ปฏิรูปอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ เปิดนิคมฯ SME ดันรายเล็กเชื่อมรายใหญ่
ปลัดอุตฯ กางแผนปฏิรูปอุตสาหกรรมไทย เปิดนิคมฯ 5% รับ SME เชื่อมซัพพลายเชนรายใหญ่ พร้อมลุยปราบสินค้าไร้มาตรฐาน-แยกกฎหมายโรงงาน
ในงาน “อุตสาหกรรมไทยก้าวกระโดด โตไปด้วยกัน Smart Industry” จัดโดย SCG ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึงทิศทางและนโยบายการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยว่า ภาคอุตสาหกรรมคือฟันเฟืองหลักของเศรษฐกิจไทย
โดยปัจจุบัน GDP ของประเทศมาจากภาคอุตสาหกรรมถึง 29.7% ซึ่งใช้กำลังแรงงานเพียง 22% เมื่อเทียบกับภาคเกษตรที่สร้าง GDP ได้เพียง 8.7% แต่ใช้แรงงานสูงถึง 34% สะท้อนให้เห็นว่าภาคอุตสาหกรรมมีผลิตภาพ สูงและสร้างรายได้ต่อหัวได้มากที่สุด
นอกจากนี้ ข้อมูลยังระบุว่า 10 จังหวัดที่มีรายได้รวยที่สุดในประเทศไทย ล้วนเป็นจังหวัดอุตสาหกรรมทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ชลบุรี ระยอง สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ฯลฯ
ทั้งนี้ โลกกำลังเปลี่ยนผ่านด้วย 2 ปัจจัยหลักคือ จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น ซึ่งกดดันเรื่องความยั่งยืน (Sustainability) และเทคโนโลยีที่ก้าวกระโดด โดยเฉพาะ Computing Power และ AI ที่ทำให้การทำงานซับซ้อนสำเร็จได้ในเวลาสั้นๆ
ดร.ณัฐพล เน้นย้ำว่า "เราคาดหวังสิ่งที่แตกต่างไม่ได้ ถ้าเรายังทำแบบเดิม " หากต้องการอยู่รอดภายใต้มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่แค่ภาษี ยกตัวอย่าง กรณี IUU ในอุตสาหกรรมประมง ที่ทำให้โรงงานห้องเย็นในภาคใต้เหลือรอดเพียง 10% จากอดีต เนื่องจากปรับตัวตามกติกาสากลไม่ทัน ดังนั้น ความยั่งยืน (Sustainability) และอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็น "ทุน" ในการเข้าสู่ตลาดโลก
นโยบาย 4 มิติ เพื่ออุตสาหกรรมยุคใหม่
ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้ย่อยนโยบายออกมาเป็น 4 มิติสำคัญ เพื่อให้ภาคธุรกิจเติบโตคู่กับสังคมอย่างยั่งยืน
1.ความสำเร็จทางธุรกิจ (Smart Industry): มุ่งเน้นการใช้ AI และ Digitalization เพื่อสร้างกำไรและขีดความสามารถในการแข่งขัน
2.ความสมดุลกับชุมชน (Partnership with People): อุตสาหกรรมและประชาชนต้องอยู่ร่วมกันได้โดยไม่เกิดความขัดแย้ง
3.การตอบโจทย์กติกาสากล (Sustainability): ดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อม แรงงาน และความปลอดภัย
4.การกระจายรายได้: สร้างความร่วมมือในรูปแบบคลัสเตอร์จากอุตสาหกรรมใหญ่สู่รายเล็ก (SMEs) และกระจายรายได้สู่ชุมชน
หนุน SME-ปฏิรูปกฎหมาย-ตรวจสินค้าไร้มาตรฐาน
การจัดสรรพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรมมีนโยบายให้นิคมอุตสาหกรรมเปิดพื้นที่ประมาณ 5% เพื่อให้ SME สามารถเข้ามาตั้งสถานประกอบการได้ เพื่อส่งเสริมการย้ายฐานการผลิต (Relocation) และสร้างการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของอุตสาหกรรมรายใหญ่
สอดคล้องแนวคิดรายใหญ่ช่วยรายเล็ก ที่มุ่งเน้นให้บริษัทขนาดใหญ่ช่วยดูแลเครือข่าย SME ในลักษณะ Partnership โดยมองว่าหากรายใหญ่แข็งแรงจะสามารถช่วยรายเล็ก ระบบการเงิน และระบบเศรษฐกิจได้มากขึ้น
นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริม SME รุ่นใหม่ สนับสนุนกลุ่ม Start-up ที่เน้นเรื่อง Green Energy และ Digitalization ตามแนวทาง Smart Industry เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ส่วนมาตรการทางการเงิน มีการเตรียมมาตรการสนับสนุนด้านเงินทุนผ่านกองทุนประชารัฐ และความร่วมมือกับ บสย. เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ
แยกกฎหมายโรงงาน
