปรับตัวสู่ยุคเทคโนโลยี และ Value-led AI นำ Digital Solutions มายกระดับธุรกิจ โดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เพื่อให้สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้ทุกที่ ทุกเวลา หรือ Banking Anywhere Anytime เสริมแกร่ง Krungthai Wealth ครอบคลุมการลงทุนระดับสากล  การวางแผนการศึกษาระดับโลก และสิทธิประโยชน์ไลฟ์สไตล์ที่ครอบคลุมกว่า 200 ประเทศ 

พร้อมกันนี้  ธนาคารยังเดินหน้าร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อขยายการเข้าถึงลูกค้ากลุ่ม Underserved ผ่านการใช้ข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) และการเชื่อมต่อ Ecosystem ใหม่ ๆ สร้างโอกาสในการเติบโตจากธุรกิจรูปแบบใหม่ อาทิ Virtual Banking ที่ช่วยเติมเต็มการให้บริการทางการเงินอย่างครอบคลุมและเท่าเทียมมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับแนวคิด  “60 ปีกรุงไทย ทุกก้าว เพื่อล้านอนาคต

BBL งบไตรมาส 1/69 กำไรสุทธิ 10,994 ล้านบาท ลดลง 12.9%

ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL และบริษัทย่อย รายงานกำไรสุทธิสำหรับไตรมาส 1/2569 จำนวน 10,994 ล้านบาท ลดลง 12.9% เทียบกับไตรมาสเดียวกันปีก่อน จากรายได้จากการดำเนินงาน โดยมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 12.3% ตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคาร ส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 2.49% และรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลง 6.6% ส่วนใหญ่จากกำไรสุทธิจากเงินลงทุนและค่าธรรมเนียมการอำนวยสินเชื่อ ขณะที่รายได้จากเงินปันผลและค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักทรัพย์เพิ่มขึ้น 

สำหรับค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานลดลง 12.0% และมีอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้จากการดำเนินงานอยู่ที่ 44.7% โดยธนาคารยังคงให้ความสำคัญกับการพัฒนาและยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องควบคู่กับการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างเหมาะสม ในไตรมาสนี้ธนาคารพิจารณาตั้งผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจำนวน 9,003 ล้านบาท ภายใต้หลักความระมัดระวังอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับความท้าทายทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น

ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 ธนาคารมีเงินให้สินเชื่อจำนวน 2,661,368 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.0% จากสิ้นปีก่อน ส่วนใหญ่จากสินเชื่อลูกค้าธุรกิจรายใหญ่ สำหรับอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตต่อเงินให้สินเชื่อรวมอยู่ที่ 3.1% ซึ่งอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตต่อเงินให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 318.1% เป็นผลจากการที่ธนาคารยึดหลักการตั้งสำรองด้วยความระมัดระวังและรอบคอบอย่างต่อเนื่อง 

ธนาคารมีเงินรับฝาก ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 จำนวน 3,223,560 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.9% จากสิ้นปีก่อน และมีอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อเงินรับฝากอยู่ที่ 82.6% ขณะที่อัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้น อัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของต่อสินทรัพย์เสี่ยงของธนาคารและบริษัทย่อยอยู่ที่ 20.9% 16.4% และ 16.4% ตามลำดับ ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงกว่าอัตราส่วนเงินกองทุนขั้นต่ำตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

ในไตรมาส 1 ปี 2569 เศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงกดดันจากทั้งปัจจัยภายนอกและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ โดยเฉพาะความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางและการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งกระทบต่อความเชื่อมั่นและการลงทุนของภาคเอกชน  แม้ภาคการส่งออกยังขยายตัวได้จากอุปสงค์ของประเทศคู่ค้าหลัก แต่แรงส่งเริ่มชะลอลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า  

ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังฟื้นตัวต่ำกว่าคาดโดยเฉพาะตลาดจีนที่กลับมาไม่เต็มที่ และค่าเงินบาทที่ผันผวนในบางช่วงยังส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของไทย นอกจากนี้ ราคาน้ำมันโลกที่ปรับสูงขึ้นเริ่มส่งผ่านไปยังต้นทุนในระบบเศรษฐกิจ ทำให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะข้างหน้า ขณะเดียวกัน นโยบายการคลังยังมีข้อจำกัดจากกรอบงบประมาณและระดับหนี้สาธารณะ ทำให้ความสามารถในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมีจำกัด ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้ายังคงฟื้นตัวอย่างเปราะบางและเผชิญความเสี่ยงจากทั้งภายนอกและภายในประเทศ

ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญได้เพิ่มความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อในระยะข้างหน้า และสร้างแรงกดดันรอบใหม่ต่อภาคธุรกิจ ทั้งด้านต้นทุนและความสามารถในการแข่งขัน ธนาคารกรุงเทพตระหนักถึงความท้าทายจากความเสี่ยงที่กระจายตัวกว้างและยากต่อการประเมิน  

ในสถานการณ์เช่นนี้ธนาคารยังคงให้ความสำคัญในการดูแลและให้คำปรึกษากับลูกค้า พร้อมยืนเคียงข้างในฐานะ “เพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน” โดยเน้นการเสริมสร้างสภาพคล่องให้เหมาะสมกับแต่ละกิจการ เพื่อให้ธุรกิจสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ท่ามกลางความผันผวน  

ขณะเดียวกันธนาคารดำเนินธุรกิจตามหลักความระมัดระวังรอบคอบ และให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพฐานะการเงิน สภาพคล่อง และเงินกองทุนให้อยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นในการประคองลูกค้าให้ก้าวผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายไปด้วยกัน

ข่าวล่าสุด

ก้าวต่อไปของ ThaiBMA ภายใต้การนำของ “อริยา ติรณะประกิจ” เอ็มดีคนใหม่