บางกอกเคเบิ้ลผนึก ION Energy รุกตลาดโซลาร์ สู่ผู้นำพลังงานครบวงจร
บางกอกเคเบิ้ลปรับเกมใหญ่ ซื้อ ION Energy เสริมทัพโซลาร์รูฟท็อป รับดีมานด์พลังงานสะอาดโตแรง มุ่งสู่ Energy Solution Provider เต็มรูปแบบ
KEY
POINTS
- บริษัทสายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล (BCC) เข้าซื้อกิจการ ION Energy เพื่อปรับเปลี่ยนทิศทางธุรกิจจากการเป็นผู้ผลิตสายไฟฟ้าสู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันพลังงานแบบครบวงจร (Energy Solution Provider)
- การผนึกกำลังครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อรุกตลาดพลังงานสะอาด โดยเฉพาะโซลาร์รูฟท็อปที่กำลังเติบโตสู่ตลาดกระแสหลัก จากปัจจัยหนุนด้านมาตรการลดหย่อนภาษีของภาครัฐและต้นทุนเทคโนโลยีที่ลดลง
- ความร่วมมือนี้สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้ ION Energy ด้านต้นทุนสายไฟฟ้าและซัพพลายเชน ขณะเดียวกันก็ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ BCC ในการขยายสู่ธุรกิจพลังงานปลายน้ำที่เข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง
การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานกำลังกลายเป็นแรงขับสำคัญของโลกยุคใหม่ และในประเทศไทย คลื่นลูกนี้เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อภาคธุรกิจขนาดใหญ่ขยับตัวอย่างจริงจัง หนึ่งในดีลที่น่าจับตาคือการปรับทิศทางครั้งใหญ่ของ Bangkok Cable หรือ BCC ที่ประกาศก้าวข้ามบทบาทผู้ผลิตสายไฟฟ้า สู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันพลังงานแบบครบวงจร (Energy Solution Provider) ผ่านการเข้าซื้อกิจการ ION Energy และยกระดับขึ้นเป็นบริษัทในเครือ ถือเป็นหมากสำคัญในการรุกตลาดพลังงานสะอาดที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
ตลอดเวลากว่า 6 ทศวรรษ BCC เป็นเสมือน “กระดูกสันหลัง” ของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานไทย ด้วยบทบาทในการผลิตและพัฒนาสายไฟฟ้าสำหรับภาครัฐ เอกชน และครัวเรือน แต่เมื่อบริบทพลังงานโลกเปลี่ยนไป ทั้งจากความผันผวนด้านราคาเชื้อเพลิง ฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้บริษัทต้องคิดใหม่และไปให้ไกลกว่าเดิม การเข้าซื้อ ION Energy จึงไม่ใช่เพียงการขยายธุรกิจ แต่คือการวางตำแหน่งใหม่ในห่วงโซ่พลังงาน ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานไปจนถึงโซลูชันปลายน้ำที่เข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง
นายพงศภัค นครศรี ประธานเจ้าหน้าที่สายงานขายและการตลาด บริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด หรือ Bangkok Cable (BCC) ผู้นำด้านการผลิตและพัฒนาสายไฟฟ้าและสายเคเบิลชั้นนำของประเทศไทย และผู้ร่วมก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไอออน เอนเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ION Energy กล่าวว่า
“3-5 ปีก่อน ตลาดธุรกิจโซลาร์ ยังถือเป็นตลาดธุรกิจเฉพาะ หรือ Niche Market ที่ผู้คนยังไม่ได้ให้ความสำคัญมากนัก แต่ในปีนี้ แนวโน้มพลังงานโลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างชัดเจน จากความผันผวนของสถานการณ์ต่างๆ ขณะเดียวกัน ไทยเองยังมีมาตรการภาครัฐที่ช่วยลดหย่อนภาษีให้ผู้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป สูงสุดถึง 200,000 บาท เรามองว่าทั้งหมดกำลังทำให้ตลาดโซลาร์ ก้าวเข้าสู่ตลาดกระแสหลัก หรือ Mainstream และเป็นส่วนที่เราเข้าไปต่อยอดในฐานะกระดูกสันหลังของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานได้”
