ป.ป.ช.ขยายเวลายื่นฎีกาคดี44อดีตสส.ก้าวไกลเสนอแก้ไขม.112ขอทำสำนวนรัดกุม
ป.ป.ช.เผยร่างคำร้องเอาผิดจริยธรรม 44 อดีต สส.ก้าวไกลปมแก้ ม.112 เสร็จแล้ว แต่ขอขยายเวลายื่นศาลฎีกาอีก 1-2 สัปดาห์ เพื่อตรวจทานสำนวนให้ตรงศาลรัฐธรรมนูญ
KEY
POINTS
- ป.ป.ช. แจ้งความคืบหน้าเตรียมยื่นฟ้อง 44 อดีต สส.ก้าวไกล ต่อศาลฎีกาปมเสนอแก้ไขมาตรา 112 ชี้ร่างคำร้องเสร็จแล้วแต่ขอขยายเวลาเพื่อตรวจความละเอียดสำนวน
- เลขาธิการ ป.ป.ช. ยืนยันว่าการขอขยายเวลาอีก 1-2 สัปดาห์ สามารถทำได้เนื่องจากกรอบเวลา 30 วันเป็นเพียงมติปฏิบัติ ไม่ใช่ข้อกฎหมาย และต้องทำให้รอบคอบที่สุด
- เมื่อยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแล้ว ศาลจะมีอำนาจใช้ดุลยพินิจในการพิจารณารับคำร้องและสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาหยุดปฏิบัติหน้าที่ตามความเหมาะสมของข้อเท็จจริงในสำนวน
ความคืบหน้าคดีจริยธรรมร้ายแรงอดีต 44 สส.ก้าวไกล
เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. ระบุว่าการยกร่างคำร้องเอาผิด 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกล กรณีเข้าชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว อย่างไรก็ตามจำเป็นต้องขอขยายระยะเวลาในการยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาออกไปอีกประมาณ 1-2 สัปดาห์ เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของพยานหลักฐานและเอกสารในสำนวนให้มีความสอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอย่างละเอียดรอบคอบที่สุด เนื่องจากเนื้อหาในคำร้องมีรายละเอียดจำนวนมากและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อรูปคดี
ปมกฎหมายและขั้นตอนการดำเนินงานของสำนักงาน ป.ป.ช.
นายสุรพงษ์ชี้แจงถึงกรอบระยะเวลา 30 วันที่ครบกำหนดในวันที่ 9 มีนาคมนี้ว่า เป็นเพียงมติตามหลักการปฏิบัติงานภายใน ไม่ใช่ข้อกฎหมายบังคับที่ตายตัว ทำให้ ป.ป.ช.สามารถขยายระยะเวลาในการดำเนินการได้ ทั้งนี้ทางคณะกรรมการฯ ให้ความสำคัญกับการพิจารณาสำนวนให้ครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุดเพื่อป้องกันข้อผิดพลาดทางกฎหมาย โดยยืนยันว่าจะเร่งสรุปข้อมูลทุกด้านให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุดเพื่อให้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลฎีกาตามขั้นตอนและลำดับความสำคัญของกระบวนการยุติธรรม
ดุลยพินิจของศาลฎีกาต่อการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกร้อง
ภายหลังจากที่สำนักงาน ป.ป.ช. ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาอย่างเป็นทางการแล้ว จะเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาตามดุลยพินิจของศาลฎีกาว่าจะรับคำร้องไว้พิจารณาหรือไม่ รวมถึงประเด็นการสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 44 คนต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ระหว่างการพิจารณาคดีหรือไม่นั้น ถือเป็นอำนาจเต็มของศาลที่จะพิจารณาตามพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวน เพื่อให้เกิดความยุติธรรมและเป็นไปตามหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทุกประการ


