posttoday

วิกฤตต้นทุน สะเทือนธุรกิจขนม “คาลบี้” ตั้งรับ ตุนสต็อก 3 เดือน ตรึงราคา

28 มีนาคม 2569

เมื่อ “ขนม” กลายเป็นสินค้าเสี่ยงที่ผู้บริโภคจะตัดทิ้งในยามวิกฤต “คาลบี้” เร่งตั้งรับศึกต้นทุน ตุนสต็อก-มองหาทางรอด หาซัพพลายใหม่ประคองมาร์จิ้น

KEY

POINTS

  • วิกฤตต้นทุนพุ่ง-น้ำมันแพง สะเทือนถึงธุรกิจขนมขบเคี้ยว 
  • “คาลบี้” เร่งตั้งรับตุนสต็อก-มองหาทางรอด ดึงซัพพลายใหม่ประคองมาร์จิ้น 
  • ผู้บริหารมอง "ขนมขบเคี้ยว" เสี่ยงถูกผู้บริโภคตัดทิ้งตลอดเวลา ในยามวิกฤต เพราะไม่ใช่สินค้าจำเป็น มองทางรอดไม่ใช่แค่มีแผนสำรอง แต่ต้องมองหาทางเลือกใหม่

วิกฤตสงครามครั้งนี้ เหมือนคลื่นลูกใหม่ที่ซัดเข้าหาธุรกิจขนมขบเคี้ยว ผู้ประกอบการหลายรายเริ่มร้อนๆ หนาวๆ เพราะรู้ดีว่าเมื่อเศรษฐกิจตึงตัว สิ่งแรกๆ ที่ผู้บริโภคพร้อมจะตัดออกจากลิสต์คือ “ขนม” ที่ไม่ใช่ของจำเป็น

 

ภาพที่กำลังเกิดขึ้นในวันนี้ เมื่อคนไทยเริ่มวิตกจากการปรับขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาท ซึ่งลากต้นทุนค่าครองชีพให้สูงขึ้นเป็นเงาตามตัว ซ้ำเติมด้วยปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบที่ยืดเยื้อ

 

ก่อนหน้านี้ ผู้ประกอบการในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ต่างทยอยส่งสัญญาณไปยังคู่ค้า ซัพพลายเออร์ และลูกค้า ถึงแรงกดดันจากต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น ทั้งจากวัตถุดิบและโลจิสติกส์ พร้อมกับแนวโน้มการปรับขึ้นราคาสินค้าที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเดือนเมษายน

 

ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ “คาลบี้ (Calbee)” ผู้ผลิตขนมขบเคี้ยวจากญี่ปุ่นที่อยู่ในตลาดไทยมากว่า 46 ปี แม้จะเคยผ่านวิกฤตใหญ่มาหลายรอบ ก็ยังยอมรับว่า ปีนี้ไม่ใช่ปีที่เดินเกมได้ง่ายนัก

 

พงษ์พันธุ์ สายวาณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัท คาลบี้ ธนาวัธน์ จำกัด กล่าวกับ “โพสต์ทูเดย์” ว่า ทิศทางความท้าทายของคาลบี้ในเวลานี้ไม่ต่างจากผู้เล่นรายอื่นในอุตสาหกรรม โดยเฉพาะแรงกดดันด้านต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หนึ่งในนั้นคือ “เม็ดพลาสติก” สำหรับบรรจุภัณฑ์ ที่ราคาปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง

 

“สถานการณ์ความขัดแย้งในฝั่งตะวันออกกลาง ได้ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต ไม่ว่าจะเป็นราคาบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่เพิ่มขึ้นราว 10-30% ตลอดจนต้นทุนพลังงาน ทั้งค่าไฟฟ้า และน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง เช่น น้ำมันเตาที่ใช้ในกระบวนการผลิต ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงต้นทุนการผลิตอาหารโดยรวม”

 

