“เอกนิติ” ชี้พลังงานสะอาดกำหนดอนาคตอุตสาหกรรม จี้รัฐ-เอกชนเร่งลงทุน
“เอกนิติ” ชี้โลกเปลี่ยนแรง 3 ด้าน ไทยต้องเร่งลงทุนพลังงานสีเขียว-ดัน Smart Industry พี่ช่วยน้อง พา SME โตทั้งห่วงโซ่
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงานสัมมนา “อุตสาหกรรมไทยก้าวกระโดด โตไปด้วยกัน Smart Industry” ว่า โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงจากหลายปัจจัยสำคัญ ซึ่งประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม
ภาพแรกที่เริ่มเห็นชัดตั้งแต่ปีที่ผ่านมา คือแนวโน้มความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคโลกหลายขั้ว
ความขัดแย้งดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในมิติทางการเมืองหรือความมั่นคงเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด ทั้งมาตรการกีดกันทางการค้า การขึ้นภาษี รวมถึงประเด็นพลังงานและสงคราม ซึ่งกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน
ภาพที่สอง คือการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งกำลังเข้ามามีบทบาทอย่างมากในภาคเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม
ในช่วงเพียงประมาณ 3 ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยี AI พัฒนาอย่างก้าวกระโดด จากเดิมที่ภาคอุตสาหกรรมพูดถึงแนวคิด Smart Industry หรือ Advanced Manufacturing แต่ปัจจุบัน AI สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้ในหลายด้าน และเกิดระบบอัตโนมัติที่พัฒนาอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่หลายฝ่ายคาดคิด
แนวโน้มดังกล่าวทำให้ทั้งประเทศ อุตสาหกรรม ธุรกิจ ไปจนถึงแรงงาน จำเป็นต้องปรับตัว หากไม่สามารถตามทันกระแสเทคโนโลยีนี้ได้ ก็อาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน
อย่างไรก็ตาม หากสามารถนำ AI มาใช้ได้อย่างเหมาะสม ก็จะเป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างมูลค่าใหม่ให้กับเศรษฐกิจ โดยเฉพาะประเทศไทยที่มีศักยภาพในการนำเทคโนโลยีไปพัฒนาภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ
ขณะเดียวกัน โลกยังเผชิญความไม่แน่นอนจากปัญหาสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นถี่และรุนแรงขึ้น โดยในช่วงปีที่ผ่านมาไทยประสบปัญหาน้ำท่วมหนัก เช่นพื้นที่ภาคใต้ มาถึงนี้มีแนวโน้มเผชิญภัยแล้งและสภาพอากาศแปรปรวน ซึ่งเป็นอีกความท้าทายสำคัญที่ต้องเตรียมรับมือ
ย้อนรอยประวัติศาสตร์ Plaza Accord ประเทศมหาอำนาจ
ดร.เอกนิติ กล่าวต่อว่า แม้การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะดูเป็นความท้าทาย แต่ในประวัติศาสตร์โลกเคยเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้มาแล้ว และหลายครั้งได้กลายเป็นโอกาสสำคัญของประเทศที่สามารถปรับตัวได้ทัน
ตัวอย่างสำคัญคือช่วงทศวรรษ 1980 หลังเหตุการณ์ Plaza Accord เหตุการณ์ระหว่างประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐ ญี่ปุ่น และกลุ่มยุโรป ที่ทำให้ค่าเงินเยนแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้บริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากย้ายฐานการผลิตมายังประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย ซึ่งขณะนั้นไทยสามารถคว้าโอกาสได้สำเร็จ เนื่องจากมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรองรับอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด ท่าเรือแหลมฉบัง ระบบไฟฟ้า น้ำประปา และโครงข่ายคมนาคม
ปัจจุบันสถานการณ์โลกมีลักษณะคล้ายคลึงกันจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้บริษัทข้ามชาติหลายแห่งเริ่มมองหาฐานการผลิตใหม่ในภูมิภาคอาเซียน โดยประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ
โอกาสในวิกฤติ ดึงการลงทุน
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนให้ความสำคัญมากขึ้นในปัจจุบันคือ พลังงานสะอาดหรือพลังงานสีเขียว ซึ่งกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการตัดสินใจเลือกฐานการผลิตของภาคอุตสาหกรรม
ในปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญกับ "ไฟฟ้าสีเขียว" มากกว่าโครงสร้างพื้นฐานพื้นฐานแบบเดิม หากประเทศไทยไม่เร่งลงทุนในด้านนี้ อาจเสียโอกาสครั้งสำคัญในการดึงดูดอุตสาหกรรมสมัยใหม่ เช่น Smart Industry, Data Center, Wellness และ EV ที่กำลังย้ายฐานการผลิตมายังอาเซียน
เพราะเรามีข้อได้เปรียบด้านทรัพยากรธรรมชาติ ทั้ง แสงแดด พื้นที่ และแหล่งน้ำ ที่เอื้อต่อการทำโซลาร์ฟาร์มและโซลาร์ลอยน้ำ (Floating Solar) ซึ่งมีศักยภาพมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์
นอกจากนั้น จากวิกฤตด้านพลังงาน เป็นโอกาสที่เราจะมุ่งสู่การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio-economy) ที่เน้นการใช้ผลผลิตทางการเกษตรอย่าง อ้อยและมันสำปะหลัง มาเป็นวัตถุดิบ และพลังงานทดแทน เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันและวัตถุดิบจากตะวันออกกลาง
ทั้งนี้ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในรูปแบบ Public-Private Partnership (PPP) เพื่อให้สามารถดำเนินโครงการขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ การพัฒนาอุตสาหกรรมยุคใหม่ยังต้องให้ความสำคัญกับการยกระดับผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) เพื่อให้สามารถปรับตัวสู่ Smart และ Green Industry ได้
ผลักดัน “พี่ช่วยน้อง”
รัฐบาลต้องผลักดันมาตรการ “พี่ช่วยน้อง” เพื่อให้บริษัทขนาดใหญ่ช่วยสนับสนุน SME ในห่วงโซ่อุปทานให้สามารถปรับตัวเข้าสู่เทคโนโลยีใหม่ เช่น AI ระบบดิจิทัล และการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยรัฐจะสนับสนุนผ่านมาตรการภาษี เช่น การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บริษัทที่ช่วยลงทุนหรือพัฒนา SME รวมถึงการสนับสนุนสินเชื่อผ่านสถาบันการเงินของรัฐ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้มากขึ้น
ดร.เอกนิติ กล่าวอีกว่า หากต้องการให้อุตสาหกรรมไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด จำเป็นต้องเร่งดำเนินการใน 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะด้านพลังงานสะอาด การพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI และการยกระดับซัพพลายเชนอุตสาหกรรมโดยดึง SME เข้ามามีส่วนร่วม
“แม้เราจะหลีกเลี่ยงสงครามหรือวิกฤตโลกไม่ได้ แต่เราสามารถปรับตัวและเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ หากประเทศไทยสามารถเร่งปรับตัวในวันนี้ ก็มีโอกาสสร้างการเติบโตครั้งใหม่ให้กับภาคอุตสาหกรรมไทยในอนาคต”


