posttoday

เปิดใจ เบลล่า-ราณี ทุ่มปั้น “หทัยเฮิร์บ” สานฝันพาสมุนไพรไทยสู่เวทีโลก

23 กุมภาพันธ์ 2569

จากวงสนทนาธรรมะ สู่พาร์ทเนอร์ธุรกิจ เรื่องเล่าของ “เบลล่า ราณี” ถอดบทนางเอกจับมือพาร์ทเนอร์ "ตอง–ปรัยวันท์" สวมบทซีอีโอ สร้างแบรนด์ "หทัยเฮิร์บ" ยาดมหัวใจ

KEY

POINTS

  • จากวงสนทนาธรรมะ สู่พาร์ทเนอร์ธุรกิจ เรื่องเล่าของ “เบลล่า ราณี” ถอดบทนางเอกจับมือพาร์ทเนอร์  "ตอง–ปรัยวันท์" สวมบทซีอีโอ 
  • สร้างแบรนด์ "หทัยเฮิร์บ" ยาดมหัวใจ ชูจุดเด่น สมุนไพรไทยกว่า 30 ชนิด ช่วยชุมชนปลูกสมุนไพร 
  • ขอเป็นลูกสาวของชาติ ทำสิ่งดี ๆ เพื่อประเทศไทย สานต่อความฝันอยากพาสมุนไพรไทยไปอินเตอร์

 

ในช่วงเที่ยงวันคล้อยบ่าย ของวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ก่อนจะมีอีเว้นต์เปิดตัวแบรนด์สินค้าสมุนไพรชื่อ “หทัยเฮิร์บ” (Hathai Herb) ณ ไอคอนคราฟต์ (ICONCRAFT) ไอคอนสยาม... 

 

บรรยากาศรอบตัวอบอุ่นขึ้นทันที เมื่อปรากฏร่างของหญิงสาวด้วยลุคเสื้อเชิ้ตสีชมพูอ่อน ผูกเนกไทที่ปักกุหลาบให้ความโรแมนติกแบบพอดี จับคู่กับกระโปรงสีเอิร์ธโทนทรงจับกลีบ ที่เอวมี Gadget รูปหัวใจห้อยอยู่เป็นกิมมิกเล็ก ๆ ชวนสะดุดตา ซึ่งนั่นคือยาดมหทัยเฮิร์บ ที่หน้าตาดูแปลกเมื่อเทียบกับยาดมทั่วไป ทำให้ลุคทั้งหมดของเธอดูเข้าถึงง่ายมากกว่าจะเป็นภาพลักษณ์ของดาราบนพรมแดง

 

และคนตรงหน้าเราคือ "เบลล่า-ราณี แคมเปน" นักแสดงหญิงที่คนไทยรู้จักในภาพลักษณ์อ่อนหวาน งดงามตามแบบฉบับนางเอกแถวหน้า สมฉายา "ลูกสาวแห่งชาติ" 

เปิดใจ เบลล่า-ราณี ทุ่มปั้น “หทัยเฮิร์บ” สานฝันพาสมุนไพรไทยสู่เวทีโลก

ทันทีที่เธอหย่อนตัวลงนั่งร่วมวงสนทนากับเรา และเพื่อนร่วมอาชีพอีก 2 คน ด้วยท่าทีผ่อนคลาย รอยยิ้มพิมพ์ใจก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้น

 

ครั้งนี้เธอไม่ได้มาเพื่อโปรโมตละครเรื่องใหม่ แต่มาในฐานะ "ผู้ร่วมก่อตั้ง" แบรนด์สมุนไพรไทย "หทัยเฮิร์บ" (Hathai Herb) ข้างกายของเธอคือ "ตอง–ปรัยวันท์ สถิรกุล" นักธุรกิจผู้เชี่ยวชาญด้านออกแบบและนวัตกรรม ผู้เป็นพาร์ทเนอร์ธุรกิจ 

 

และการสนทนาครั้งนี้... ไม่มีบทละครให้ท่องจำ ไม่มีสคริปต์ให้เดินตาม และไม่มีเสียง "คัต" จากผู้กำกับคนไหน 

ปรัยวันท์ สถิรกุล และ ราณี แคมเปน

 

