น้ำมันแผลงฤทธิ์ LINE MAN Wongnai หวั่นกระทบค่าขนส่งอาหารแพงขึ้น
LINE MAN WONGNAI เกาะติดสถานการณ์น้ำมันรายวัน ชี้เป็นตัวแปรสำคัญดันราคาอาหารขยับขึ้น คาดหากสงครามยืดเยื้อ อาจกระทบตลาดจนต้องพิจารณาปรับค่าขนส่ง
KEY
POINTS
- น้ำมันแผลงฤทธิ์ LINE MAN Wongnai จับตารายวัน ตัวแปรดันราคาอาหารแพงขึ้น
- คาดหากสงครามยืดเยื้อ ฟู้ดเดลิเวอรีไม่ถึงขั้นติดลบ แต่อาจโตช้า
- ต้นทุนเพิ่ม สุดท้ายกระทบตลาดอาจต้องปรับราคาขนส่งอาหาร
ท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงานที่ยังไร้ทิศทางชัดเจน ส่งผลกระทบต่อแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่โดยตรง โดยเฉพาะผู้เล่นรายใหญ่อย่าง LINEMAN Wongnai ที่ยอมรับว่าราคาน้ำมันกำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญต่อโครงสร้างต้นทุน และอาจส่งผลเป็นลูกโซ่ไปถึงไรเดอร์ ร้านอาหาร และผู้บริโภคในวงกว้าง
ไรเดอร์ยังคงรับงานปกติ
ยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINEMAN Wongnai เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนธุรกิจขนส่งและฟู้ดเดลิเวอรีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ในระยะสั้นผลกระทบยังไม่รุนแรง แต่บริษัทติดตามสถานการณ์แบบวันต่อวัน เนื่องจากความไม่แน่นอนยังสูง และหากราคาน้ำมันเร่งตัวขึ้นมาก อาจกระทบต่อรายได้ของไรเดอร์ในระบบ
“ตอนนี้จำนวนไรเดอร์ในระบบยังคงออกรับงานตามเดิม เราก็พยายามช่วยเขา เราคงทำได้ด้วยการเตรียมตัวเตรียมใจรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เราวางแผนล่วงหน้านานไม่ได้ ได้แต่เตรียมงบประมาณไว้ว่า ถ้าเกิดวิกฤตเราจะสู้อย่างไร จะแอคชันอย่างไร โดยบริษัทพยายามพยุงรายได้ผ่านมาตรการระยะสั้น เช่น การเพิ่มค่าตอบแทนพิเศษและโบนัส ซึ่งในสัปดาห์ที่ผ่านมาได้ปรับเพิ่มอินเซนทีฟราว 15% จากสัปดาห์ก่อนหน้า”
ต้นทุนสูง สัญญาณร้านอาหารขึ้นราคาเริ่มมา
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าสถานการณ์ยังคาดการณ์ได้ยาก จึงต้องติดตามใกล้ชิด เรื่องราคาน้ำมันขึ้นมาตั้งแต่ก่อนเกิดส่งคราม ในเชิงแผนรับมือ บริษัทย้ำว่ายังไม่ปรับขึ้นค่า GP หรือค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันในขณะนี้ แต่หากราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 9 บาท หรือเกิน 10 บาท หรือแตะระดับ 50-60 บาทต่อลิตร อาจเริ่มเห็นผลกระทบในวงกว้าง และมีความเป็นไปได้ที่จะต้องพิจารณามาตรการเพิ่มเติม เช่น การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมพิเศษ (Surcharge) ด้านขนส่ง