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่ “โซลาร์รูฟท็อป” กำลังหลุดพ้นจากสถานะตลาดเฉพาะกลุ่ม สู่การเป็นตลาดกระแสหลักอย่างแท้จริง ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากมาตรการภาครัฐที่เปิดโอกาสให้ประชาชนลดหย่อนภาษีจากการติดตั้งโซลาร์ได้สูงสุด 200,000 บาท ประกอบกับต้นทุนเทคโนโลยีที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้การติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป
ด้าน ION Energy ประเมิน ไทยมีครัวเรือนติดโซลาร์ได้ 1.3 ล้านครัวเรือน มูลค่าตลาดหลักแสนล้าน เพิ่งติดโซลาร์สะสมแค่ 70,000 ครัวเรือน เดินหน้าชูเทคโนโลยีใหม่ อาทิ โดรนล้างโซลาร์ เสริมแกร่งบริการหลังการขาย เพิ่มความมั่นใจผู้บริโภค หวังติดตั้งใหม่ 1,500-2,000 หลังในปีนี้
ในมุมของ ION Energy การเข้ามาอยู่ภายใต้ร่มของ BCC คือการเพิ่ม “แรงส่ง” ให้ธุรกิจเติบโตได้เร็วและมั่นคงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในด้านต้นทุนและซัพพลายเชน เพราะสายไฟฟ้าเป็นหนึ่งในต้นทุนหลักของระบบโซลาร์ รองจากแผงและอินเวอร์เตอร์ การมีผู้ผลิตสายไฟอยู่ในเครือจึงช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกันยังช่วยเสริมภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือในการขยายตลาดทั้งในประเทศและภูมิภาค
สำหรับสาเหตุที่เลือกลงทุนใน ION Energy นั้น เนื่องจาก ION Energy ถือเป็นผู้นำในตลาดกลุ่มโซลาร์รูฟท็อปสำหรับโครงการอสังหาริมทรัพย์ ได้รับความไว้วางใจจากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ อาทิ แสนสิริ ศุภาลัย เอสซี เอพี มีปริมาณการติดตั้งสะสมมากกว่า 6,500 หลัง มีจุดเด่นใน 3 ด้าน ได้แก่
1.เครือข่ายพันธมิตรแข็งแกร่ง สร้างการเติบโตในตลาดจริง ION Energy มีความร่วมมือกับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำและพันธมิตรทางการเงินอย่างต่อเนื่อง ช่วยขยายฐานลูกค้าและเร่งการเข้าถึงตลาดในวงกว้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2.ความเชี่ยวชาญในการดำเนินงาน บริษัทมีประสบการณ์ในการติดตั้งโซลาร์จริงในระดับใหญ่ พร้อมควบคุมคุณภาพ เวลา และต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สะท้อนถึงศักยภาพในการส่งมอบงานที่เชื่อถือได้ในระดับอุตสาหกรรม
3.แพลตฟอร์มพร้อมรองรับการเติบโตในอนาคต ION Energy มีโครงสร้างธุรกิจที่สามารถขยายจากโซลาร์รูฟท็อป ไปสู่โครงการขนาดใหญ่ รวมถึงการต่อยอดสู่ Energy Platform รองรับการเติบโตของตลาดพลังงานสะอาดในระยะยาว
ด้าน นายพีรกานต์ มานะกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอออน เอนเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ION Energy ผู้ให้บริการโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจร กล่าวว่า
“การที่เราเข้ามาเป็นบริษัทในเครือบางกอกเคเบิ้ล จะช่วยให้เรามีต้นทุนในการแข่งขันที่ดียิ่งขึ้น เพราะสายไฟฟ้าถือเป็นต้นทุนอันดับ 3 ของธุรกิจโซลาร์ รองจากตัวแผงโซลาร์และ Inverter ขณะเดียวกัน การได้เป็นส่วนหนึ่งของบางกอกเคเบิ้ล ช่วยให้เราขยายตลาดโซลาร์ในภูมิภาค มีภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และมีขีดความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีของเราให้โดดเด่นเหนือภาพรวมตลาด”