ทั้งนี้ บริษัทได้สั่งซื้อบรรจุภัณฑ์ล่วงหน้าเป็นเวลา 3 เดือน เพื่อให้ต้นทุนในช่วง 2-3 เดือนแรกยังคงที่ แม้จะตั้งเป้าสำรองไว้ 3 เดือน แต่ในความเป็นจริง ซัพพลายเออร์แจ้งว่าอาจจะส่งมอบได้เพียง 1-2 เดือนเท่านั้น เนื่องจากของในสต็อกของซัพพลายเออร์เองก็เริ่มหมดลงเช่นกัน ดังนั้นหากสงครามลากยาวเกิน 3-4 เดือน จะส่งผลกระทบต่อบริษัทแน่นอน

 

นอกจากบรรจุภัณฑ์แล้ว บริษัทยังมีการทำคอนแทรค หรือสัญญาจองล่วงหน้าสำหรับค่าพลังงาน เช่น ไฟฟ้า และน้ำมันเตาที่เป็นเชื้อเพลิงผลิต การทำสัญญาเล่านี้ช่วยให้บริษัทสามารถแบกรับภาระต้นทุนได้ในช่วงระยะสั้น ประมาณ 1-2 เดือน โดยที่ผลกระทบต่อราคาสินค้าจะยังไม่มากนัก

 

ในจังหวะที่หลายบริษัทเริ่มส่งสัญญาณปรับขึ้นราคาสินค้าในเดือนเมษายน คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ผู้เล่นรายใหญ่อย่าง “คาลบี้” จะเดินเกมอย่างไร

 

พงษ์พันธุ์ บอกว่า บริษัทพยายามจะตรึงราคาสินค้าให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เดิมทีเราใช้ซัพพลายในไทย หากต้นทุนมันสูงขึ้น หรือขาดวัตถุดิบมาก ๆ บริษัทเริ่มมองหาทางเลือกอื่น เช่น การนำเข้าบรรจุภัณฑ์จากประเทศจีน ซึ่งอาจมีต้นทุนที่ถูกกว่าเพื่อช่วยประคองราคา

 

“ยืนยันว่าจะตรึงราคาไว้ได้อย่างน้อย 3 เดือนจากนี้ บริษัทจะพิจารณาปรับขึ้นราคาก็ต่อเมื่อ ต้นทุนพุ่งสูงจนเกินไปจนไม่เหลือส่วนต่างกำไร (Margin) ซึ่งหากถึงจุดที่แบกรับไม่ไหวจริงๆ ก็อาจจำเป็นต้องมีการปรับราคาบ้าง”

 

ในวิกฤตยังมีช่องของโอกาส

 

พงษ์พันธุ์ กล่าวต่อว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสงคราม ไม่มีใครตอบได้ว่าสถานการณ์จะจบลงเมื่อไร แต่สิ่งที่เห็นชัดคือ ราคาสินค้าและพลังงาน กำลังเร่งตัวขึ้นในระยะสั้น และนี่กลายเป็นบททดสอบสำคัญของทุกธุรกิจว่า จะปรับตัวได้เร็วแค่ไหนในโลกที่วิกฤตใหม่ ไม่ว่าจะโรคระบาด ความขัดแย้ง สามารถเกิดขึ้นได้เสมอโดยไม่ทันตั้งตัว ทางรอดจึงไม่ใช่แค่การตั้งรับ แต่คือการ “มีแผนสำรอง” และ “มองหาทางเลือกใหม่” อยู่ตลอดเวลา

 

จากประสบการณ์ในโลกธุรกิจกว่า 20 ปี พงษ์พันธุ์ มองว่า ทุกวิกฤตมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ แต่ในช่วงที่สถานการณ์ยังผันผวนสูง สิ่งสำคัญที่สุดคือการยึดหลัก “Safety First” ตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น รักษาสภาพคล่อง และหลีกเลี่ยงการสร้างภาระหนี้ใหม่ เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดผ่านพายุลูกนี้ไปให้ได้

