posttoday

สงคราม-พลังงานแพงไม่ใช่จุดจบ! ‘พีรดา ศุภรพันธ์’ ชี้ทางรอด SME ด้วย Sharing Economy

30 มีนาคม 2569

เมื่อคำว่า “Cash is King” อาจไม่เพียงพอต่อการอยู่รอด! พบกับบทสัมภาษณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ‘คุณโอ๊ยโย๋’ นำทัพ Tasted Better ฝ่าพายุเศรษฐกิจปี 2569 ด้วยแนวคิดบริหารต้นทุนผ่านระบบ Shared Infrastructure พร้อมถอดรหัสว่าทำไม “ของดี” ของคนไทย ถึงต้องปรับ Mindset ใหม่ตั้งแต่วันแรกหากต้องการไปให้ถึงระดับ Global

KEY

POINTS

  • สัมภาษณ์พิเศษ: เมื่อคำว่า “Cash is King” อาจไม่เพียงพอต่อการอยู่รอด! พบกับบทสัมภาษณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ‘คุณโอ๊ยโย๋’
  • นำทัพ Tasted Better ฝ่าพายุเศรษฐกิจปี 2569 ด้วยแนวคิดบริหารต้นทุนผ่านระบบ Shared Infrastructure
  • พร้อมถอดรหัสว่าทำไม “ของดี” ของคนไทย ต้องปรับ Mindset ใหม่ตั้งแต่วันแรกหากต้องการไปให้ถึงระดับ Global

ในวันที่โลกตกอยู่ในสภาวะที่ยากจะคาดเดา ทั้งจากผลกระทบของสงครามที่ส่งผลต่อต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และความเชื่อมั่นในการลงทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาคธุรกิจไม่ได้เพียงแค่ต้องเผชิญกับปัญหาสินค้าราคาแพงขึ้นเท่านั้น

แต่ยังต้องรับมือกับความล่าช้าในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่อ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด

"คุณโอ๊ยโย๋" พีรดา ศุภรพันธ์ หญิงเก่งผู้ก่อตั้ง ‘Tasted Better’ ภายใต้แบรนด์ Dancing with A Baker และ Taste Vision Korea คือหนึ่งในผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่มองเห็นว่า การพยายามแบกทุกอย่างไว้เองในโลกที่ผันผวนไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป

แต่หัวใจสำคัญของการอยู่รอดและเติบโตอย่างยั่งยืนในปี 2569 คือ การสร้าง Supply Chain Resilience ผ่านแนวคิด Sharing Economy หรือการใช้ทรัพยากรร่วมกับพาร์ตเนอร์ ไม่ว่าจะเป็นสายการผลิต คลังสินค้า หรือระบบโลจิสติกส์ เพื่อลดต้นทุนพลังงานต่อหน่วยและเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน

"คุณโอ๊ยโย๋" มองว่าสงครามทำให้เศรษฐกิจโลกและไทยผันผวนมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องพลังงาน ค่าขนส่ง วัตถุดิบ และความเชื่อมั่นในการลงทุน

แต่ในแวดวงธุรกิจตอนนี้ต้องบอกเลยว่าปวดหัวมาก เพราะต้นทุนหลายอย่างขึ้นพร้อมๆกัน บางเรื่องไม่ใช่แค่ของแพงขึ้น แต่บางช่วงคือมีเงินก็ใช่ว่าจะได้ของทันที ส่วนกำลังซื้อของลูกค้าก็อ่อนลงตามไปด้วย

สงคราม-พลังงานแพงไม่ใช่จุดจบ! ‘พีรดา ศุภรพันธ์’ ชี้ทางรอด SME ด้วย Sharing Economy

ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นส่งผลกับ ‘Tasted Better’ ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทางตรงคือค่าไฟและต้นทุนการผลิตของโรงงานพาร์ตเนอร์ ส่วนทางอ้อมคือค่าขนส่ง ค่าวัตถุดิบ และต้นทุนของลูกค้าในระบบทั้งหมด 

สิ่งที่เราทำไม่ใช่มองแค่บิลค่าไฟ แต่ดูทั้งระบบว่าเราจะใช้พลังงานให้คุ้มขึ้นได้อย่างไร เช่น วางแผนการผลิตให้ดีขึ้น ลดการเดินเครื่องที่ไม่จำเป็น ใช้กำลังการผลิตร่วมกันให้คุ้ม และเลือกพาร์ตเนอร์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น 