จากวงธรรมะ…สู่บทสนทนาเรื่องสมุนไพร

น่าสนใจที่สายสัมพันธ์ของทั้งคู่เริ่มขึ้นจากวงสนทนาธรรม และความเป็นกัลยาณมิตรสายบุญที่เกื้อกูลกัน คนหนึ่งคือนางเอกผู้ใช้เวลาว่างเดินสายเติมบุญ 

 

อีกคนคือดีไซน์เนอร์และนักธุรกิจผู้หลงใหลในวิถีธรรมชาติ เมื่อ "ศีลเสมอ" และ "รสนิยม" มาบรรจบกัน โปรเจกต์ที่ชื่อ หทัยเฮิร์บ (Hathai Herb) จึงค่อยๆ ก่อตัวขึ้น

 

เบลล่า-ราณี เริ่มเล่าให้ฟังว่า เธอกับตอง–ปรัยวันท์ รู้จักกันผ่านการทำบุญ จนกลายเป็นกัลยาณมิตรสายบุญที่ดีต่อกัน 

 

ตอง–ปรัยวันท์ เสริมว่า เดิมทีเขาทำธุรกิจของขวัญและแมกกาซีนในรูปแบบ B2B รวมถึงพัฒนานวัตกรรมผ้ากันเชื้อโรค และนวัตกรรมอาหาร ความสนใจเรื่องสมุนไพรและธรรมชาติเป็นสิ่งที่เขาชอบส่วนตัวมานาน จนวันหนึ่งได้พบสูตรสมุนไพรธรรมชาติแท้ ปราศจากสารเคมี

 

“ลองเอามาให้เบลดม ปรากฏว่าเราชอบกลิ่นเดียวกัน” ตองกล่าว

 

สำหรับเบลล่า ความผูกพันกับสมุนไพรไม่ใช่เรื่องใหม่ เธอเป็นคนพกยาดม ยาเขียว พิมเสน ติดตัวตลอดเวลา และเคยคิดอยากทำแบรนด์ของตัวเองในชื่อ “ราณี” 

 

“ความฝันของเบลคือ เราเป็นลูกสาวของชาติ ก็อยากทำอะไรที่ตอบแทนคนไทย สนับสนุนให้คนไทยมีรายได้จากสินค้าของเรา” เธอกล่าว

 

เมื่อความฝันเดิมมาบรรจบกับสูตรสมุนไพรของตอง ความตั้งใจจึงไม่ใช่แค่ทำสินค้า แต่คือการสร้างบางอย่างที่ขยายคุณค่าของภูมิปัญญาไทยออกไปให้ไกลกว่าเดิม

 

แบรนด์ หทัยเฮิร์บ (Hathai Herb) จึงถือกำเนิดขึ้น โดย “หทัย” แปลว่า หัวใจ หากเขียนเป็นภาษาอังกฤษ คำว่า HATHAI ยังซ่อนคำว่า THAI อยู่ในนั้นอย่างชัดเจน ทุกครั้งที่อ่านชื่อ ก็เหมือนได้ย้ำว่านี่คือสมุนไพรจากแผ่นดินไทย

 

ใหม่ในวงการสมุนไพร แต่ค่อยๆ พัฒนา

ทั้งคู่ยอมรับว่ายัง “ใหม่มาก” ในวงการสมุนไพร แต่สิ่งที่ไม่ใหม่ คือความเข้มงวดเรื่องคุณภาพ เพราะเบื้องหลังผลิตภัณฑ์มีทั้งวิศวกร แพทย์ และผู้เชี่ยวชาญควบคุมโรงงาน ดูแลมาตรฐานความสะอาดและความปลอดภัย ไม่ใช่เพียงภูมิปัญญาชาวบ้าน แต่เป็นการผสานศาสตร์สมัยใหม่เข้ากับรากเหง้าไทย

 

“เรามีทั้งวิศวกร คุณหมอ ที่เขาอยู่คุมโรงงาน ช่วยดูเรื่องความสะอาด ความปลอดภัย รวมถึงวิธีการออกแบบแพกเกจก็มีวิศวกรมาช่วยออกแบบ เพื่อให้กลิ่นสมุนไพรที่เราว่าหอม จะทำอย่างไรให้เวลาคนดม แล้วหอมฟุ้งกระจายมากที่สุด” เบลล่ากล่าว

