ภาษีทรัมป์ 15% บวกต่อไทย-ส่งออก ม.ค.69 พุ่ง 24.4% ทุบสถิตินิวไฮ
กระทรวงพาณิชย์ มองทรัมป์เก็บภาษีนำเข้า 15% เป็นบวกต่อไทย โดยเฉพาะกลุ่มอาหาร ด้านส่งออกไทย ม.ค.69 พุ่ง 24.4% ขยายตัว 19 เดือนติดต่อกัน สูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกเผชิญความท้าทายจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์
KEY
POINTS
- นโยบายภาษี Global Tariff 15% ของสหรัฐฯ ถูกมองว่าส่งผลบวกต่อไทยในระยะสั้น เพราะช่วยเพิ่มกำลังซื้อของผู้บริโภคในสหรัฐฯ แต่อาจทำให้การแข่งขันสูงขึ้นเนื่องจากคู่แข่งเสียภาษีในอัตราเท่ากัน
- การส่งออกของไทยในเดือนมกราคม 2569 สร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ด้วยมูลค่า 31,573.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวถึง 24.4% และเป็นการเติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 19
- ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการส่งออกคือความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตตามกระแส AI รวมถึงยานยนต์และสินค้าเกษตร โดยมีการขยายตัวสูงในตลาดสำคัญอย่างสหรัฐฯ จีน และอาเซียน
จากกรณีศาลสูงสหรัฐฯ สั่งยกเลิก Reciprocal tariff เดิมของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ตอบโต้ทันทีด้วย Global tariff 15% ภายใต้ Section 122 ใช้ได้ 150 วัน
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ให้มุมมองถึงกรณีกังกล่าว ว่า ผลบวกในเบื้องต้น คือ ต้นทุนผู้นำเข้าสหรัฐฯ ลดลง ราคาสินค้าปลายทางลดลง ทำให้ผู้บริโภคในสหรัฐฯ มีกำลังซื้อมากขึ้น ส่งผลดีต่อการนำเข้าสินค้าที่จะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มอาหาร เช่น ไก่ อาหารทะเล และผลไม้กระป๋อง แต่ในทางกลับกัน คู่แข่งของไทยที่เคยโดนภาษีสูง ก็จะปรับลดลงมาเท่ากันทุกประเทศ กลายเป็นคู่แข่งสำคัญ ปะกอบกับไทยยังมีปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่า จะเป็นตัวฉุดขีดความสามารถในการแข่งขัน
อย่างไรก็ตาม แม้อัตราภาษีนำเข้าจะลดลงจากเดิม แต่กระทรวงพาณิชย์จะมีการเจรจากับสหรัฐฯ ต่อเนื่อง เพื่อติดตามดูว่าสหรัฐฯ จะมีมาตรการใดกับไทย เพราะสหรัฐฯ ยังคงขาดดุลการค้ากับไทย ซึ่งอาจจะมีมาตรการขึ้นภาษีในบางรายการ ทำให้ไทยต้องอยู่ในเวทีเจรจาต่อไป
ส่วนประเด็นการลดภาษี การเปิดตลาดสินค้าต่าง ๆ ให้กับสหรัฐฯ ก็ต้องมาพิจารณาต่อว่าจะดำเนินการอย่างไร รวมทั้งต้องจับตาสหรัฐฯ จะมีการใช้ภาษีตอบโต้ทางการค้าเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่
สำหรับการส่งออกของไทย เดือน ม.ค.2569 มีมูลค่า 31,573.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 24.4% ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 19 และมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์อีกครั้ง นับจากเดือน พ.ค.2568 ที่ทำสถิติสูงสุดที่ 31,044.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 980,744 ล้านบาท
ส่วนการนำเข้าเดือน ม.ค.2569 มีมูลค่า 34,876.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 29.4% สูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 1,097,445 ล้านบาท ส่งผลให้ในเดือน ม.ค.2569 ขาดดุลการค้า 3,303.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินบาท มูลค่า 116,700 ล้านบาท
ทั้งนี้ การส่งออกของไทยเดือน ม.ค.2569 ขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยได้รับอานิสงส์จากความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง สอดรับกับการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยี AI และการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลทั่วโลก ขณะที่กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ และส่วนประกอบ ยังคงขยายตัวในระดับสูง สะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตที่มั่นคงของภูมิภาค
ในส่วนของสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป อาทิ ทุเรียน มังคุด ข้าวหอมมะลิ และกุ้งแช่แข็ง เริ่มกลับมาขยายตัวได้ดีในเดือนนี้ โดยปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการบริโภคที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงเทศกาล ซึ่งช่วยสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรไทยอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงเผชิญความท้าทายจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์
ขณะเดียวกัน ตลาดส่งออก ขยายตัวระดับสูงและครอบคลุมเกือบทุกตลาดสำคัญ โดยตลาดหลัก เพิ่ม 24.1% โดยขยายตัวต่อเนื่องในตลาดสหรัฐฯ 43.1% จีน 35.1% ญี่ปุ่น 2.7% สหภาพยุโรป (27 ประเทศ) 17.8% และอาเซียน (5 ประเทศ) 29.8% แต่หดตัวในตลาด CLMV 8.7% ตลาดรอง เพิ่ม 22.7% โดยขยายตัวในตลาดเอเชียใต้ 11.1% ทวีปออสเตรเลีย 97.8% ตะวันออกกลาง 13.7% และลาตินอเมริกา 13.9% รัสเซียและกลุ่ม CIS 2.7% และสหราชอาณาจักร 11.0% ขณะที่ทวีปแอฟริกา ลด 3.6% และตลาดอื่น ๆ เพิ่ม 50.7%