ทั้งนี้ ทิศทางการดำเนินธุรกิจหลังจากนี้ จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาบริการหลังการขายของบริษัทให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เนื่องจากโซลาร์รูฟท็อป จะเป็นสิ่งที่อยู่กับลูกค้าแต่ละรายไปประมาณ 30 ปี ล่าสุด จึงได้พัฒนาโดรนล้างโซลาร์ และเตรียมเปิดตัวในงานสถาปนิก’69 (ASA Architect Expo) ที่อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ ในวันที่ 28 เม.ย.-3 พ.ค.นี้ เพื่อสะท้อนให้ผู้บริโภคเห็นถึงนวัตกรรมในการส่งมอบบริการที่ทันสมัย และรวดเร็วยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน บริษัทอยู่ระหว่างพิจารณาการเปิดตัวศูนย์บริการในหัวเมืองใหญ่ที่มีความต้องการโซลาร์เพิ่มเติม เพื่อให้สามารถเข้าถึงลูกค้าในแต่ละท้องถิ่นได้อย่างแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ให้สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภค ทันการใช้สิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษีสูงสุด 200,000 บาท เบื้องต้น บริษัทตั้งเป้าติดตั้งโซลาร์ให้แก่ครัวเรือน 1,500-2,000 หลัง ภายในสิ้นปี 2569
สำหรับบริษัท ไอออน เอนเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ION Energy เป็นผู้ให้บริการโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจร และเป็นผู้ต่อยอดโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจรให้ตอบโจทย์ทั้งภาคครัวเรือนและอสังหาริมทรัพย์ มีวิสัยทัศน์ผลักดันพลังงานสะอาดให้เข้าถึงครัวเรือนไทยอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน โดยผสานเทคโนโลยีโซลาร์ อินเวอร์เตอร์ แบตเตอรี่ และระบบบริหารพลังงานอัจฉริยะไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ทำให้ผู้ใช้งานสามารถติดตามผลผลิตพลังงานได้แบบเรียลไทม์ ลดค่าไฟและเสริมความปลอดภัยของระบบในทุกขั้นตอน มีประสบการณ์การติดตั้งให้แก่ที่อยู่อาศัยของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ รวมถึงบ้านของผู้บริโภคทั่วไป รวมแล้วกว่า 6,500 หลังทั่วประเทศ
ขณะที่ บริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด หรือ Bangkok Cable (BCC) เป็นผู้นำด้านการผลิตและพัฒนาสายไฟฟ้าและสายเคเบิลชั้นนำของประเทศไทย ก่อตั้งในปี พ.ศ.2507 ให้บริการครอบคลุม 7 กลุ่มการใช้งาน ได้แก่ 1.ระบบผลิตและส่งพลังงานไฟฟ้า (Transmission) 2.ระบบจำหน่ายพลังงานไฟฟ้า (Distribution) 3.ระบบไฟฟ้าภายในบ้านพักและอาคาร (Construction and Building) 4.ระบบขนส่งและคมนาคม (Transportation and Mobility) 5.ระบบไฟฟ้าในโรงงาน และภาคอุตสาหกรรม (Industrial) 6.พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) และ 7.ระบบไฟฟ้าในรถยนต์ (Automotive) เพื่อสร้างความปลอดภัยและขับเคลื่อนเมืองสู่อนาคต
ปัจจุบัน มีลูกค้าโครงการขนาดใหญ่ของทั้งภาครัฐและเอกชนจำนวนมากที่ใช้สายไฟฟ้าของบางกอกเคเบิ้ล อาทิ โครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค สนามบินสุวรรณภูมิ เฟส 2 โครงการสายไฟฟ้าใต้ดิน รถไฟฟ้าสายสีชมพู โครงการรถไฟทางคู่สายตะวันออก และโครงการพลังงานแสงอาทิตย์แบบลอยน้ำ เขื่อนอุบลรัตน์ นอกจากนี้ บริษัท มีส่วนสนับสนุนโครงการ ASEAN Power Grid โดยเฉพาะโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบาง (Luang Prabang Hydropower Project) ในประเทศลาว


