บสย.ชี้ทางรอด SME เร่งกระจายตลาด-คุมสภาพคล่อง ฝ่าภาษีทรัมป์
บสย.เตือนภาษีตอบโต้สหรัฐเพิ่มความเสี่ยงปี 69 แนะ SME กระจายตลาด ลดพึ่งพาสหรัฐ เปิด FCD บริหารค่าเงิน พร้อมค้ำประกัน 5 หมื่นล้านบาท เสริมสภาพคล่อง
KEY
POINTS
- บสย. แนะให้ SME ลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ และกระจายความเสี่ยงโดยการหาตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เช่น ไต้หวันและตะวันออกกลาง เพื่อรับมือผลกระทบจากมาตรการภาษี
- เสนอให้ผู้ประกอบการบริหารความเสี่ยงด้านการเงินและอัตราแลกเปลี่ยน ด้วยการเปิดบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ (FCD Account) เพื่อควบคุมต้นทุนและลดความผันผวน
- บสย. เตรียมวงเงินค้ำประกันสินเชื่อ 50,000 ล้านบาท เพื่อเป็นกลไกช่วยเหลือและเสริมสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการ SME ที่เผชิญความท้าทายในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน
ท่ามกลางแรงสั่นสะเทือนของนโยบายการค้าโลก โดยเฉพาะมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ของสหรัฐฯ ที่ยังเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยกำลังเผชิญ “โจทย์ใหญ่” ที่ไม่ใช่แค่ยอดขาย แต่คือการรักษาความอยู่รอดในสมรภูมิการค้าระหว่างประเทศ
นายสิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ประเมินว่า ความผันผวนของภาษีสหรัฐฯ และทิศทางเศรษฐกิจโลก จะยังเป็นแรงกดดันต่อเนื่องในปี 2569 โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ในสัดส่วนสูง ซึ่งบางกลุ่มอาจเผชิญความเสี่ยงภาษีในระดับ 15%
ในมุมมองของ บสย. เวลานี้ไม่ใช่ช่วง “ตั้งรับ” แต่เป็นช่วง “เร่งปรับตัว” โดยเสนอ 2 แกนหลักที่ SME ต้องทำควบคู่กันทันที นั่นคือ "กระจายตลาด" และ "บริหารความเสี่ยงทางการเงิน"
กระจายตลาด ลดพึ่งพาสหรัฐ
บสย.แนะนำให้ผู้ส่งออกลดการส่งล็อตใหญ่ไปตลาดเดิมเพียงแห่งเดียว โดยเฉพาะสหรัฐฯ และมองหาโอกาสในตลาดใหม่ที่ยังมีดีมานด์สินค้าไทย
กลุ่มที่มีศักยภาพสูงคือ สินค้าเกษตรมูลค่าเพิ่ม เช่น เกษตรแปรรูป และผลไม้อบแห้ง ซึ่งเป็นจุดแข็งของไทย โดยตลาดที่น่าจับตา ได้แก่ ไต้หวัน และตะวันออกกลาง ซึ่งยังมีความต้องการต่อเนื่อง
“สำหรับ SME โดยเฉพาะกลุ่มที่ส่งออก อยากเน้นย้ำเรื่องการกระจายความเสี่ยงในมิติต่างๆ ของตลาด จากเดิมที่อาจจะส่งเป็นล็อตใหญ่ไปที่สหรัฐฯเพียงอย่างเดียว ลองมองหาตลาดใหม่ๆ ที่ยังมีความต้องการสินค้าไทยและเป็นจุดแข็งของเรา โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรมูลค่าสูง อย่างเกษตรแปรรูปหรือผลไม้อบแห้ง ซึ่งตลาดอย่างไต้หวันและตะวันออกกลางยังมีดีมานด์และเป็นจุดที่ธุรกิจไปต่อได้"
คุมความเสี่ยงค่าเงินผ่าน FCD
อีกมิติที่ไม่ควรมองข้าม คือความผันผวนของค่าเงินบาท บสย.แนะนำให้ SME เปิดบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ (FCD Account) เพื่อรับ-จ่ายเป็นเงินดอลลาร์โดยตรง ลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน และช่วยบริหารต้นทุนได้แม่นยำขึ้น
"การบริหารค่าเงินอย่างเป็นระบบ จะช่วยลดการขาดทุนที่ไม่ได้เกิดจากประสิทธิภาพธุรกิจ แต่เกิดจากความผันผวนภายนอก"
คำแนะนำนี้เน้นให้ผู้ประกอบการใช้บัญชี FCD เพื่อบริหารจัดการแบบ Natural Hedge คือการรับรายได้เป็นสกุลเงินดอลลาร์และนำไปชำระค่าใช้จ่ายเป็นสกุลเงินดอลลาร์โดยตรง เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
ปี 2569 “สภาพคล่อง” บททดสอบใหญ่ของ SME
เมื่อประเมินภาพเศรษฐกิจปี 2569 นายสิทธิกร มองว่า “สภาพคล่อง” จะยังเป็นความท้าทายหลักของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม Micro SME ที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบธนาคาร และมีข้อจำกัดด้านหลักประกัน
สำหรับ SME ที่มีศักยภาพรับงานภาครัฐ แต่ยังติดเงื่อนไขด้านฐานะการเงิน บสย.สามารถเข้าไปช่วยค้ำประกันเพื่อออกหนังสือค้ำประกันธนาคาร (Bank Guarantee) เพิ่มความพร้อมในการเข้าประมูลงาน และต่อยอดโอกาสทางธุรกิจได้
เพื่อเสริมภูมิคุ้มกันให้ภาคธุรกิจ บสย.เตรียมวงเงินค้ำประกันสินเชื่อ 50,000 ล้านบาท เป็นกลไกหลักในการเติมสภาพคล่อง รองรับ 4 กลุ่มเป้าหมายสำคัญ ได้แก่
- กลุ่มเปราะบางและ Micro SME ช่วยเปิดทางเข้าถึงแหล่งทุนมากขึ้น
- กลุ่มรับงานภาครัฐ สนับสนุนการออก LG เพิ่มโอกาสแข่งขัน
- กลุ่มปรับตัวสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon) สนับสนุนเงินทุนเพื่อปรับปรุงกิจการตามเทรนด์โลก
- กลุ่มผู้ส่งออก ใช้เป็นทุนหมุนเวียนและรองรับการขยายตลาดใหม่
นอกจากนี้ ปีนี้ บสย.ยังขยายบทบาทการค้ำประกันไปยังกลุ่ม Non-bank (ผู้ให้บริการทางการเงินที่ ไม่ใช่ธนาคาร) เพื่อเติมช่องว่างให้ผู้ประกอบการรายย่อยที่เข้าไม่ถึงธนาคารปกติ สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้มากขึ้น