พูดง่ายๆ คือ ถ้าเราวางระบบการทำงานร่วมกันให้ดี และใช้ทรัพยากรให้คุ้มมากขึ้น เราก็จะลดต้นทุนพลังงานต่อหน่วยได้จริง เพราะดีกว่าการทำงานแบบแยกส่วน หรือปล่อยให้กำลังการผลิต underutilized อยู่ตลอดเวลา

สงคราม-พลังงานแพงไม่ใช่จุดจบ! ‘พีรดา ศุภรพันธ์’ ชี้ทางรอด SME ด้วย Sharing Economy

สำหรับ Taste Vision Korea ได้รับผลกระทบทั้งจากค่าขนส่ง lead time ที่ยาวขึ้น ต้นทุนที่แกว่ง และการตัดสินใจซื้อของลูกค้าที่ระมัดระวังมากขึ้น โดยเคยมีวัตถุดิบบางตัวล่าช้าในการขนส่ง แม้สุดท้ายจะมาถึงอย่างปลอดภัย แต่ถือเป็นบทเรียนชัดว่าธุรกิจยุคนี้ต้องให้ความสำคัญกับ supply chain resilience มากขึ้น

ดังนั้นในมุมของเรา sharing economy จึงสำคัญมาก เพราะเราไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของทุกอย่างเอง แต่ต้องมีเครือข่ายพาร์ตเนอร์ที่ดี เพื่อให้เข้าถึงการผลิต การเก็บสินค้า และการกระจายสินค้าได้อย่างยืดหยุ่นในเวลาที่โลกผันผวน

สงคราม-พลังงานแพงไม่ใช่จุดจบ! ‘พีรดา ศุภรพันธ์’ ชี้ทางรอด SME ด้วย Sharing Economy

แผนรับมือหากเกิดเหตุเลวร้ายที่สุด

กรณีเลวร้ายที่สุด คือ หลายปัจจัยมากระทบพร้อมกัน เช่น ราคาพลังงานขึ้น ค่าขนส่งแพงขึ้น โลจิสติกส์สะดุด ค่าเงินผันผวน และลูกค้าชะลอคำสั่งซื้อพร้อมกัน ซึ่งจะกระทบทั้งต้นทุน กำไร และ cash flow

ตอนนี้แผนสำรองที่เตรียมไว้ แม้จะเป็นแผนที่เราไม่อยากใช้ แต่ก็คงต้องเริ่มหยิบออกมาใช้บ้างแล้ว และในเรื่องการบริหารงาน ตอนนี้ต้องทำงานกันแบบ ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดมากขึ้น เพื่อให้ทุกฝ่ายตื่นตัวและตัดสินใจได้เร็ว

สิ่งที่เราเตรียมไว้คือ กระจาย supplier ไม่พึ่ง route เดียว วางแผน stock อย่างรอบคอบ และทำงานกับพาร์ตเนอร์หลายฝ่ายมากขึ้น เพื่อให้เมื่อจุดหนึ่งสะดุด อีกจุดหนึ่งยังช่วยกันประคองได้ นี่คือข้อดีของการคิดแบบ sharing economy

สงคราม-พลังงานแพงไม่ใช่จุดจบ! ‘พีรดา ศุภรพันธ์’ ชี้ทางรอด SME ด้วย Sharing Economy


วิกฤตพลังงาน vs โอกาสการเติบโตปี 2569

"คุณโอ๊ยโย๋" ยังมองว่าปี 2569 เป็นปีที่มีโอกาสเติบโต แต่ต้องโตอย่างระมัดระวังและเลือกเกมให้ดี ด้วยความต้องการอาหารที่ดีต่อสุขภาพยังมีต่อเนื่อง และลูกค้าองค์กรยังมองหานวัตกรรมที่ช่วยให้เขาพัฒนาสินค้าใหม่ได้เร็วขึ้นยังเป็นแรงผลักดันหลัก

แต่ยังคงเผชิญแรงกดดันในเรื่องต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง ค่าเงิน และกำลังซื้อที่อ่อนลง 

ดังนั้นการเติบโตปีนี้อาจไม่ได้มาจากการลงทุน แต่จะมาจากความคล่องตัว การทำงานร่วมกับพาร์ตเนอร์ และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่ามากกว่า 