เตรียมแยก พ.ร.บ. โรงงาน ออกเป็น 2 ฉบับ เพื่อให้ฉบับหนึ่งเน้นการกำกับดูแลที่รัดกุม และอีกฉบับเน้นความสะดวกในการประกอบธุรกิจ
กวาดล้างสินค้าไม่ได้มาตรฐาน
ซึ่งมีมาตรการ QR Code บนสินค้า มอก. เพื่อป้องกันสินค้าผิดกฎหมายและสินค้าที่ไม่มีคุณภาพ กระทรวงฯ ได้นำระบบ QR Code มาใช้บนสติกเกอร์ มอก. เพื่อให้ประชาชนสามารถสแกนตรวจสอบข้อมูลการอนุญาตได้ทันที หากข้อมูลไม่ตรงกับฐานข้อมูลของกระทรวงฯ แสดงว่าเป็นสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ยกตัวอย่างกรณียางหล่อดอกที่ไม่มีมาตรฐาน (Retreaded tires) ซึ่งถูกนำกลับมาหมุนเวียนขายใหม่โดยไม่มีการตรวจสอบสินค้าที่ถูกต้อง ซึ่งสินค้าเหล่านี้เปรียบเสมือน "ระเบิดเวลา" ที่เป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน,
"น้ำตาลสีเขียว" โมเดลต้นแบบแก้ PM 2.5
ปลัดอุตสาหกรรมยกตัวอย่างความสำเร็จจากการลดการเผาอ้อย ซึ่งเดิมเป็นวิธีที่ประหยัดที่สุดสำหรับชาวไร่แต่สร้างมลพิษมหาศาล จากมาตรการสนับสนุนและขอความร่วมมือ สามารถลดสัดส่วนการเผาอ้อยลงจนเหลือค่าเฉลี่ยเพียง 2.7% ในปีนี้จากที่เคยสูงถึง 14% ในปีที่ผ่านมา ความสำเร็จนี้ทำให้ประเทศไทยสามารถประกาศตัวเป็นผู้ผลิต "น้ำตาลสีเขียว" (Green Sugar) ที่มีคาร์บอนต่ำที่สุด ซึ่งเป็นจุดแข็งใหม่ในตลาดโลก
ยกระดับสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ดร.ณัฐพล กล่าวว่าการส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ที่ชัดเจนขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในปัจจุบัน และ การสร้าง Supply Chain สำหรับรถไฟ เนื่องจากไทยเป็นผู้ใช้รถไฟรายใหญ่แต่ขาดการผลิตเองในประเทศ ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมกำลังเร่งอัปเกรดระบบงานเป็นดิจิทัลทั้งหมดเพื่อให้เป็น "Smart Government" ที่พร้อมสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมอย่างเต็มกำลัง
วิกฤติพลังงานผันผวน มองหาพลังงานทางเลือก
อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ราคาพลังงานมีความผันผวนและเกิดวิกฤตราคาน้ำมันในตลาดโลก ดร.ณัฐพล กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมจำเป็นต้องมองหา พลังงานทางเลือก มากขึ้น โดยเฉพาะการใช้พลังงานไฟฟ้า ซึ่งถือเป็นหนึ่งในทางเลือกสำคัญของภาคการผลิตในอนาคต
ขณะเดียวกันยังมีแนวคิดในการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ใบอ้อย เข้ามาใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับการผลิตไฟฟ้า เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับภาคเกษตรและลดต้นทุนพลังงานในระยะยาว
นอกจากนี้ สถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ยังทำให้หลายประเทศกลับมาให้ความสำคัญกับ เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นไบโอดีเซลหรือไบโอเอทานอล เพื่อช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันฟอสซิล และบรรเทาผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลก
ในอีกด้านหนึ่ง กระทรวงอุตสาหกรรมยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริม ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (Startups) ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานสะอาด (Green Energy) รวมถึงการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยบริหารจัดการพลังงาน เพื่อสอดรับกับแนวทางการพัฒนา Smart Industry
ดร.ณัฐพล ระบุว่า ประเด็นด้านพลังงานยังเป็นส่วนสำคัญของแนวคิด ความยั่งยืน (Sustainability) และการพัฒนา อุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) ซึ่งกำลังกลายเป็นกติกาสากลใหม่ที่ภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกต้องปฏิบัติตาม หากต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก


