SME ไทยฝ่าวิกฤต! เปิดเกม "ต้องรอด" ยุคต้นทุนพุ่ง 120% ดิ้นสู้ทุนจีน-เวียดนาม
สัมภาษณ์พิเศษ: เมื่อต้นทุนพุ่ง 120% แต่อัพราคาขายมากไม่ได้! SME ไทยกำลังถูกบีบจากทั้งสงครามโลก และทุนจีนที่ไหลบ่าเข้ามาเงียบๆ คำถามคือคุณจะ "อยู่รอด" หรือ "หาย" ไปจากตลาด ถอดมุมคิด "แสงชัย จิตบุญทวีสุข" เมื่อ 'ความเร็ว' และ 'นวัตกรรม' คือทางรอดเดียว ท่ามกลาง
KEY
POINTS
- สัมภาษณ์พิเศษ: เมื่อต้นทุนพุ่ง 120% แต่อัพราคาขายมากไม่ได้!
- SME ไทยกำลังถูกบีบจากทั้งสงครามโลก และทุนจีนที่ไหลบ่าเข้ามาเงียบๆ คำถามคือคุณจะ "อยู่รอด" หรือ "หาย" ไปจากตลาด
- ถอดมุมคิด "แสงชัย จิตบุญทวีสุข" เมื่อ 'ความเร็ว' และ 'นวัตกรรม' คือทางรอดเดียว ท่ามกลาง
ในวันที่กระแสเศรษฐกิจโลกผันผวนจนยากจะคาดเดา ทั้งจากปัญหาสงครามที่ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ และการรุกคืบของกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่จากต่างแดน "คุณป๊อบ" แสงชัย จิตบุญทวีสุข ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัท สหชัยโปรโมชั่น จำกัด ได้เปิดมุมมองสุดเอ็กซ์คลูซีฟกับ "โพสต์ทูเดย์" ถึงจุดตายและทางรอดของ SME ไทยที่ต้องเผชิญกับพายุรอบด้าน
กลยุทธ์รับมือต้นทุนพุ่ง 120%
ท่ามกลางวิกฤตพลังงานที่ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบเม็ดพลาสติกพุ่งสูงถึง 100-120% พร้อมข้อจำกัดด้านปริมาณ "คุณป๊อบ" เลือกที่จะแก้เกมด้วยกลยุทธ์ "รัดเข็มขัดและจัดลำดับความสำคัญ" ต้องกระจายความเสี่ยง Supply Chain และวางแผนสต็อกอย่างมีสติ ไม่ตื่นตูม
- บริหารต้นทุนราย SKU ตรวจสอบอย่างละเอียดว่าสินค้าตัวไหนทำกำไรได้ดีที่สุด หากตัวไหนกำไรน้อยอาจต้องระงับการผลิตชั่วคราวเพื่อรักษากระแสเงินสด
- รักษาภาพคล่อง (Cash Flow) เน้นสินค้ากลุ่มหมุนเวียนเร็ว ราคาเข้าถึงง่าย
- ลดพลังงานในกระบวนการผลิต กลับมาดูเรื่อง Internal ประหยัดไฟ ปรับปรุงมอเตอร์ และลดการเดินเครื่องเปล่า
- กระจายความเสี่ยง Sourcing เลิกพึ่งพา Supplier เจ้าเดียว เพื่อสร้างอำนาจต่อรองและป้องกันสินค้าขาดมือ
- ความคล่องตัว (Agility) ยึดคติว่าธุรกิจที่รอดไม่ใช่เจ้าที่ใหญ่ที่สุด แต่คือคนที่ปรับตัวได้เร็วที่สุด
ปั้น 'ขยะ' ให้เป็น 'ทอง' นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน
โจทย์ปีนี้คือ "ขายให้มีกำไรและหมุนเวียนเร็ว" ไม่ใช่แค่ขายให้มาก สินค้าตัวไหนกำไรน้อยอาจจะหยุดการขายชั่วคราวเพื่อรักษากระแสเงินสด
"คุณป๊อบ" ไม่ได้มองเพียงแค่การขายของถูก แต่คือการ "เพิ่มมูลค่า" เพื่อหนีสงครามราคา ผลงานไฮไลท์ อย่าง เก้าอี้ PCR (Post Consumer Recycled) ที่ทำร่วมกับ กทม. และ SCG โดยนำพลาสติกใช้แล้ว (Single-use) มาอัพไซคลิ่งเป็นเฟอร์นิเจอร์อัจฉริยะที่แข็งแรงทัดเทียมของใหม่
รวมถึงคอลเลกชัน "บ้านแมว" ที่ผลิตจากเศษรังผลไม้เก่าผสมไม้ยางพารา เพื่อเตรียมนำไปโชว์ในงานสัตว์เลี้ยงที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ประเทศเยอรมนี
"ยอดขายเราคงที่เติบโตอยู่ที่ประมาณ 5-10% ผมอยากฝากว่า อย่าพึ่งพาข้อมูลด้านเดียว ต้องวิเคราะห์จุดคุ้มทุนให้ชัด และจำไว้ว่า คนที่อยู่รอดคือคนที่ปรับตัวได้เร็วที่สุด"
ฝันร้าย SME เมื่อทุนจีนสวมรอย 'Made in Thailand'
"คุณป๊อบ" เปิดประเด็นด้วยสิ่งที่น่ากังวลที่สุดในปัจจุบัน นั่นคือการที่โรงงานจีนเข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทยเพื่อชิงตราสัญลักษณ์ Made in Thailand ไปใช้ในการโฆษณา เนื่องจากลูกค้าต่างชาติเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าไทยมากกว่าสินค้าจากจีนหรือเวียดนาม