ทั้งนี้ ‘Tasted Better’ ได้วางแนวทางประหยัดพลังงานตั้งแต่การออกแบบระบบ ไม่ใช่รอแก้ปลายทางอย่างเดียว ในทางปฏิบัติ เราพยายามลดของเสียระหว่างการผลิต วางแผน batch การผลิตให้เหมาะสม ลดการใช้เครื่องจักรเกินจำเป็น และใช้คลังหรือระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ด้านนวัตกรรมที่ช่วยได้จริงสำหรับเรา คือการใช้ shared infrastructure เช่น shared production line, shared warehousing หรือ shared logistics เพราะยิ่งใช้ทรัพยากรร่วมกันได้คุ้ม พลังงานต่อหน่วยก็ยิ่งลดลง

นอกจากนี้ เราบริหารต้นทุนแบบดูทั้งระบบ ไม่ได้ดูแค่ต้นทุนซื้อสินค้าอย่างเดียว แต่ดูทั้งค่าขนส่ง เวลา ความเสี่ยง และต้นทุนแฝงอื่นๆ ด้วย

สิ่งที่เราทำคือคุมต้นทุนคงที่ให้ดี ใช้ทรัพยากรร่วมกับพาร์ตเนอร์ให้มากขึ้น และวางแผน stock กับการผลิตให้แม่นขึ้น เพื่อไม่ให้ต้นทุนบานโดยไม่จำเป็น

สงคราม-พลังงานแพงไม่ใช่จุดจบ! ‘พีรดา ศุภรพันธ์’ ชี้ทางรอด SME ด้วย Sharing Economy

ส่วนเรื่อง "การขึ้นราคา" เราไม่ได้มองเป็นทางออกแรก แต่ถ้าต้นทุนเปลี่ยนในเชิงโครงสร้างจริง อาจต้องพิจารณาเป็นบางสินค้า หรือปรับในรูปแบบที่เหมาะสม โดยเราจะพยายามรักษาสมดุลระหว่างความสามารถในการแข่งขันกับความยั่งยืนของธุรกิจ

อย่างไรก็ดี ภาพรวมยอดขายในช่วงต้นปี 2569 ที่ผ่านมา มองว่าอยู่ในระดับที่บริหารได้ แต่ยอมรับว่าตลาดปีนี้เปลี่ยนเร็วและคาดเดายากมาก

สิ่งที่เราต้องปรับ คือ...

  • หนึ่ง โฟกัสดีลที่มีโอกาสปิดจริงมากขึ้น 
  • สอง ใช้ partnership model ให้มากขึ้นเพื่อลดต้นทุนคงที่ 
  • สาม ดู supply chain กับ cash flow อย่างใกล้ชิดกว่าที่เคย

"ปีนี้เราไม่ได้คิดแค่เรื่องโตอย่างเดียว แต่คิดเรื่องการโตอย่างยั่งยืนด้วย เพราะในภาวะแบบนี้ ธุรกิจที่รอดไม่ใช่ธุรกิจที่วิ่งเร็วที่สุดเสมอไป แต่เป็นธุรกิจที่ปรับเกมได้เร็วที่สุด"

3 สิ่งฝากถึงรัฐบาล

สิ่งที่อยากเห็นจากภาครัฐมีอยู่ 3 เรื่อง ดังนี้คือ

เรื่องแรก คือการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานร่วมสำหรับธุรกิจนวัตกรรมและอาหาร เช่น pilot plant, lab, testing facilities, export platform หรือระบบจับคู่ทางธุรกิจ เพราะ startup และ SME จำนวนมากไม่ได้ขาดไอเดีย แต่ขาดโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้ scale ได้เร็วขึ้น

เรื่องที่สอง คือความชัดเจนด้านพลังงานและโลจิสติกส์ ภาคธุรกิจไม่ได้ต้องการแค่ต้นทุนต่ำที่สุด แต่ต้องการต้นทุนที่คาดการณ์ได้ เพื่อจะได้วางแผนการผลิต การลงทุน และการตั้งราคาได้แม่นขึ้น

อีกเรื่องที่สำคัญมากคือ การสื่อสารของภาครัฐ นอกจากต้องชัดเจนแล้ว ต้องรอบด้านและมองไกลด้วย ไม่ใช่สื่อสารแบบเฉพาะหน้า เป็นจุดๆ หรือเปลี่ยนกันแบบวันต่อวัน เพราะภาคธุรกิจไม่ได้ตัดสินใจแค่วันนี้

แต่ต้องวางแผนล่วงหน้าเป็นเดือน เป็นไตรมาส บางเรื่องเป็นปี ตัวอย่างเช่นเรื่องค่าไฟ ภาคธุรกิจอยากรู้ล่วงหน้าว่ามีแนวโน้มจะผันผวนหรือมีความเสี่ยงหรือไม่ เพื่อจะได้เตรียมตัวทัน โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบัน

พูดตรงๆ คือ ธุรกิจไม่ได้กลัวต้นทุนสูงอย่างเดียว แต่กลัวต้นทุนที่คาดเดาไม่ได้มากกว่า!