เปิดใจ เบลล่า-ราณี ทุ่มปั้น “หทัยเฮิร์บ” สานฝันพาสมุนไพรไทยสู่เวทีโลก

ความท้าทายใหญ่คือ “แพ็กเกจจิ้ง” ตองบอกว่า พวกเขาใช้เวลากว่า 1 ปี เพื่อออกแบบให้กลิ่นกระจายตัวได้ดีที่สุด โดยนำหลัก Aerodynamic (อากาศพลศาสตร์) ที่คล้ายการออกแบบรถยนต์ มาใช้กับรูปทรงยาดม ให้กลิ่นฟุ้งออกมาเองโดยไม่ต้องจ่อใกล้ นี่คือรายละเอียดที่ผู้บริโภคอาจมองไม่เห็น แต่ทีมงานใช้เวลาทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่า รวมเวลาพัฒนาสูตรและผลิตภัณฑ์ทั้งสิ้นกว่า 2 ปี ปรับสูตรมากกว่า 6 ครั้ง

 

โดยกลิ่นแรกที่เปิดตัวในชื่อ “Fresh Heart” คือการสกัด Essential Oil จากส้มหลากหลายสายพันธุ์ ให้ความสดชื่น ไม่ฉุน แต่มีเลเยอร์ลึกนุ่มเป็นเอกลักษณ์ ดีไซน์เป็นรูปหัวใจ 3 สี คือ เขียว ชมพู น้ำเงิน สื่อถึงความสดชื่นในแบบที่เป็น Universal

เปิดใจ เบลล่า-ราณี ทุ่มปั้น “หทัยเฮิร์บ” สานฝันพาสมุนไพรไทยสู่เวทีโลก

ทำงานร่วมกับชุมชนเกษตรกร

เบลล่า เล่าว่า หลายพื้นที่ที่ปลูกสมุนไพรให้แบรนด์ เคยมีรายได้เฉพาะบางฤดูกาล เช่น ช่วงกรีดยาง แต่ฤดูอื่นแทบไม่มีรายได้ พาร์ทเนอร์ก็เห็นว่าพื้นที่นั้นมีดินดี สามารถทำประโยชน์ได้มากกว่านี้ ก็ไปเสนอแล้วเอาต้นกล้าสมุนไพรไปสอนชาวบ้านให้ปลูกเพื่อมีรายได้ แล้วเราก็ซื้อกลับมา โดยมีกฏเกณฑ์ว่า ห้ามใช้สารเคมี ต้องมีการควบคุมเรื่องของปริมาณน้ำต่าง ๆ ให้ได้มาตรฐาน และรับซื้อกลับมา 

 

“ก็มีช่วงที่ต้องปรับตัวกันไปมา บางทีชาวบ้านยังไม่เข้าใจกระบวนการเรื่องของการรับซื้อมาขายไป บางทีรับซื้อมาจริง แต่ต้องทิ้งทั้งล็อตก็มี แต่พวกยืนยันไม่ลดเพดานคุณภาพ เพราะทุกล็อตที่รับมาจะมีการส่งเข้าแลปเพื่อตรวจสอบความปลอดภัย พอไม่ได้ก็ใช้ไม่ได้ทั้งล็อต

 

ซึ่งตอนนี้ก็ทำงานกับหลายชุมชนทั้งภาคใต้ อีสาน และตอนนี้กำลังทำกับวิสาหกิจชุมชนที่สระบุรี เพราะพื้นที่นั้นเป็นหลักการแนวคิดเดียวกันกับเราเลย คือไม่เคยใช้สารเคมีเลยตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษเขา ฉะนั้นดินตรงนั้นจะเป็นดินที่ดีมาก กำลังจะปรับพื้นที่นั้นให้มีสมุนไพรเข้าไปสอดแทรกในป่า เพราะมันต้องปลูกควบคู่กัน เพื่อให้สารอาหารในดินเอื้อกัน” 

 

ธุรกิจที่ไม่เน้นตัวเลข แต่เน้นคุณค่า

แม้ไม่ใช่ธุรกิจแรกของเบลล่า แต่เธอยอมรับว่าเป็นธุรกิจที่ “ลงมือทำเองมากที่สุด” ใช้งบลงทุนราว 5 ล้านบาท ล็อตแรกตั้งเป้า 100,000 ชิ้น แต่ทยอยผลิตเพื่อดูฟีดแบ็กและควบคุมคุณภาพอย่างใกล้ชิด

