"รวิศ" ซีอีโอศรีจันทร์ มองปี 69 โหดกว่าปีก่อน พิษสงคราม ฉุดกำลังซื้อ
"รวิศ หาญอุตสาหะ" ซีอีโอศรีจันทร์ มองเศรษฐกิจ ปี 69 โหดกว่าปีก่อน ศึกสหรัฐฯ-อิหร่านพ่นพิษสะเทือนกระเป๋าตังค์ คนไทยชะลอซื้อเครื่องสำอางขวดใหญ่ แห่ซบ "ครีมซอง 39 บาท"
KEY
POINTS
- "รวิศ หาญอุตสาหะ" ซีอีโอศรีจันทร์ มองเศรษฐกิจ ปี 69 โหดกว่าปีก่อน
- วิกฤตซ้อนวิกฤต ศึกสหรัฐฯ-อิหร่านพ่นพิษสะเทือนกระเป๋าตังค์ ศรีจันทร์ปรับเป้าแล้ว 3 รอบ
- มองโอกาสธุรกิจบิวตี้ คนไทยชะลอซื้อเครื่องสำอางขวดใหญ่ แห่ซบ "ครีมซอง"
ปี 2568 เศรษฐกิจไทยถือว่าหนักแล้ว เปิดศักราชปี 2569 หนักยิ่งกว่า ประเด็นภาษีสหรัฐฯ ระลอกสองไม่ทันคลี่คลาย ความตึงเครียดในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐและอิหร่าน สร้างความผันผวนต่อเศรษฐกิจ และบรรยากาศการค้า ทำให้ภาคธุรกิจต้องจับตาและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
รวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจปีนี้ “โหดกว่าปีที่แล้ว” มาก แม้ปีที่ผ่านมา เราจะเจอเหตุการณ์ใหญ่ เช่นแผ่นดินไหว ภาษีทรัมป์และอีกมากมาย ปัจจัยเหล่านั้นกระทบต่อกำลังซื้อผู้บริโภคที่ชะลอตัวชัดเจน ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มซึมต่อเนื่อง
ครีมซอง 39 บาทรับพฤติกรรมคนประหยัด
รวิศ ยกตัวอย่างในหมวดบิวตี้ช่วงปีที่ผ่านมา คนไทยนิยมใช้ครีมซองมากขึ้น ซึ่งจะเห็นแบรนด์ไทยผลิตครีมซอง เครื่องสำอางวางบนเชลฟ์ร้านสะดวกซื้อ จำนวนมาก รวมถึงศรีจันทร์ ที่ราคาแค่ 39 บาท โดยครีมซองที่ขายดีสุดคือกลุ่มมอยซ์เจอร์ไรเซอร์
แนวโน้มนี้สะท้อนว่าเราอยู่ในภาวะเศรษฐกิจที่ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย และสอดคล้องกับพฤติกรรมที่ยอมจ่ายเงินจำนวนน้อยแต่บ่อยครั้งแทนที่จะจ่าย 300-400 ได้ขวดหรือกระปุกใหญ่
ดังนั้นกลยุทธ์ครีมซองของศรีจันทร์ สะท้อนว่าสามารถตอบโจทย์ตลาดได้ดีในช่วงที่กำลังซื้อชะลอตัว
ความขัดแย้งสหรัฐ-ตะวันออกกลางกระทบ 2 มิติ
ในส่วนของสถานการณ์สหรัฐ-ตะวันออกกลาง รวิศ กล่าวว่าเป็นปัจจัยที่สร้างความกังวล และอาจส่งผลกระทบใน 2 มิติหลัก ได้แก่
1. ด้านความรู้สึก (Sentiment) หากผู้บริโภคเกิดความกังวลและชะลอการใช้จ่าย ตลาดเครื่องสำอางอาจได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากเป็นสินค้าที่อ่อนไหวต่อกำลังซื้อและความเชื่อมั่น
2. ด้านต้นทุน ความตึงเครียดในภูมิภาคอาจส่งผลทางอ้อมต่อต้นทุนการผลิต เช่น ราคาบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่อิงกับราคาน้ำมัน รวมถึงค่าขนส่งทางเรือ หากเส้นทางเดินเรือได้รับผลกระทบ
อย่างไรก็ดี ในระยะสั้นศรีจันทร์ ยังคงเดินหน้าตามแผนเดิม เนื่องจากการรุกตลาดต่างประเทศเป็นยุทธศาสตร์ระยะยาว มุ่งเป้าเป็นผู้นำ T-beauty ซึ่งตอนนี้รายได้จากการส่งออกศรีจันทร์มีสัดส่วนราว 5% ตลาดหลักๆ คือ ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ ลาว และจีน และอีก 2-3 ประเทศที่กำลังอยู่ในแผน แต่ยังไม่ไปตะวันออกกลางออกจนกว่าสถานการณ์ดีขึ้น โดยปัจจุบันยังให้น้ำหนักกับตลาดเอเชียเป็นหลัก เนื่องจากมีความใกล้ชิดและบริหารจัดการได้ง่ายกว่า
“ศรีจันทร์ มองตลาดตะวันออกกลางเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีศักยภาพสูง และน่าสนใจ ต่อการขยายธุรกิจระยะยาวของแบรนด์ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีพาร์ทเนอร์อย่างเป็นทางการในพื้นที่ดังกล่าว โดยอยู่ระหว่างการเจรจาและศึกษาข้อมูลตลาดอย่างละเอียด และตอนนี้ยังไม่ใช่ไทม์ไลน์ที่เหมาะสม ต้องรอให้สถานการณ์โลกนิ่ง”