สงคราม-พลังงานแพงไม่ใช่จุดจบ! ‘พีรดา ศุภรพันธ์’ ชี้ทางรอด SME ด้วย Sharing Economy

เรื่องที่สาม คือ การสนับสนุนการเชื่อมต่อกับตลาดต่างประเทศ วันนี้หลายบริษัทไทยไม่ได้โตแค่ในประเทศ แต่โตผ่านเครือข่ายในภูมิภาคและระดับโลกแล้ว

ดังนั้นถ้ารัฐช่วยลด friction ด้านกฎระเบียบ เชื่อม ecosystem ระหว่างประเทศ และช่วยให้เข้าถึงตลาดต่างประเทศได้ง่ายขึ้นจะช่วยให้ธุรกิจไทยแข่งขันได้ดีขึ้นมาก

ถ้าออกนโยบายสตาร์ทอัพไทยได้จะ "รื้ออะไร" และ "สร้างอะไร" ?

ถ้ามีโอกาสช่วยออกแบบนโยบายใหม่ คงไม่ได้มองในแง่ของการ "รื้อ" แบบปฏิเสธของเดิม เพราะต้องยอมรับว่าประเทศไทยมีหลายหน่วยงาน หลายโครงการ และหลายคนที่ตั้งใจสนับสนุนผู้ประกอบการอย่างมาก จนทำให้สตาร์ทอัพไทยจำนวนไม่น้อยมีจุดเริ่มต้นที่ดี

3 สิ่งที่อยากทำมากกว่า คือ ต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่ ให้เชื่อมกันมากขึ้นและพาไปได้ไกลขึ้น

  1. อยากเห็นการสนับสนุนที่ต่อเนื่องมากขึ้น จากช่วงเริ่มต้นไปสู่ช่วงขยายตลาด เพราะวันนี้หลายบริษัทเริ่มต้นได้ แต่พอจะโตต่อจริงๆ ยังต้องการทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ตลาด พาร์ตเนอร์ และเงินทุนที่เชื่อมต่อกันมากกว่านี้
  2. อยากเห็นการสร้าง shared infrastructure ให้มากขึ้น เช่น pilot plant, lab, testing facilities, export platform หรือระบบจับคู่กับภาคเอกชน เพราะ startup และ SME จำนวนมากไม่ได้ขาดไอเดีย แต่ขาดเครื่องมือที่จะช่วยให้ทดสอบ ปรับปรุง และ scale ได้เร็วขึ้น
  3. อยากเห็นนโยบายที่ช่วยเชื่อม startup ไทยกับตลาดต่างประเทศเร็วขึ้น ตั้งแต่ช่วงต้น ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนด้านกฎระเบียบ การจับคู่ธุรกิจ หรือการสร้างโอกาสให้ทดลองตลาดในต่างประเทศ เพราะโลกวันนี้แข่งขันกันที่ความเร็วในการเชื่อมต่อ ไม่ใช่แค่ความเก่งของผลิตภัณฑ์อย่างเดียว

"ถ้าสรุปสั้นๆ ดิฉันไม่ได้อยากรื้อเพื่อเริ่มใหม่ทั้งหมด แต่อยากช่วยเสริมให้ระบบที่มีอยู่แล้วแข็งแรงขึ้น ต่อเนื่องขึ้น และพาผู้ประกอบการไทยไปได้ไกลขึ้นจริง"

สงคราม-พลังงานแพงไม่ใช่จุดจบ! ‘พีรดา ศุภรพันธ์’ ชี้ทางรอด SME ด้วย Sharing Economy

ทำไมสตาร์ทอัพไทยจำนวนมาก “ไปไม่ถึง Global” ทั้งที่มีของดี ?