“ขณะเดียวกัน สัญญาณต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเริ่มสะท้อนมายังฝั่งร้านอาหารแล้ว LINEMAN WONGNAI มอนิเตอร์ร้านอาหาร ซึ่งก็พบว่าบางร้านมีปรับราคาขึ้นบ้าง แต่ยังไม่เยอะ แต่คิดว่าจะเริ่มเห็นเพิ่มขึ้น เพราะต้นทุนแต่ละอย่างเริ่มปรับตัวขึ้น อันนี้น่ากลัว เพราะสุดท้ายมันส่งผลต่อค่าอาหาร เพราะถ้าราคาขึ้นแน่นอนว่าส่งผลต่อผู้บริโภคเป็นวงกว้าง เช่น ก๋วยเตี๋ยวอาจแพงกว่าเดิม 5-10 บาท พออาหารแพงขึ้นก็กลายเป็นเงินเฟ้อ เพราะถ้าราคาขึ้นแล้วไม่ลง”
ยอด กล่าวต่อว่า บริษัทยังพยายามตรึงราคาเพื่อช่วยลดภาระผู้บริโภคและร้านค้า โดยมองว่าธุรกิจเดลิเวอรี่ยังมีความแข็งแกร่ง เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตประจำวัน มากกว่าการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย คาดว่าปริมาณออเดอร์ยังไม่ลดลงเหมือนการออกไปรับประทานอาหารนอกบ้าน แต่ยอมรับว่าอัตราการเติบโตอาจชะลอลง
ไตรมาส 2 มีแนวโน้มท้าทายและยาก
ในช่วงไตรมาส 1 ยังเติบโตได้ดี ปัจจัยมาจากแรงหนุนของนักท่องเที่ยวและบริการใหม่ ๆ เช่น LINE MAN MART ที่เติบโตเกือบ 2 เท่า รวมถึงบริการใหม่อย่างการส่งยา (Tele-pharmacy) ที่เริ่มมีบทบาทมากขึ้น แต่ในไตรมาส 2 บริษัทประเมินว่าจะเป็นช่วงที่ท้าทายมากขึ้น จากแรงกดดันค่าครองชีพที่สูง ทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น
บริษัทอาจจะเตรียมงบประมาณเพื่อเสริมสภาพคล่อง และพยุงทุกภาคส่วนในระบบ โดยจะให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือไรเดอร์เป็นลำดับแรก ก่อนขยายไปยังร้านค้าและผู้บริโภค
หนุน EV ตอนนี้ไม่ทัน
ทั้งนี้ การแก้ปัญหาด้านพลังงานในระยะยาว มองว่า แม้กระแสรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จะเป็นทางออกด้านต้นทุนพลังงาน แต่การเปลี่ยนผ่านตอนนี้ยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ทันที เนื่องจากข้อจำกัดด้านโครงสร้างและจำนวนไรเดอร์ที่มีอยู่หลักแสนราย
ปัจจุบันบริษัทได้เริ่มส่งเสริมการใช้รถ EV ทั้ง 2 ล้อและ 4 ล้อในเครือข่ายหลายพันคัน พร้อมเปิดให้เช่าสำหรับไรเดอร์ที่ยังไม่มีรถเป็นของตัวเอง แต่ยอมรับว่าการเปลี่ยนผ่านเต็มรูปแบบต้องใช้เวลาอีกหลายปี
ฟู้ดเดลิเวอรีอาจไม่ติดลบ แต่โตช้าลง
อย่างไรก็ตาม ยอดประเมินว่า หากสถานการณ์สงครามยังยืดเยื้อ ธุรกิจ ฟู้ดเดลิเวอรี่ อาจเติบโตช้าลงจากเดิมที่คาดไว้ เหลือประมาณ 15-20% แต่เชื่อมั่นว่าจะไม่ถึงขั้นติดลบ ส่วนโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ เช่น "คนละครึ่ง" หากมีการดำเนินการต่อ บริษัทก็พร้อมเข้าร่วมเพราะมองว่าเป็นปัจจัยบวกที่จะช่วยพยุงกำลังซื้อได้
หมายเหตุ : สัมภาษณ์ในงาน LINE MAN Wongnai Users’ Choice Best of 2026