เปิดใจ เบลล่า-ราณี ทุ่มปั้น “หทัยเฮิร์บ” สานฝันพาสมุนไพรไทยสู่เวทีโลก

“ถ้าอยากทำสินค้าแมส เราคงไม่ทำออกมาแบบนี้ เราตั้งราคา 289 บาท อาจดูไม่ถูก” 

 

แต่เบลล่าย้ำว่า ต้นทุนสูงมาก เพียง Essential Oil หนึ่งขวด ต้องใช้ส้มถึง 1 ตันในการสกัด และยังผสมสมุนไพรกว่า 30 ชนิด เกือบทั้งหมดจากไทย บางชนิดต้องจองล่วงหน้าเป็นปี เพราะปลูกได้เพียงไม่กี่พื้นที่

 

แบรนด์เลือกวางจำหน่ายผ่านไอคอนคราฟต์และช่องทางออนไลน์ ไม่เน้นฮาร์ดเซลล์ แต่มองความยั่งยืนระยะยาว

 

จากหัวใจไทย สู่เวทีโลก

เบลล่า บอกว่า เป้าหมายคืออยากพาสมุนไพรไทยไปสู่โกลบอล ซึ่งอนาคตก็วางแผนเพิ่มสินค้าใหม่ ๆ ที่ไม่ใช่ยาดม รวมถึงพัฒนาโรงงานพาร์ทเนอร์ให้ได้มาตรฐาน อยากยกระดับสมุนไพรภายใต้แบรนด์หทัยเฮิร์บให้ได้มากที่สุด ตอนนี้เรายังเป็นอินทรีย์ แต่ต่อไปอยากให้ไปถึงออแกนิค แบบค่อยเป็นค่อยไป

 

อยากสร้างความภูมิใจให้คนไทย ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นไปได้ ปีที่ผ่านมา หทัยเฮิร์บมีโอกาสทำ Soft Launch ที่ประเทศเกาหลีใต้ จากคำเชิญของสถานทูตไทยประจำกรุงโซล

 

ครั้งนั้นถือเป็นครั้งแรกที่แบรนด์นำสมุนไพรไทยไปเปิดตัวในต่างประเทศ ผลตอบรับเกินคาด ท่านทูตดมแล้ว “ชอบมาก” และมองว่ากลิ่นมีความแตกต่าง ซึ่งก็ได้ทำการสำรวจตลาดยังพบว่า คนเกาหลีชอบกลิ่นเบา อ่อนโยน ส่วนคนไทยคุ้นชินกับกลิ่นแรง สดชื่นชัด เพราะอากาศร้อน ข้อมูลเหล่านี้กลายเป็นบทเรียนสำคัญในการพัฒนาซีรีส์ถัดไปของแบรนด์

เปิดใจ เบลล่า-ราณี ทุ่มปั้น “หทัยเฮิร์บ” สานฝันพาสมุนไพรไทยสู่เวทีโลก

จากใจ…สู่ใจ ไม่ขาดทุนก็ดีแล้ว

เมื่อถามถึงเป้าหมาย เบลล่าตอบเรียบง่ายว่า “แค่ไม่ขาดทุนก็ดีแล้ว” แต่ในแววตา เห็นชัดว่าสิ่งที่เธออยากได้ ไม่ใช่แค่ยอดขาย หากคือวันที่คนทั่วโลกได้รู้จักสมุนไพรไทยในมุมใหม่ ไม่เชย ไม่โบราณ แต่ร่วมสมัยและพกพาได้อย่างภาคภูมิ จึงเป็นที่มาที่ออกแบบแพเกจเป็น Gadget ไอเทม

 

หทัยเฮิร์บจึงไม่ใช่แค่ยาดมรูปหัวใจ หากเป็นสัญลักษณ์ของความตั้งใจที่เริ่มจากกัลยาณมิตรสองคน และกำลังเติบโตไปพร้อมชุมชน 

 

และทั้งหมดนี้คือปฐมบทของ “หทัยเฮิร์บ” 

ข่าวล่าสุด

ทะลุ 1,500! หุ้นไทยพุ่ง 17.46 จุด DELTA หนุนดัชนี รับเซนติเมนต์ภาษีทรัมป์