ส่วนตัวคิดว่าสตาร์ทอัพไทยจำนวนมากมี “ของดี” จริง และจุดแข็งสำคัญของไทยคือหลายอย่าง คุ้มค่ามากเมื่อเทียบกับราคา ไม่ว่าจะเป็นสินค้า บริการ บุคลากร หรือความสามารถในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ในมุม cost-efficiency ต้องยอมรับว่าไทยมีข้อได้เปรียบอยู่ไม่น้อย

แต่ในอีกมุมหนึ่ง สิ่งที่คุ้มค่าในตลาดประเทศไทย อาจยังไม่เพียงพอสำหรับการแข่งใน ตลาดโลก เพราะเมื่อออกไปสู่เวทีสากล สิ่งที่ถูกวัดไม่ได้มีแค่ราคาและความคิดสร้างสรรค์

แต่รวมถึงมาตรฐานการผลิต, มาตรฐานการทำงานในแต่ละขั้นตอน, ความสม่ำเสมอในการส่งมอบ, ระบบคุณภาพ, การตรวจสอบย้อนกลับ, ความพร้อมด้านเอกสาร, กฎระเบียบ และความสามารถในการทำงานร่วมกับ partner ระดับนานาชาติด้วย

พูดง่ายๆ คือ ของไทยหลายอย่าง ดีและคุ้ม แต่เมื่อไปเทียบกับ benchmark ระดับโลก บางครั้งอาจยังไม่ "พร้อมแข่งขัน" ในทุกมิติ ไม่ใช่เพราะคุณภาพไม่ดี แต่เพราะมาตรฐานที่ตลาดโลกใช้ตัดสินนั้นละเอียดและเข้มกว่ามาก

อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมาก คือ mindset ตั้งแต่วันแรก ถ้าเราอยากไป global จริง การออกแบบธุรกิจต้องคิดแบบ global ตั้งแต่ Day 1 ไม่ใช่เริ่มจากการมองว่าคู่แข่งคือคนในตลาดไทยอย่างเดียว

สงคราม-พลังงานแพงไม่ใช่จุดจบ! ‘พีรดา ศุภรพันธ์’ ชี้ทางรอด SME ด้วย Sharing Economy

แต่ต้องมองว่าคู่แข่งคือผู้เล่นในตลาดโลก ซึ่งหมายความว่ามาตรฐาน วิธีทำงาน การพัฒนาสินค้า การสื่อสารแบรนด์ และการเข้าใจลูกค้า ต้องถูกตั้งต้นคนละระดับ

เพราะแต่ละตลาดมีความต้องการไม่เหมือนกัน มาตรฐานไม่เหมือนกัน และวิธีชนะก็ไม่เหมือนกัน ตรงนี้ดิฉันนึกถึงสุภาษิตไทยที่ว่า "ปลูกเรือนตามใจผู้อยู่ ผูกอู่ตามใจผู้นอน" คือเราต้องออกแบบสิ่งที่ทำให้สอดคล้องกับคนที่จะใช้หรือคนที่เราจะไปขาย ไม่ใช่ออกแบบจากมุมของเราเองอย่างเดียว

ดังนั้น ถ้าจะตอบอย่างตรงไปตรงมา ตนเองไม่ได้คิดว่าสตาร์ทอัพไทยไปไม่ถึง global เพราะไม่มีของดี แต่เพราะในหลายกรณี เราอาจยังต้องยกระดับ มาตรฐาน วิธีคิด และการตั้งโจทย์ ให้เป็นระดับโลกตั้งแต่ต้นมากขึ้น ถ้าทำได้ จุดแข็งเรื่องความคุ้มค่า ความยืดหยุ่น และความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย จะกลายเป็นข้อได้เปรียบที่ทรงพลังมากในเวทีโลก

ทางรอด Start Up และ SME

สิ่งที่อยากบอกผู้ประกอบธุรกิจสตาร์ทอัพและเอสเอ็มอี คือ ในสถานการณ์แบบนี้ Cash is King เงินสดคือสิ่งที่จะทำให้ธุรกิจอยู่รอดและมีทางเลือก ตอนนี้ต้องดูเรื่อง cash flow กันละเอียดมาก และต้องดูทุกวันจริงๆ เพราะถ้ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้น จะได้แก้ได้ทัน

อีกอย่างคือ อย่าพยายามแบกทุกอย่างไว้เองหมด ลองดูว่าอะไรที่ควรทำเอง และอะไรที่ควรใช้พาร์ตเนอร์หรือเครือข่ายช่วย เพราะในโลกที่ผันผวน ธุรกิจที่อยู่รอดได้ดี มักไม่ใช่ธุรกิจที่ถือทุกอย่างเอง แต่เป็นธุรกิจที่ปรับตัวเร็วและใช้ทรัพยากรร่วมกันเก่ง.

ข่าวล่าสุด

TFG ผนึก DHL เปิดศูนย์กระจายสินค้าวังน้อย หนุนเป้า 850 สาขา