รวิศระบุว่า การขยายธุรกิจไปต่างประเทศ “พาร์ทเนอร์” ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด เหมือนกับหาคู่ชีวิต ว่าจะเข้ากันได้หรือไม่ เพราะต้องเป็นผู้ที่เข้าใจตลาดท้องถิ่นอย่างแท้จริง การเฟ้นหาพันธมิตรที่เหมาะสมจึงต้องใช้เวลา บางกรณีอาจใช้เวลาหลายปีในการสร้างความเชื่อมั่นและความเข้าใจร่วมกัน
ทั้งนี้ จากความไม่แน่นอนจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้ศรีจันทร์ ต้องกลับมาทบทวนเป้าหมายการเติบโตในปี 2569 แล้วถึง 3 ครั้งภายในช่วงเวลาไม่นาน ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในการบริหารธุรกิจของบริษัท โดยมองว่าการเติบโตระดับ 20% ในปีนี้ถือว่าน่าพอใจแล้ว ท่ามกลางปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ เช่นเดียวกับแผนเข้าตลาดฯ ซึ่งต้องชะลอก่อน เพื่อปรับโครงสร้างภายใน ระบบต่าง ๆ ให้องค์กรแข็งแรง
ปี 69 เดินหน้าขยายพอร์ต
อย่างไรก็ตาม ในปี 2568 ศรีจันทร์มียอดขายประมาณ 2,050 ล้านบาท เติบโต 30–40% โดยรายได้หลักมาจากกลุ่มสกินแคร์ราว 60% รองลงมาคือเมคอัพและผลิตภัณฑ์กันแดดตามลำดับ
ในปี 2569 ศรีจันทร์ยังคงเดินหน้าขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ SRICHAND IN-SKIN สู่ตลาดไวท์เทนนิ่งอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ โดยล่าสุดได้เปิดตัว SRICHAND IN-SKIN Phyto Camellia PDRN นวัตกรรมบำรุงผิวเพื่อผิวโกลว์ใส ด้วย Vegan PDRN จากดอกคามิลเลีย ตอบรับกระแส Healthy Glow และ Slow-Aging ที่กำลังเติบโตต่อเนื่อง พร้อมตั้งเป้าผลักดันรายได้ของกลุ่ม SRICHAND IN-SKIN เติบโตเพิ่มอีก 20% ในปีนี้
รวิศมองว่า อุตสาหกรรมความงามของไทยยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง จากเทรนด์ด้าน Skin Health ที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับผิวสุขภาพดี ควบคู่กับศาสตร์การชะลอวัย โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียที่กำลังก้าวขึ้นมาเป็น Trend Setter สำคัญของกระแสความงามในระดับโลก
ขณะเดียวกัน ศรีจันทร์มีจุดแข็งจากความเข้าใจสภาพผิวและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคไทยอย่างลึกซึ้ง ทั้งสภาพอากาศ มลภาวะ และบริบทของการใช้ชีวิตในเมือง ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Basic Skincare ได้รับการตอบรับที่ดี โดยเฉพาะไลน์ Skin Moisture Burst ที่สามารถขึ้นเป็นแบรนด์และผลิตภัณฑ์อันดับ 1 ในตลาด และกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของพอร์ตสกินแคร์ของบริษัท
แบรนด์ยังคงต่อยอดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้แนวคิด “พิสูจน์แล้วจากทุกผิวไทย” โดยใช้แนวคิด T-SKIN เป็นแกนหลักในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในด้านกลยุทธ์การตลาด ปีนี้เตรียมเดินเกมเชิงรุกมากขึ้น พร้อมต่อยอดความร่วมมือกับ แบมแบม-กันต์พิมุกต์ ภูวกุลในฐานะพรีเซนเตอร์ของแบรนด์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพื่อยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์ไทยสู่ตลาดภูมิภาคและระดับสากล
บริษัทตั้งเป้านำอินไซต์และตัวตนของแบมแบมในฐานะศิลปินเอเชียที่มีอิทธิพลระดับภูมิภาคมาผสานกับจุดยืน T-SKIN เพื่อสะท้อนแนวคิด “ผิวไทยสู่เวทีสากล” และผลักดันศักยภาพของแบรนด์ไทยในอุตสาหกรรมความงามระดับโลก