 

สูตรตั้งรับในวันที่ต้องเอาตัวรอด

 

หัวใจของการประคองธุรกิจในช่วงวิกฤต เริ่มจากการ “ลด” ให้มากที่สุดเท่าที่จำเป็น ต้นทุนส่วนใดที่ยังไม่เร่งด่วน ควรถูกตัดออกทันที เพื่อยืดระยะเวลาการอยู่รอด 

 

ขณะเดียวกันต้องบริหารทรัพย์สินอย่างระมัดระวัง เน้นถือเงินสดหรือสินทรัพย์ที่เปลี่ยนเป็นเงินได้ง่าย และชะลอการก่อหนี้ใหม่ในช่วงที่ความเสี่ยงยังสูง

 

แต่ขณะเดียวกันต้องไม่ปิดประตูโอกาส

 

แม้ภาพรวมจะต้องระวัง แต่ไม่ใช่ทุกธุรกิจที่ควร “ถอย” เสมอไป การประเมินสถานะของตัวเองจึงเป็นเรื่องสำคัญ หากอยู่ในอุตสาหกรรมที่ยังเติบโต หรือมีดีมานด์สูงในช่วงวิกฤต เช่น ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ ก็อาจเป็นจังหวะให้ “เดินเกมรุก” และลงทุนต่อเพื่อสร้างการเติบโต

 

อีกปัจจัยสำคัญคือการรู้จักใช้ “จุดแข็ง” ให้ถูกจังหวะ เพราะแต่ละธุรกิจมีข้อได้เปรียบไม่เหมือนกัน การดึงศักยภาพนั้นมาใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์ จะเป็นตัวชี้ชะตาว่าจะอยู่รอดหรือเติบโต และหากบริหารเกมได้ดี วิกฤตอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะเมื่อพายุผ่านไป ผู้เล่นบางรายอาจหายออกจากตลาด เปิดโอกาสให้ผู้ที่ยืนระยะได้ “โตต่อ” อย่างก้าวกระโดด เหมือนที่หลายธุรกิจเคยเผชิญหลังโควิด-19

 

บทเรียนจาก “คาลบี้” ในวันที่ต้องปรับตัว

 

ในวันที่ขนมขบเคี้ยวไม่ใช่สินค้าจำเป็น คาลบี้พัฒนาต่อเนื่อง เช่น เลือกขยับพอร์ตสินค้า ด้วยการพัฒนา “ซีเรียลอาหารเช้า” เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวกและสินค้าเก็บได้นานในช่วงล็อกดาวน์ที่ผ่านมา เช่นเดียวกับวันนี้ที่พยายามมองหาช่องทางเพื่อประคองตัวให้รอดในวันที่วัตถุดิบ แพ็กเกจจิ้งหายาก และแพงขึ้น 

 

จากจุดเริ่มต้นหลังสงคราม…สู่การเติบโตคาลบี้

 

สำหรับแบรนด์ คาลบี้ (Calbee) ถือกำเนิดในญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยเป้าหมายแก้ปัญหาการขาดสารอาหารของผู้คน ชื่อ “Calbee” มาจากการผสมคำระหว่าง “แคลเซียม” จากกุ้ง และ “วิตามินบี” จากข้าว

 

ปัจจุบัน คาลบี้ดำเนินธุรกิจในไทยมากว่า 46 ปี ด้วยสินค้าคุ้นเคยอย่างข้าวเกรียบกุ้งคาลบี้, แจ็กซ์, บันบัน, เอบิเซ็น, jagabee ฯลฯ ฐานการผลิตเพื่อส่งออกกว่า 20 ประเทศทั่วโลก 

 

ข่าวล่าสุด

อนุทิน ยันน้ำมันพอใช้ช่วงสงกรานต์ ชี้ปรับราคาตามกลไกตลาดโลก