กลุ่มทุนเหล่านี้มีความพร้อมทั้งด้านงบประมาณและวัตถุดิบราคาถูกที่ชิปมาจากเมืองจีน ซึ่งรวมค่าขนส่งแล้วยังถูกกว่าการผลิตในไทยที่ต้องแบกรับทั้งค่าแรงและค่าไฟที่พุ่งสูงขึ้น
"สิ่งที่น่ากลัวคือเขาผลิตได้ในไทยแล้วส่งกลับไปอเมริกาเพื่อเลี่ยงภาษี ขณะที่ผู้ประกอบการไทยสู้ราคาไม่ได้ เพราะลูกค้ายังยึดติดกับราคาที่เคยผลิตในจีนซึ่งถูกกว่าเราเกือบ 50%"
บทเรียนจาก "เวียดนาม" ยุบกระทรวง-ดึงนักลงทุน
เมื่อมองไปยังคู่แข่งคนสำคัญอย่าง "เวียดนาม" สิ่งที่น่ากลัวคือ "การปรับโครงสร้างภาครัฐ" ที่เด็ดขาด โดยเวียดนามมีเป้าหมายจะยุบกระทรวงจาก 30 กระทรวง เหลือเพียง 14 กระทรวงภายในปีพ.ศ.2545 เพื่อลดขั้นตอนการขอใบอนุญาตที่ซับซ้อนและดึงดูดนักลงทุนอย่างมหาศาล
"เวียดนาม" แก้ Pain Point เรื่องระยะเวลาและค่าใช้จ่ายให้นักลงทุนแบบรวบยอด อย่างปีที่แล้ว Lego ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่พลาสติกก็เลือกไปลงทุนที่เวียดนาม แทนที่จะมาไทย
ด้าน "ค่าแรง" ไม่สูงแต่มีศักยภาพในการเรียนรู้สูง ขณะที่ไทยเปิด BOI ให้คนมาลงทุนจริง แต่คนไทยมักจะอยู่แค่ในภาคแรงงาน ไม่ค่อยได้เรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีหรือไอที ทักษะไม่ได้ถูกพัฒนาขึ้นไประดับสูง
แต่เวียดนามและจีนกลับมุ่งเน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Know-how) จากบริษัทข้ามชาติเพื่อพัฒนาแบรนด์ตัวเองให้ทัดเทียมระดับโลก
ทั้งนี้คาดว่าในอีก 10 ปีเวียดนามจะโตเร็วกว่าไทยอย่างมากเพราะภาครัฐเด็ดขาดเรื่องงบประมาณและการยุบกระทรวง
ขอความต่อเนื่องและติดอาวุธ SME
สุดท้ายนี้อยากฝากถึงภาครัฐว่า SME และ Start up ต้องการนโยบายที่มีเสถียรภาพและต่อเนื่อง ไม่ใช่เปลี่ยนตามสมัยการเมืองจนผู้ประกอบการตั้งตัวไม่ทัน
พร้อมเสนอให้รัฐสนับสนุนโครงการที่จับคู่นักออกแบบระดับโลกกับ SME เพื่อสร้างนวัตกรรม และผลักดันการไปออกบูธต่างประเทศแบบเป็นกลุ่มใหญ่ (Community) เพื่อสร้างพลังในการเจรจา
แนวทาง SME และ Startup ไทยเติบโตระดับ Global ?
ก่อนอื่นต้องแก้ที่ "ต้นน้ำ" เหมือนเวียดนามและจีน
- พัฒนาทักษะ จีนยอมให้บริษัทใหญ่มาลงทุนแต่ต้องมีเงื่อนไขให้คนงานจีนได้เรียนรู้ Know-how จนพัฒนาแบรนด์ตัวเองขึ้นมาทัดเทียมได้
- เพิ่มอาวุธการแข่งขัน ตอนนี้เราขาดเวที Challenger สินค้าเกษตร รัฐควรช่วยเพิ่มมูลค่า (Value Added) เช่น การเปลี่ยนขยะ (Waste) ให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง ไม่ใช่แค่ทำปุ๋ย
- สนับสนุนการออกแบบและเงินทุน รัฐควรเอา SME มาร่วมกับนักออกแบบชั้นนำโดยไม่ต้องให้ลงเงินเอง และสนับสนุนการไปออกบูธต่างประเทศเป็นกลุ่มใหญ่ (Community) เหมือนจีน ตุรกี หรือเวียดนามที่ไปหลายบูธ เพื่อสร้างศักยภาพการแข่งขัน
ขณะที่ SME และ Startup อยากแนะนำว่า...
- อย่าพึ่งพาข้อมูลด้านเดียว ต้องเก็บข้อมูลและวิเคราะห์จุดคุ้มทุน (Break-even point) ให้ชัดเจน
- กระจายความเสี่ยง อย่าพึ่งพา Sourcing เจ้าเดียว เพราะคุณจะไม่มีอำนาจต่อรองราคา
- ปรับตัวให้เร็ว ในวงการธุรกิจ คนที่อยู่รอดไม่ใช่คนที่ใหญ่ที่สุด แต่คือคนที่ปรับตัวให้เร็วที่สุด (Fastest to adapt)
อีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญ คือ อย่ามองว่าวิกฤตมีแต่ข้อเสีย อย่างตอนนี้เงินบาทอ่อนค่าเราก็มีโอกาสส่งออกมากขึ้น มันเป็นวัฏจักรธุรกิจที่มีขึ้นมีลง อยู่ที่ว่าเราจะปรับตัวอย่างไร
"วิกฤตมีโอกาสเสมอ ถ้าเราทำ Local ให้กลายเป็น Global ได้ เราจะได้ช่องทางที่มากขึ้น และนั่นคือทางรอดที่แท้จริง"


